×

ทำงานหนักแค่ไหนก็ไร้ค่า เมื่อเจอ ‘ลูกรัก’ แย่งชิงโอกาส เผยผลร้าย พนักงานท้อ ลาออกกันถ้วนหน้า

16.05.2024
  • LOADING...
การทำงาน และ ลูกรัก

ในโลกของการทำงาน ทุกคนล้วนปรารถนาความก้าวหน้าและการเติบโตในสายอาชีพ หลายคนทุ่มเทกับการทำงานอย่างหนัก พัฒนาทักษะ และสร้างผลงานให้โดดเด่น เพื่อพิสูจน์ความสามารถและคว้าโอกาสเลื่อนตำแหน่ง

 

แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีบางคนที่ดูเหมือนจะได้รับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ผลงานไม่ได้โดดเด่นไปกว่าใคร นี่คือปรากฏการณ์ของ ‘ลูกรัก’ หรือ Favoritism ในที่ทำงาน ที่สร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมให้กับพนักงานคนอื่นๆ ในองค์กร

 

จากการศึกษาวิจัยของ Harvard Business Review พบว่าผู้ที่ได้รับความชื่นชอบเป็นพิเศษจากหัวหน้างานมีโอกาสได้รับการเลื่อนตำแหน่งมากกว่าคนอื่นๆ ถึง 23% โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับผลงานหรือความสามารถ

 

สอดคล้องกับการศึกษาของ Georgetown University ที่พบว่าเพียงแค่ 1 ใน 3 ของพนักงานระดับบริหารเท่านั้นที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากผลการปฏิบัติงานจริง ในขณะที่ส่วนใหญ่กว่า 60% เลื่อนขึ้นมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถ

 

ปัญหา Favoritism ในองค์กรมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ได้แก่

 

1. ความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ส่วนตัว

 

หัวหน้ามักจะให้ความสำคัญและไว้วางใจลูกน้องที่มีความสนิทสนมเป็นพิเศษ เกิดเป็นกลุ่มพวกพ้อง จึงมักมอบหมายงานสำคัญ ให้การสนับสนุน และเปิดโอกาสให้มากกว่าคนอื่นๆ โดยไม่ได้พิจารณาถึงความสามารถที่แท้จริง

 

2. ภาพลักษณ์ภายนอก

 

ลูกน้องบางคนอาจมีบุคลิกภาพเด่น มีเสน่ห์ วางตัวเก่ง เอาใจเก่ง จึงสามารถสร้างความประทับใจให้กับหัวหน้าได้ง่าย ทำให้ได้รับความไว้วางใจและมอบหมายงานสำคัญ แม้ว่ากระบวนการทำงานหรือผลลัพธ์ที่ได้จะธรรมดาก็ตาม

 

3. ขาดระบบการประเมินผลงานที่เป็นมาตรฐาน

 

องค์กรจำนวนมากยังไม่มีเกณฑ์และกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและเป็นระบบ ทำให้การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง มักตกอยู่ภายใต้ดุลพินิจของหัวหน้างานเพียงคนเดียว จึงเปิดโอกาสให้เกิดอคติและการลำเอียงได้ง่าย

 

4. การวิ่งเต้นเส้นสาย

 

ลูกรักบางคนอาจใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว เครือญาติ หรือการเป็นคนวงในของผู้บริหารระดับสูง เพื่อแทรกแซงกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ทำให้ได้เลื่อนขั้นอย่างก้าวกระโดดแม้จะยังไม่มีความพร้อมและคุณสมบัติจริง

 

ปัญหา Favoritism ก่อให้เกิดผลเสียต่อองค์กรอย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่ทำลายแรงจูงใจของพนักงานคนอื่นๆ ที่ทำงานอย่างเต็มความสามารถแล้ว ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม เพราะคนที่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่สำคัญอาจไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่สุด ตลอดจนบั่นทอนวัฒนธรรมและบรรยากาศการทำงานที่ดี 

 

จากการศึกษาของ Michigan State University พบว่าองค์กรที่มีปัญหา Favoritism อย่างรุนแรง จะมีอัตราการลาออกของพนักงานสูงขึ้นถึง 15% เพราะพนักงานรู้สึกไม่มีความหวัง ขาดความเชื่อมั่นในความยุติธรรม และไม่อยากทำงานภายใต้การปกครองแบบเล่นพรรคเล่นพวก

 

ดังนั้นเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นภายในองค์กร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกองค์กรจะต้องมีระบบการบริหารงานบุคคลที่โปร่งใส มีมาตรฐาน วางเกณฑ์การประเมินผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และมีคณะกรรมการที่เป็นกลางคอยตรวจสอบกระบวนการ

 

ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี วางตัวอย่างเหมาะสม ให้ความเป็นธรรม และมอบโอกาสแก่ทุกคนเท่าเทียมกัน เพื่อให้พนักงานทุกระดับได้พัฒนาความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และเติบโตไปพร้อมๆ กันกับองค์กรอย่างยั่งยืน

 

อ้างอิง:

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising