×
85310

วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 21)

20.04.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

6 Mins. Read

คำนำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์อภิวัฒน์สยามในปีพุทธศักราช 2475 นั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่งในประเทศของเรา การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นส่งผลกระทบถึงสังคมส่วนใหญ่และปัจเจกชนส่วนย่อยจำนวนมาก เรื่องราวของผู้ที่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตจากการอภิวัฒน์ครั้งนั้นมีบันทึกไว้มากมาย แต่ละบุคคลล้วนผิดแผกแตกต่างกันไป

 

ชีวิตของผู้คนนั้นเป็นแกนกลางของนวนิยายอยู่เสมอ โดยเฉพาะนวนิยายประวัติศาสตร์ ดังนั้นการหยิบยกชีวิตของบุคคลที่เคยอยู่ในตำแหน่งที่สูงเด่น หากแต่ต้องผกผันอย่างคาดไม่ถึงมาเล่าใหม่ในครั้งนี้ แม้จะมีความจริงแฝงอยู่หลายประการ แต่การพ้องเคียงกับชีวิตของบุคคลใดก็ตามเป็นเพียงจินตนาการโดยสมบูรณ์ของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว

 

อนุสรณ์ ติปยานนท์

บทที่ยี่สิบเอ็ด

เมื่อข้าพเจ้าเล่าถึงตอนนั้น ศรี อรพินโท ก็ส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา บุหลันถอนตัวจากการสนทนาของเราไปที่ร่างของ ศรี อรพินโท ข้าพเจ้าเดินตามเธอไปติดๆ ศรี อรพินโท มีสีหน้าที่ดีขึ้นจากเดิมมาก เขาเปิดตาขึ้น มองดูข้าพเจ้า “ไฮน์ริช เบิล ดีใจที่เห็นคุณอีกครั้ง ขอโทษด้วยที่นำคุณมาสู่เรื่องยุ่งยากนี้โดยไม่จำเป็น” ข้าพเจ้าส่ายศีรษะเป็นสัญญาณว่าคำกล่าวของเขานั้นเกินเลยไป บุหลันยกคนโทน้ำที่ใส่น้ำเทน้ำใส่จอกให้เขา ศรี อรพินโท ดื่มน้ำจากจอกนั้นจนหมด เขาพยายามจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาอีกแต่บุหลันใช้มือของเธอปิดปากของเขาเสียอันทำให้เขาตัดสินใจหลับตา ทุกอย่างในถ้ำแห่งนั้นกลับคืนสู่ความเงียบ มีเพียงมาเม็ตที่เติมกิ่งไม้เข้ากับกองไฟทั้งสองกอง และทำให้รอบตัวเราสว่างไสวขึ้นกว่าเดิม

 

“คุณหิวแล้วหรือยัง” ข้าพเจ้าเอ่ยถามบุหลัน “ไม่” เธอตอบข้าพเจ้าเพียงสั้นๆ “ชาสักหน่อยดีไหม ก่อนที่คุณจะเล่าเรื่องของคุณต่อไป” บุหลันนำกาน้ำขึ้นตั้งบนกองไฟ ค้นหาใบชาจากกองสัมภาระใต้แคร่ เธอใส่ใบชาจำนวนหนึ่งลงในกาแล้วนำที่เหลือห่อด้วยใบตองแห้ง “คุณคงต้องการบุหรี่ นี่อาจไม่ดีนัก แต่อย่างน้อย ฉันรับรองว่าชาจากบันดุงน่าจะมีรสชาติดีกว่าบุหรี่ในยามสงครามของคุณ” ข้าพเจ้าจุดบุหรี่ใบชาตัวนั้นด้วยกิ่งไม้ติดไฟกิ่งหนึ่งจากกองไฟกลางวงสนทนาของเรา สูดและพ่นควันมันอย่างช้าๆ รสชาติของมันหอมแต่ชวนให้แสบคออยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม มันดีกว่าบุหรี่ในยามสงครามจริงๆ

 

เราทั้งคู่นั่งลงที่เดิม ข้าพเจ้านั้นนั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่โดยที่บุหลันเองก็หาได้เอ่ยวาจาไม่ โดยพลัน ข้าพเจ้ากลับรู้สึกหมดสิ้นถ้อยคำที่จะกล่าว บางอย่างตีบตันอยู่ในลำคออย่างไม่ทราบสาเหตุ ข้าพเจ้ากล่าวกับบุหลันว่าเป็นไปได้ไหมที่จะหาเศษกระดาษและปากกาหรือดินสอที่นี่ เธอตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ ลุกขึ้นจากที่นั่ง ไปที่แคร่ เธอหมอบลงใต้แคร่ ดึงห่อใบตองแห้งห่อหนึ่งที่ถูกเหน็บอยู่ใต้แคร่ ข้างในใบตองแห้งนั้นมีกระดาษสีน้ำตาลอ่อนปึกหนึ่งและดินสอที่ทำจากฮอลแลนด์สองสามแท่ง เธอทดสอบดินสอเหล่านั้นจนพอใจและเดินนำมันมาให้ข้าพเจ้าพร้อมกระดาษปึกนั้น

 

“ผมจะเขียนทุกอย่างนับจากนี้ลงในกระดาษ และจะเป็นการดีที่ในช่วงเวลาที่ผมกำลังทำงานนั้นอยู่ คุณกับมาเม็ตควรหาอะไรรองท้องเสียหน่อย เราจะได้ไม่สิ้นเปลืองเวลามากกว่านี้” หลังกล่าวจบ ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่าหมายเหตุของตนเองนั้นฟังดูไร้สาระอย่างยิ่ง เรามีเวลาเหลือเฟือในค่ำคืนหรืออาจเป็นเวลากลางวันในถ้ำนี้ จนกว่า ศรี อรพินโท จะแข็งแรง จนกว่าความปลอดภัยจะมาถึง พวกเราไม่มีทางออกจากถ้ำนี้ได้ อย่างไรก็ตาม บุหลันทำตามคำขอของข้าพเจ้าโดยดี เธอจากไปจากตรงนั้นและข้าพเจ้าเริ่มต้นเขียนทุกอย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนาจะลืมแต่กลับไม่เคยลืมเลือนมันได้เลย

 

วันที่ 1 เมษายน 1940

 

รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด นำข้าพเจ้าขึ้นรถของเขาตรงไปยังบาร์เซโลนา พนักงานขับรถของเขายังเป็นคนเดิม ชายร่างปานกลางที่จนบัดนี้ในกองร้อยของเราก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ชื่อของเขา ทุกคนรู้เพียงว่าชายผู้นี้คือเงาของ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด เป็นเงาที่ไม่ต้องการแสงสว่างเพื่อการดำรงอยู่ แต่กลับเป็นเงาที่แนบชิดยิ่งกว่าเงาใดๆ การไม่เอ่ยถ้อยวาจาใดเลยของเขายิ่งทำให้เขาเสมือนบุคคลที่ไม่มีตัวตนและเหมือนเงาอย่างแท้จริง

 

ชายสองคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงกองร้อยของเราได้เปลี่ยนหลายสิ่งในกองร้อยของเราไปอย่างฉับพลัน ข้าพเจ้านึกถึงรอยกระสุนปืนบนศีรษะของ ร้อยตรี มานูเอล โลเป้ กลางหน้าผาก และที่แก้มซ้าย ไม่ใช่การยิงปืนขึ้นฟ้าและเกิดความผิดพลาดอย่างแน่นอน ไม่มีใครยิงกระสุนขึ้นฟ้าที่วกเข้ากลางหน้าผากของตนเองได้อย่างแน่นอน ไม่นับว่ากระสุนนัดที่สองปรากฏขึ้นได้อย่างไรที่แก้ม คำตอบเดียวคือมีใครสักคนจ่อปืนเข้าที่หน้าผากของมานูเอล ลั่นไกนัดแรกจนเขาสิ้นใจและยิงนัดที่สองเพื่อเป็นการสั่งลา และเนื่องจากในห้องบรรเทาทุกข์ยามนั้นมีบุคคลเพียงสองคน ใครคนนั้นที่ลั่นไกที่ว่าคือ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด นั่นเอง

 

แต่เขาทำสิ่งนี้เพราะอะไร เพื่ออะไร และได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้า ฟรังซัวส์ อูแบง ผู้นั่งเงียบอยู่บนเบาะหลังของรถซีตรอง II ขบคิดไปตลอดทาง

 

มานูเอล โลเป้ อาจเป็นทหารที่ไม่เชี่ยวชาญในการรบนัก เขาอาจมีร่างกายที่ท้วม มีไขมัน ไม่แข็งแกร่งเยี่ยงทหารนายอื่น แต่เขาไม่ใช่คนอ่อนแอเป็นแน่ ทุกการฝึกที่ใช้ทดสอบสมรรถนะทางกายของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกล การซุ่มโจมตี การเรียกอาวุธ การคืบคลานไปใต้ลวดหนาม มานูเอล โลเป้ ทำได้เป็นอย่างดี และแม้ว่าเขาอาจจะไม่แข็งแกร่งเท่า รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด แต่เขาคงไม่ปล่อยให้ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด ใช้ปืนจ่อหน้าผากเล่นได้เป็นแน่ การต่อสู้สักเล็กน้อยน่าจะมีขึ้น เว้นเสียแต่ว่ามีอะไรบางอย่างทำให้เขาเป็นอัมพาตไปจนกลายเป็นเป้านิ่งเช่นนั้น

 

อะไรเล่า อะไรเล่า ที่ใช้สะกด มานูเอล โลเป้ จนไม่ต่างจากก้อนหินเช่นนั้น

 

หากเหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นในยุคของพระเจ้าอีวาน ข้าพเจ้าเชื่อว่าเขาคงถูกสะกดด้วยสายตาที่ว่ากันว่าพระองค์สามารถข่มขู่ศัตรูให้สิ้นเรี่ยวแรงด้วยการชายตามอง แต่ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด ไม่ใช่บุคคลแบบนั้น แม้ว่าเขาจะซ่อนงำความโหดร้ายไว้ในตัว (ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่าทุกคนในกองร้อยได้ประจักษ์ในเรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะปรากฏตัวต่อพวกเราไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ตามที) แต่สายตาของเขาไม่มีอำนาจเช่นนั้น ถ้ากระนั้นแล้ว อะไรเล่า อะไรเล่าที่สะกด มานูเอล

 

ความลับ ใช่ ต้องเป็นความลับเป็นแน่ มีแต่การเปิดเผยความลับส่วนตนของเราโดยที่เราไม่ทันระวังตัวที่ทำให้เราทุกคนตกอยู่ในสภาพสิ้นสติ ไร้เรี่ยวแรง และยอมจำนน มีแต่ความลับเท่านั้นที่ทำให้มานูเอล โลเป้ กลายเป็นเหยื่อที่รอการสังหารจากเพชรฆาตที่เพิ่งมาถึงอย่าง รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด โดยไม่คิดต่อสู้เอาเลย

 

ข้าพเจ้าดื่มด่ำอยู่ในความครุ่นคิดที่ว่าอย่างยาวนานก่อนจะพบว่า รถซีตรอง II ของเราหาได้แล่นเข้าไปในนครบาร์เซโลนาดังคำประกาศของ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด รถของเราแล่นออกนอกเมืองผ่านไปทางซาบาเดลอย่างเงียบๆ ไม่มีบทสนทนา ไม่มีการพูดคุย ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำแล้วก็ตกลง ความมืดโอบล้อมเราจนเหลือเพียงแสงสว่างจากไฟหน้าของรถยนต์ปรากฏอยู่ในความมืดนั้น

 

ในที่สุด รถยนต์ของเราก็จอดลงที่หน้าอาคารริมทางแห่งหนึ่ง ชายผู้ทำหน้าที่พลขับรถลงจากรถ เคาะกระเดื่องทองเหลืองหน้าประตูบานใหญ่สามครั้ง มีแสงไฟปรากฏลอดออกมาจากช่องประตูให้สังเกตได้ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ดและข้าพเจ้าลงจากรถและยืนอย่างสงบหน้าประตู หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเปิดประตูออกมา เธอถือตะเกียงที่ให้แสงริบหรี่ไว้ในมือ รูดอล์ฟ เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปในอาคาร ตามด้วยข้าพเจ้าและพลขับ “เอวา จัดที่พักเพิ่มอีกหนึ่งที่” เขาพูดสั้นๆ กับหญิงคนนั้น ในขณะที่รูดอล์ฟและพลขับเดินขึ้นบันไดด้านบน หญิงคนดังกล่าวกลับพาข้าพเจ้าไปยังห้องเล็กที่อยู่ชั้นล่างๆ เธอเปิดประตูห้อง หยิบเครื่องนอนออกจากตู้ในห้อง จัดแจงเตียงให้ข้าพเจ้า ก่อนจะทิ้งตะเกียงริบหรี่ไว้ให้และเดินหายจากไปในความมืด

 

 

2 เมษายน 1940

 

มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ข้าพเจ้าใช้ชุดไฟที่ติดตัวมาจุดตะเกียงที่ข้าพเจ้าได้ดับลงไปก่อนนอน หยิบนาฬิกาข้อมือที่วางไว้ที่หัวเตียงขึ้นดู เข็มนาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาหนึ่งนาฬิกาแล้ว ข้าพเจ้าใส่เครื่องแบบและเปิดประตูออก ทั้ง รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด และพลขับอยู่ในเครื่องแบบแสดงว่าเราพร้อมจะออกเดินทาง สิ่งที่แตกต่างออกไปคือครานี้ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด คาดปืนสั้นถึงสองกระบอกไว้ที่เอว ทั้ง P08 ที่ข้าพเจ้าได้เห็นกระเป๋าเอกสารของเขาเมื่อช่วงบ่ายและเมาเซอร์ใหม่เอี่ยมอีกหนึ่งกระบอก พลขับออกรถในทันทีที่เราขึ้นรถเรียบร้อย ไม่มีบทสนทนาอีกเช่นเคย รถแล่นออกไปตามถนนอีกราวหนึ่งชั่วโมง อากาศภายนอกเย็นจับใจ แต่เหงื่ออันเปียกโชกในตัวปกป้องข้าพเจ้าจากความหนาวเย็นนั้น ครานี้รถซีตรอง II ของเราจอดลงที่บ้านเก่าแห่งหนึ่ง พลขับกระโดดลงจากรถทันทีที่เครื่องดับสนิท เขาเคาะประตูอย่างแรง ในขณะที่ รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด ส่งสัญญาณให้ข้าพเจ้าเตรียมพร้อมอยู่ในรถ หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเป็นผู้เปิดประตู เธอแสดงท่าทางหงุดหงิดที่ถูกปลุกขึ้นกลางดึก แต่ดูเหมือนพลขับจะไม่สนใจ เขาใช้ปืนจ่อที่ศีรษะของเธอและทำให้เธอร้องออกมาด้วยอาการหวาดกลัว รูดอล์ฟพุ่งเข้าไปในบ้าน กระชากปืนขึ้นไก ข้าพเจ้าทำตาม แม้ว่าจะเป็นไปอย่างทุลักทุเลก็ตามที

 

“ไฮน์ริช เบิล อยู่ที่ไหน” เขาตะโกนถามเป็นภาษาเยอรมัน หญิงสาวคนนั้นตอบเขาเป็นภาษาเยอรมันเช่นกัน “ไม่มี ไม่มีคนชื่อนี้ ไม่เคยมีคนชื่อนี้ที่นี่” แทนการรอคำตอบต่อไป พลขับใช้ถุงมือของเขายัดไปที่ปากของเธอก่อนจะจับเธอเอามือไพล่หลังแล้วใช้เชือกที่แขวนกระเทียมไว้กลางห้องผูกข้อมือของเธอ เขาลากเก้าอี้ตัวหนึ่งออกจากมุม ผลักเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้ ข้าพเจ้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธออยู่ในชุดนอนสีขาวเก่าคร่ำคร่าแบบเดียวกับที่แม่บ้านชาวคาตาลันทั่วไปใส่นอนในยามสงคราม เธอเตะขาออกแรงดิ้นรน ใบหน้าของเธอสวยคมขำเช่นสาวชาวสเปนทั่วไป ขาของเธอเรียวยาว มันกวาดไปทั่วด้วยอาการดิ้นรนและเผยให้เห็นว่าภายใต้ชุดนอนสีขาวของเธอนั้นไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่นอกจากเรือนกายของเธอ

 

“ไฮน์ริช เบิล อยู่ที่ไหน นี่เป็นคำถามครั้งที่สอง” รูดอล์ฟ ตะโกน หญิงสาวคนนั้นยังคงแสดงอาการปฏิเสธผ่านทางการสั่นศีรษะอย่างแรง “นี่เป็นการถามครั้งที่สาม ไฮน์ริช เบิล อยู่ที่ใด” และเมื่อหญิงสาวแสดงอาการปฏิเสธอีกครั้ง รูดอล์ฟก็ลั่นไกกระสุนถากหูของเธอไป “หล่อนคงมีหูที่ไม่ดีนัก” รูดอล์ฟ กล่าว “ช่วยสงเคราะห์เปิดช่องที่อุดตันความลับในตัวเธอออกเสียหน่อย คาร์ล”

 

เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ล่วงรู้ว่าพลขับมีชื่อว่าคาร์ล แต่การล่วงรู้ดังกล่าวดูจะไม่มีผลอะไรมากนักต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คาร์ล หรือใครสักคนที่มีชื่อเช่นนั้นกระทำตัวดังสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง เขาปลดกางเกงทหารออกจากตัว ปลุกปั่นอวัยวะเพศของตนเองจนแข็งตัว ก่อนจะเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่ดิ้นรนอย่างน่าสงสารด้วยอาการล่วงรู้ในสิ่งที่จะติดตามมา คาร์ลยกขาของหญิงสาวผู้นั้นขึ้น พาดมันกับเอวของเขาก่อนจะเสือกแทงอวัยวะกลางตัวของตนเองเข้าไปในช่องคลอดของเธอ ครั้งแล้วครั้งเล่า รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด เปิดบุหรี่ตัวหนึ่งจากซองใหม่เอี่ยม จุดและยื่นมันให้กับข้าพเจ้า “ช่วงเวลาพัก ผู้หมวด คืนนี้น่าจะเป็นคืนอันยาวนานของพวกเรา”

 

ข้าพเจ้ารับบุหรี่จากเขาด้วยมืออันสั่นเทา แม้ว่าจะอยู่ในช่วงสงครามที่มีความเลวร้ายใดเกิดขึ้นก็ย่อมได้ แต่การกระทำทารุณต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ต้องห้าม แต่ใครเล่าจะเขียนรายงานในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าค่อยอัดควันเข้าปอด ในขณะที่คาร์ลยังออกแรงของเขากับหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้น เขาบีบคอของเธอก่อนจะเสร็จสมและถอนร่างออกจากเธอในเวลาต่อมา น้ำอสุจิของเขาไหลย้อยลงกับพื้นห้อง หญิงสาวผู้นั้นสลบลงไป เป็นภาพที่น่าสมเพชเหลือคณา แต่ข้าพเจ้ารู้ดีว่า มันไม่น่าจะจบลงเพียงเท่านี้ คืนนี้เป็นคืนอันยาวนานของข้าพเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

 

รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด กดกระบอกปืนข้างหูของหญิงสาวแล้วลั่นไกอีกครั้ง เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว หญิงสาวผู้นั้นลืมตาขึ้น รูดอล์ฟ ดึงคางของเธอเข้าหาตัว ” ไฮน์ริช เบิล อยู่ที่ไหน บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าไอ้ลูกหมาตัวนั้น อยู่ที่ไหน”

 

ข้าพเจ้าปรารถนาให้หญิงสาวผู้นั้นเชื่อฟังคำขู่ของรูดอล์ฟ แต่เธอช่างเป็นหญิงสาวที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวเสียเหลือเกิน รูดอล์ฟถอนใจด้วยความหงุดหงิด เขาหันไปรอบห้องโถงซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกแปลงเป็นห้องครัวในยามจำเป็นด้วย ก่อนจะคว้าน้ำมันมะกอกขวดหนึ่งราดไปบนขาข้างซ้ายของเธอจนโชก หลังจากนั้นเขามัดขาของเธอเข้าด้วยกัน จุดไฟอุ่นน้ำมันมะกอกบนขาข้างนั้นราวกับพ่อครัวทอดเนื้อวัวชั้นดีอย่างพิถีพิถัน ความร้อนของน้ำมันเผาขนบนร่างกายของเธอจนมีกลิ่นไหม้ทีละน้อย มันโหดร้ายกว่าสิ่งอื่นที่ข้าพเจ้าเคยเห็น นี่คือการทอดเนื้อคนด้วยไฟอ่อนถ้าหากเนื้อคนจะถูกทอดเช่นนั้นได้

 

ราวสิบนาทีเนื้อบนขาข้างซ้ายของหญิงสาวผู้นั้นก็สุกแดง แม้จะส่งเสียงออกมาไม่ได้ แต่น้ำตาที่ไหลเป็นทางไม่หยุดหย่อนของเธอบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัส รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด ส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ ครานี้หยิบมีดแล่เนื้อจากโต๊ะในห้อง หั่นเนื้อจากขาข้างซ้ายของเธอ ไล่จากหน้าแข้ง เนื้อถูกแล่เป็นแผ่นขนาดฝ่ามือ กลิ่นเนื้อไหม้นั้นทำให้ข้าพเจ้าแทบอาเจียน แต่ภาพของรูดอล์ฟที่ยื่นเนื้อชิ้นนั้นให้คาร์ลที่ลงมือกินมันอย่างเอร็ดอร่อย เป็นภาพที่น่าอาเจียนยิ่งกว่า รูดอล์ฟลงมือแล่เนื้อชิ้นต่อไป และต่อไป และทยอยส่งมันให้คาร์ลที่กินมันอย่างเพลิดเพลินราวกับเขานั่งอยู่ในภัตตาคารชั้นดีแถบชองเชลิเซ บุหรี่ในมือของข้าพเจ้าดับไปแล้ว น้ำตาของหญิงสาวผู้นั้นชุ่มโชกบนเสื้อนอนของเธอ “หมดไปหนึ่งขา” รูดอล์ฟกล่าว “ครานี้ แกจะได้กินของดีแล้ว คาร์ล” รูดอล์ฟหยิบน้ำมันมะกอกขึ้นอีกครั้งราดลงไปบนอวัยวะเพศของหญิงสาวผู้นั้น และก่อนที่เขาจะเริ่มต้นจุดไฟ เสียงพื้นห้องที่อยู่ใต้พรมก็ดังขึ้น คาร์ลถ่มเนื้อในปาก เลิกพรมเก่าแก่ออก มีกรอบประตูใต้ดินเล็กอยู่ที่นั่น มันค่อยๆ ถูกเผยออก ชายคนหนึ่งปีนบันไดจากห้องใต้ดินนั้นขึ้นมา

 

ไฮน์ริช เบิล นั่นเอง เป็นไฮน์ริช เบิล นั่นเอง

 

(ติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม 2561)

 

ติดตามอ่าน วายัง อมฤต ตอนก่อนหน้าได้ที่

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories