ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและคิวบา นำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับการรุกรานทางทหารจากสหรัฐฯ หลังจากที่อัยการรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหา ราอูล กัสโตร (Raul Castro) อดีตประธานาธิบดีคิวบา ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดและฆาตกรรมจากเหตุการณ์ยิงเครื่องบินตกในปี 1996 ท่ามกลางท่าทีที่แข็งกร้าวของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า “คิวบาคือรายต่อไป”
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า คิวบาเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ’ มานานหลายปีแล้ว เนื่องจากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งของสหรัฐฯ โดยทรัมป์กล่าวว่า เขา ‘มีแนวโน้ม’ ที่จะเป็นประธานาธิบดีที่ลงมือจัดการเรื่องนี้ในท้ายที่สุด
ทำไมสหรัฐฯ บุกคิวบา ‘อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด’
‘สงครามของปวงชน’ ยุทธศาสตร์ตั้งรับของคิวบา
นักวิเคราะห์หลายคนได้ประเมินสถานการณ์และศักยภาพของคิวบาไว้ โดย เฮเลน แยฟฟี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองลาตินอเมริกา มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ระบุว่า คิวบาเตรียมพร้อมรับมือด้วย ‘สงครามของปวงชน’ (War of All People) ซึ่งเป็นการระดมพลพลเรือนทุกคนเข้าสู่ระบบป้องกันประเทศผ่านการรบแบบกองโจร โดยชาวคิวบายึดมั่นในอุดมการณ์ ‘ปิตุภูมิหรือความตาย’ (Homeland or Death) ดังนั้น การหวังผลด้วยการมุ่งจับกุมตัวผู้นำจะไม่ทำให้รัฐบาลคิวบายอมอ่อนข้อให้
‘โมเดลเวเนซุเอลา’ อาจใช้กับคิวบาไม่ได้
ขณะที่ การ์ลอส มาลามุด นักวิเคราะห์ด้านลาตินอเมริกา จากสถาบัน Elcano Royal Institute ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า แม้สหรัฐฯ จะเคยประสบความสำเร็จในการส่งกองกำลังไปบุกจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอย่างรวดเร็ว แต่นักวิเคราะห์มองว่า วิธีนี้จะไม่สำเร็จในคิวบา เพราะกองทัพคิวบามีการฝึกฝนและมียุทโธปกรณ์ที่ดีกว่าเวเนซุเอลา ในเหตุการณ์ที่เวเนซุเอลามีทหารคิวบาเสียชีวิตจากการต่อต้านสหรัฐฯ ถึง 32 นาย ซึ่งผู้นำคิวบาระบุว่า หากสหรัฐฯ บุกคิวบา จะต้องเจอกับการต่อต้านจากชาวคิวบานับ 10 ล้านคน และจะนำไปสู่ ‘การนองเลือด’
อย่างไรก็ตาม เซบาสเตียน อาร์กอส ผู้อำนวยการสถาบันคิวบาศึกษา มหาวิทยาลัยนานาชาติฟลอริดา กลับเห็นต่างว่า กองทัพคิวบานั้น ‘ล้าสมัย’ และแทบไม่มีโอกาสต้านทานสหรัฐฯ ได้เลย โดยเขาคาดว่า หากเกิดการโจมตี สหรัฐฯ อาจใช้วิธีโจมตีทางอากาศโดยไม่ส่งทหารราบเข้าไป
ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการโจมตีโต้กลับ
ทั้ง มาลามุด และ อาร์กอส มองตรงกันว่า ภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้กับสหรัฐฯ ทำให้คิวบามีขีดความสามารถที่จะโจมตีโต้กลับไปยังศูนย์กลางพลเรือนของสหรัฐฯ เช่น ไมอามี เพื่อกดดันและเปลี่ยนกระแสสังคมอเมริกันได้
แม้ว่า แยฟฟี และ มาลามุด จะกังขาต่อรายงานข่าวกรองที่ระบุว่า คิวบามีโดรนถึง 300 ลำเพื่อเตรียมโจมตีสหรัฐฯ แต่อาร์กอสมองว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เนื่องจากคิวบามีสายสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่แน่นแฟ้นกับรัสเซียและจีน
ข้อจำกัดทางการเมืองภายในสหรัฐฯ
แยฟฟีเน้นย้ำว่า การโจมตีคิวบาจะทำให้เกิด ‘คลื่นผู้อพยพทางทะเล’ ทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะสร้างผลกระทบทางการเมืองอย่างหนักต่อทรัมป์ที่ชูนโยบายต่อต้านผู้อพยพ โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
นอกจากนี้ มาลามุดยังเสริมว่า กลุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบามีอิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐฯ สูงมาก และเป้าหมายของพวกเขาคือ การล้มล้างระบอบการปกครองยุคกัสโตรอย่างถอนรากถอนโคน ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวขั้วอำนาจแบบที่เคยเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา
ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ
ปัจจุบันคิวบากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก ทั้งปัญหาไฟดับ ขาดแคลนเชื้อเพลิงและอาหาร ซึ่งเป็นผลพวงจากการปิดล้อมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยาวนานหลายทศวรรษและการสูญเสียแหล่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา แม้สหรัฐฯ จะเสนอเงินช่วยเหลือ 100 ล้านดอลลาร์ในรูปแบบของอาหารและยา แต่ก็กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของรัฐบาลคิวบา นักวิเคราะห์เตือนว่า วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขั้นวิกฤตนี้ อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความสามารถในการป้องกันตนเองของคิวบาในท้ายที่สุด
ขณะที่ มาติอัส บรูม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย ORT Uruguay ให้ความเห็นเกี่ยวกับสัญญาณเตือนต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาว่า หลังจากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการบุกจับกุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา ประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวคิดเอียงซ้ายอย่างโคลอมเบียและเม็กซิโก จะต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และตระหนักว่า คำขู่ของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป
แฟ้มภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock
อ้างอิง:


