×

เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์

26.05.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงถึงการลดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

ภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปี 2569 กลายเป็นหัวข้อที่คนไทยระบายและถกเถียงกันหนาแน่นบนโซเชียลมีเดีย ทั้งราคาน้ำมัน, ค่าครองชีพ และความกังวลเรื่องการตกงาน โดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) เก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2569 พบการพูดถึงประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจสูงถึง 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ จาก 254,800 โพสต์

 

 

เมื่อแยกตามประเด็น ราคาน้ำมันถูกพูดถึงมากที่สุดที่ 163,000 โพสต์ สร้างเอนเกจเมนต์ 15.7 ล้านครั้ง ตามด้วยค่าครองชีพและของแพง 49,700 โพสต์ (4 ล้านเอนเกจเมนต์) และประเด็นการตกงานและเลิกจ้าง 42,100 โพสต์ (893,067 เอนเกจเมนต์) โดยการพูดถึงทุกประเด็นพุ่งขึ้นพร้อมกัน 33-36% หลังช่วงสงกรานต์

 

ในแง่แพลตฟอร์ม Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักด้วยสัดส่วน 55.2% ของข้อความทั้งหมด ตามด้วย Instagram 22.7%, YouTube 8.7% และ TikTok 4.9% ซึ่งแม้ TikTok จะมีจำนวนโพสต์น้อยที่สุด แต่กลับสร้างการมีส่วนร่วมสูงเมื่อเทียบกับจำนวนโพสต์ สะท้อนบทบาทในการขยายกระแสได้รวดเร็ว

 

3 ประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุด

 

ประเด็นแรกคือค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นในภาพรวม ซึ่งเป็นความกังวลที่กว้างที่สุด ด้วยเอนเกจเมนต์กว่า 4 ล้านครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงกว่า 65% เนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนความกังวลต่อราคาอาหารที่ปรับขึ้นแต่ปริมาณและคุณภาพลดลง, ค่าไฟที่ขึ้นรอบใหม่ และค่าใช้จ่ายประจำวันที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้เท่าเดิม จนเกิดความรู้สึกติดกับดักและไร้ทางออกที่สะท้อนผ่านโพสต์ไวรัลจำนวนมาก

 

ประเด็นที่สองคือความกังวลเรื่องการถูกเลิกจ้างและตกงาน ที่มีเอนเกจเมนต์กว่า 893,067 ครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงถึง 72% ผ่านแฮชแท็ก #ตกงาน, #เลิกจ้าง และ #วิกฤตเศรษฐกิจ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเปิดโปงนายจ้างที่บีบให้พนักงานลาออกเองเพื่อตัดสิทธิ์ค่าชดเชย ไปจนถึงความกังวลส่วนตัวของคนทำงานที่เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ โดยหลายคนยอมรับว่ามีเงินสำรองเพียงพอแค่ 1-2 เดือนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

 

ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ด้านการเงินส่วนบุคคล ทั้งวิธีเก็บเงิน, การฝากเงิน และการลงทุนเพื่อเกษียณ ก็เพิ่มขึ้นบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนความต้องการหาทางออกในภาวะที่ตลาดแรงงานหดตัวและการหางานใหม่ยากขึ้น โดยอาชีพอิสระอย่างไรเดอร์และงานขนส่งก็ได้รับผลกระทบ เมื่อต้องแบกต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้กลับลดลง

 

ประเด็นที่สามคือราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งมี Sentiment เชิงลบที่ 58% โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-40 ปี อุปสรรคหลักคือการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งเงินดาวน์ไม่พอและรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร และแม้กู้ได้ ภาระผ่อนก็หนักขึ้นตามดอกเบี้ย ส่วนฝั่งผู้เช่าก็เจอค่าเช่าปรับขึ้นต่อเนื่องจนต้องย้ายไปที่พักเล็กลงและไกลจากที่ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองไม่เห็นเส้นทางที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

 

Gen X จาก ‘สร้าง’ สู่ ‘ปกป้อง’

 

นอกจากการวัดเสียงบนโซเชียล Wisesight ยังใช้เทคโนโลยี Virtual Persona หรือ Synthetic Research ที่สร้างจากกลุ่มตัวอย่าง 90 คน แบ่งเป็น Gen X, Gen Y และ Gen Z รุ่นละ 30 คน เพื่อคาดการณ์ว่าวิกฤตจะหล่อหลอมพฤติกรรมแต่ละเจเนอเรชันอย่างไร

 

กลุ่ม Gen X อายุ 46-61 ปี มี 80% ที่ระบุว่ากังวลต่อเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่กังวลจริงคือความมั่นคงระยะยาวที่สร้างมาทั้งชีวิตอาจสั่นคลอน โดยเฉพาะแผนเกษียณที่อาจต้องเลื่อน บวกกับภาระของ ‘Sandwich Generation’ ที่ต้องแบกทั้งค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ไปพร้อมกัน

 

เมื่อต้องลดภาระ กลุ่มนี้เลือกลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคมก่อน เช่น ชะลอเปลี่ยนรถ, งดซื้อสินค้าแบรนด์เนม และลดทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่วนสิ่งที่ไม่ยอมลดคือประกันสุขภาพของพ่อแม่และตัวเอง, ค่าเทอมลูก และเครือข่ายคอนเนคชันทางสังคมและธุรกิจที่มองว่าเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ยังมีอำนาจต่อรอง ควบคู่กับแผนการเงินเชิงรุก เช่น รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนใหญ่และเคลียร์พอร์ตลงทุนเสี่ยงสูง สะท้อนการเปลี่ยนโหมดจากการเติบโตสู่การปกป้องสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

 

ขณะที่อีก 20% ที่ไม่กังวล กลับมองวิกฤตเป็น ‘โอกาสทอง’ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้งรวมถึงต้มยำกุ้งปี 2540 คนกลุ่มนี้ใช้คำอย่าง ‘ช่องโหว่’ และ ‘เกมที่ต้องเล่นให้ชนะ’ มองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ราคาถูก และมองว่าวิกฤตเป็นเครื่องคัดกรองคนที่ไร้ประสิทธิภาพออกไป สะท้อนความต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกัน ระหว่างกลุ่มที่มุ่งป้องกันความเสี่ยงกับกลุ่มที่มุ่งสร้างโอกาส

 

Gen Y ระหว่าง ‘สร้างอนาคต’ กับ ‘รอดในระบบที่เอียง’

 

Gen Y อายุ 30-34 ปี ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวัน แต่กังวลถึงความสามารถในการสร้างอนาคตในระบบที่รู้สึกว่าเอื้อคนรุ่นก่อนมากกว่า วิธีลดภาระที่พบบ่อยคือการใช้แอปติดตามค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์, ใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย, เปรียบเทียบราคาออนไลน์ก่อนซื้อ, ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้ และหารายได้เสริมผ่านงานฟรีแลนซ์หรือธุรกิจออนไลน์

 

สิ่งแรกที่กลุ่มนี้พร้อมตัดคือค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างคอนเทนต์โซเชียลที่พวกเขาเรียกว่า ‘ภาระเปลือกนอก’ เช่น งดเที่ยวเพื่อถ่ายรูป หรือลดการไปร้านอาหารแพงเพื่อเช็กอิน รองลงมาคือ Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง ตามด้วยการชะลอซื้อแกดเจ็ตและลดความถี่เดินทางต่างประเทศ

 

เหล่านี้สะท้อนความคิดที่เปลี่ยนจากการเน้นภาพลักษณ์มาเป็นการเน้นความมั่นคง โดยมองว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงคือความคล่องตัวทางการเงิน ไม่ใช่การแสดงออกบนโซเชียลมีเดีย

 

ส่วนเส้นที่ห้ามแตะคือการศึกษาและพัฒนาตนเอง, ประกันสุขภาพและ Wellness, การสร้างเครือข่ายอาชีพผ่าน LinkedIn และเงินออมระยะยาว โดยมองว่ากองทุนฉุกเฉิน 3-6 เดือนเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่บางส่วนไม่กังวลและมองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ โดยเชื่อว่าคนที่มีทักษะดิจิทัลและ AI จะได้เปรียบในตลาด และใช้ความสามารถในการปรับตัวเป็นอาวุธหลัก

 

Gen Z เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่

 

Gen Z อายุ 14-29 ปี เผชิญความท้าทายที่ต่างจากรุ่นก่อน หลายคนใช้ชีวิตแบบเดือนต่อเดือน ต้องพึ่งพาครอบครัว และมองว่าการมีบ้านหรือสร้างครอบครัวเป็นความฝันที่ห่างไกลขึ้นทุกที โดย 57% ระบุว่ากังวลกับสภาพเศรษฐกิจ

 

ต้นทุนการดำรงชีพที่สูงขึ้นทั้งค่าเช่า, ค่าอาหาร และค่าเดินทาง ไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนรายได้ ทำให้หลายคนต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน บวกกับตลาดแรงงานที่หางานมั่นคงยากขึ้น บางคนเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้หรือต้องทำงานไม่ตรงสาขา ทำให้การวางแผนซื้อบ้าน เกษียณ หรือแม้แต่การออมเงินดูไกลเกินเอื้อม

 

อย่างไรก็ตาม หากต้องลดค่าใช้จ่าย Gen Z เลือกตัดภาระหนี้ระยะยาวอย่างการผ่อนรถหรือคอนโดก่อน เพราะมองว่าเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดอิสรภาพทางการเงิน และเน้นรักษาเงินสดและสภาพคล่องไว้รับมือความไม่แน่นอน แทนการผูกตัวเองกับภาระผูกพันที่ยืดเยื้อ

 

ทัศนคตินี้สะท้อนว่า Gen Z ให้คุณค่ากับ ‘อิสรภาพ’ มากกว่า ‘การครอบครอง’ ซึ่งต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มองว่าการมีบ้านหรือรถคือเป้าหมายชีวิต

 

ส่วนอีก 43% ที่ไม่กังวล มองวิกฤตเป็นช่องทางสร้างโอกาส โดยเลือกพัฒนาทักษะวิเคราะห์ข้อมูลและใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สร้างรายได้ที่คนทั่วไปมองข้าม พวกเขาเชื่อว่าในโลกที่ข้อมูลคือทรัพยากรและความสนใจของคนคือสินค้า คนที่เข้าใจกระแสและปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบเสมอ

 

ภาพรวมจากข้อมูลชี้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2569 ซ้อนทับกันหลายมิติ ทั้งค่าครองชีพ, ความมั่นคงในการทำงาน และโอกาสในการมีที่อยู่อาศัย โดยตัวเลข 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์จาก Zocial Eye สะท้อนว่าเสียงของประชาชนดังขึ้นและเร็วขึ้น ขณะที่ข้อมูลจาก Virtual Persona ชี้ว่าเสียงเหล่านั้นกำลังจะแปรเป็นพฤติกรรมจริงที่แตกต่างกันในแต่ละเจเนอเรชัน

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories