×
29827

วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 5)

23.09.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

8 Mins. read

:: คำนำ

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์อภิวัฒน์สยามในปีพุทธศักราช 2475 นั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่งในประเทศของเรา การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นส่งผลกระทบถึงสังคมส่วนใหญ่และปัจเจกชนส่วนย่อยจำนวนมาก เรื่องราวของผู้ที่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตจากการอภิวัฒน์ครั้งนั้นมีบันทึกไว้มากมาย แต่ละบุคคลล้วนผิดแผกแตกต่างกันไป

     ชีวิตของผู้คนนั้นเป็นแกนกลางของนวนิยายอยู่เสมอ โดยเฉพาะนวนิยายประวัติศาสตร์ ดังนั้นการหยิบยกชีวิตของบุคคลที่เคยอยู่ในตำแหน่งที่สูงเด่น หากแต่ต้องผกผันอย่างคาดไม่ถึงมาเล่าใหม่ในครั้งนี้ แม้จะมีความจริงแฝงอยู่หลายประการ แต่การพ้องเคียงกับชีวิตของบุคคลใดก็ตามเป็นเพียงจินตนาการโดยสมบูรณ์ของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว

     อนุสรณ์ ติปยานนท์

 

ติดตามอ่าน วายัง อมฤต ตอนก่อนหน้าได้ที่

 

 

บทที่ห้า

     พันตรีโทรุ ซากาโมโตะ เดินเข้ามาหาข้าพเจ้าอย่างช้าๆ เครื่องแบบสารวัตรทหาร หรือกัมเปไต ทำให้ร่างของเขาดูสูงใหญ่กว่าทหารญี่ปุ่นโดยทั่วไป ปลอกแขนข้างซ้ายที่สลักอักษรสีแดงบนพื้นขาวนั้นทำให้เขาดูมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนประจันหน้าเขา แม้แดดในบ่ายวันนั้นจะร้อนแรง แต่มีความรู้สึกเย็นยะเยือกเกิดขึ้นระหว่างเราทั้งคู่

     “คุณคือใคร?” เขาถามข้าพเจ้าเป็นภาษาอังกฤษ

     “ไฮน์ริช เบิล” ข้าพเจ้าตอบเขาสั้นๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋าธนบัตรและยื่นนามบัตรของตนเองให้กับเขา ข้าพเจ้าเลือกนามบัตรที่ระบุว่าข้าพเจ้าเป็นนักแปลและนักภาษาศาสตร์แทนนามบัตรอื่น พันตรีซากาโมโตะเหลือบมองนามบัตรที่ว่า ก่อนจะถามข้าพเจ้าขึ้นอีกว่า “ไฮน์ริช เบิล ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากรีก ละติน สันสกฤต เยอรมัน และอื่นๆ คุณพูดภาษาของคนตายได้ด้วยฉะนั้นหรือ?”

     “ไม่” ข้าพเจ้าตอบเขา

     “ถ้าเช่นนั้นคุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ผมเชื่อว่าคุณคงได้รับคำแนะนำจากหน่วยทหารของเราให้ขับรถรวดเดียวจนกว่าจะถึงจุดหมาย มันเป็นเช่นนั้นใช่ไหม จากเส้นทางนี้ คุณคงมุ่งหน้าสู่บันดุง และตอนนี้คุณควรใกล้ถึงที่นั่นแล้ว ไม่ใช่การอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งนี้”

     น้ำเสียงของพันตรีซากาโมโตะไม่มีความเป็นมิตรใดๆ และไม่ใช่เพียงน้ำเสียงของเขาเท่านั้น ท่าทีของเขายังแสดงความไม่เป็นมิตรต่อข้าพเจ้าอีกด้วย เขาจ้องมองข้าพเจ้าและหันไปมองมาเม็ต ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเขาที่จ้องมาเม็ตนั้นแฝงประกายของความเคลือบแคลงบางอย่าง แต่ก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น

     “พวกคุณต้องกลับไปยังโบกอร์กับเรา โชคดีที่คุณเป็นชาวเยอรมัน โชคดีจริงๆ” เขาพึมพำก่อนที่จะหันไปพูดกับทหารที่ติดตามเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น ทหารคนหนึ่งตรงเข้าคว้ากุญแจรถจากมาเม็ต ในขณะที่พวกเราถูกต้อนไปขึ้นรถจี๊ปทหารคันหนึ่ง ขบวนรถของเราขับย้อนเส้นทางกลับไปยังโบกอร์ ข้าพเจ้าไม่ได้ห่วงใยในสวัสดิภาพของตนเองนัก สิ่งที่ข้าพเจ้าห่วงคือเอกสารสำคัญในรถและสวัสดิภาพของมาเม็ต มีบางอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความกังวลใจ ข้าพเจ้าเชื่อว่ามาเม็ตไม่ใช่ศัตรูของข้าพเจ้า แต่สายตาของซากาโมโตะที่มองเขาก็ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามาเม็ตนั้นไม่ใช่มิตรด้วยเช่นกัน

 

     ขบวนรถของเราหยุดจอดที่ด้านหน้าของอาคารตะวันตกแบบดัตช์แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ชินกับโบกอร์ จึงไม่อาจระบุสถานที่ตั้งของมันได้ พันตรีซากาโมโตะลงจากรถเป็นคนแรกและเดินนำหน้าพวกเราไป เขาเดินผ่านห้องโถงในอาคารหลังนั้นไปยังห้องเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกัน เขาเปิดประตูและรอให้ข้าพเจ้าเดินเข้าไป ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าพบว่ามาเม็ตได้หายตัวไปเเล้ว

     ข้าพเจ้านั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเก้าอี้ประธาน ซึ่งพันตรีซากาโมโตะนั่งลงในเวลาต่อมา เขาถามข้าพเจ้าว่าต้องการบุหรี่หรือเครื่องดื่มใดๆ ไหม หากแต่ข้าพเจ้าปฏิเสธ ในตอนนี้ข้าพเจ้ามีความกังวลใจมากเสียกว่าความรู้สึกหิวกระหายในสิ่งใด เขายิ้มรับการปฏิเสธของข้าพเจ้าก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินออกจากห้องไป ข้าพเจ้ามองไปรอบๆ ห้อง มีภาพของพันตรีโทรุ ซากาโมโตะ ในวัยหนุ่มติดอยู่ที่ข้างฝาผนัง น่าจะเป็นภาพสมัยที่เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยนากาโนมาใหม่ๆ ใบหน้าของเขาดูยิ้มแย้ม แววตาดูเป็นประกายสุกใส และนิ้วมือของเขายังอยู่อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายซึ่งมันไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้วในยามนี้

     มีตำนานเล่าขานมากมายเกี่ยวกับนิ้วมือที่หายไปของเขา เท่าที่ข้าพเจ้าได้สดับมา เสียงเล่าลือจำนวนมากบอกว่าเขาสูญเสียมันไปในการบุกนานกิงเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่เขากำลังข่มขืนหญิงสาวชาวจีนผู้หนึ่งและไม่อาจหาวิธีให้เธอหยุดเสียงร่ำไห้ลงได้ เขาตัดสินใจสอดนิ้วมือข้างซ้ายลงไปในริมฝีปากของเธอ ก่อนจะถูกกัดจนขาดวิ่นและไม่อาจต่อมันขึ้นได้อีก เขาสังหารเธอเป็นการชดเชยนิ้วนั้น เสียงร่ำลืออีกหลายเสียงเล่าว่าเขาได้สูญเสียมันให้กับทารกคนหนึ่งในขณะที่เขากำลังกวาดล้างหมู่บ้านแรงงานที่ถูกเกณฑ์มาทำอุโมงค์ลับในมาสุชิโระ เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นจากการที่เขาสอบสวนชายผู้หนึ่งในฐานะคนทรยศ และลูกของชายผู้นั้นไม่ยอมหยุดร้องคร่ำครวญ เขาสอดนิ้วไปจนลึกและปล่อยให้เด็กหยุดหายใจและสูญเสียนิ้วมือนั้นไปพร้อมกัน ตำนานเหล่านั้นทำให้พันตรีซากาโมโตะได้รับฉายาว่า ‘เท็งกู’ ที่แปลว่าเทพเจ้าแห่งสงคราม แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วไม่เคยเชื่อตำนานเหล่านั้นเลย สิ่งที่ข้าพเจ้ารับรู้มานั้นควรเรียกเขาว่าเทพเจ้าแห่งความตายมากกว่า

 

     ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1936 ทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นก่อการกบฏในนครโตเกียว ก่อนที่จะพบกับความพ่ายแพ้ในสี่วันต่อมา อำนาจของผู้บังคับบัญชาและความผิดพลาดหลายประการทำให้การรัฐประหารเพื่อฟื้นฟูอำนาจของพระจักรพรรดิและฝ่ายอนุรักษนิยมล้มเหลว ร้อยโทหนุ่มซากาโมโตะ ผู้เข้าร่วมการรัฐประหารครั้งนั้นในฐานะหน่วยจู่โจมถูกจับตัวได้ เขาถูกบังคับให้บอกรายชื่อผู้ร่วมก่อการ แต่เขาปิดปากเงียบ ดังนั้นการสอบสวนเขาอย่างจริงจังจึงเริ่มต้นขึ้น ทุกคำถามที่เขาไม่ยอมเฉลยคำตอบจะแลกมาด้วยการสูญเสียนิ้วของเขาหนึ่งนิ้ว โชคดีที่หลังจากเขาสูญเสียนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายไปแล้วนั้น บันทึกการประชุมถูกค้นพบ เขารอดจากการสูญเสียนิ้วมือที่เหลือไปได้ แต่ต้องแลกด้วยการถูกเนรเทศไปยังหมู่เกาะซักคาริน ที่นั่นในฐานะทหารตระเวนชายแดน เขาลงมือต่อกรกับพวกโจรท้องถิ่นอย่างอาจหาญ ก่อนจะถูกย้ายไปยังแมนจูเรียและได้รับการอภัยโทษในที่สุด หลังจากนั้นเขาได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในนายทหารประจำกองทัพน้อยที่สิบที่บุกเข้านานกิงทางด้านสะพานจงหัว และเขาเป็นหนึ่งในนายทหารที่รอดชีวิตท่ามกลางทหารญี่ปุ่นที่จากไปกว่าห้าร้อยนายในการรบครั้งนั้น ชื่อเสียงของเขาในฐานะคนบ้าบิ่นที่วิ่งข้ามสะพานจงหัวเป็นคนแรกปรากฏให้ประจักษ์จากภาพถ่ายหลายภาพที่แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์เยอรมันอย่าง Lufpost หรือ Der Sturmer ยังมีภาพของเขา ข้าพเจ้ารู้จักเขาจากเหตุการณ์นั้น แต่ไม่รู้ว่าเขาได้เดินทางมาถึงที่นี่ มายังชวาเช่นเดียวกันกับข้าพเจ้า

     ความคิดของข้าพเจ้าหยุดชะงักลงด้วยเสียงเปิดประตูอีกครั้งหนึ่ง พันตรีโทรุ ซากาโมโตะ เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสาร เขาวางมันลงบนโต๊ะ ยืนกอดอกแล้วพูดกับข้าพเจ้าว่า “คุณกลับไปได้ ศาสตราจารย์ไฮน์ริช เบิล เคเบิลจากกงสุลของคุณยืนยันตัวตนว่าคุณเป็นนักภาษาศาสตร์หนึ่งในสิบของประเทศเยอรมนี และถึงแม้ว่าผมจะมีความสงสัยมากมายว่าคุณมาทำอะไรไกลถึงที่นี่ ผมก็คงต้อนคุณให้เข้าตาจนไม่ได้ เพราะคุณคงมีเหตุผลร้อยแปดประการที่จะโน้มน้าวผม ชวาเต็มไปด้วยชนเผ่ามากมายที่หลากหลายด้านภาษา มธุเรศ ซุนดาน บูกิส ดายัค และอื่นๆ ดังนั้นผมจะไม่ถามว่าคุณมาทำอะไรและจะไปที่ไหน เพราะผมเชื่อว่าระหว่างคุณและผม เราจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน”

     หลังคำพูดนั้น พันตรีซากาโมโตะเปิดประตูให้ข้าพเจ้าโดยที่เขาไม่ได้ติดตามมาด้วย ข้าพเจ้าเดินออกจากห้องของเขา ผ่านห้องโถงลงมายังหน้าอาคาร มาเม็ตอยู่ในรถยนต์ของเราที่ติดเครื่องเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าเข้าไปนั่งยังเบาะหลังของรถ สำรวจแฟ้มเอกสารในกระเป๋าทั้งสองใบ มันยังอยู่ครบและไม่มีร่องรอยว่าถูกแตะต้องเลย มาเม็ตออกรถของเขาอย่างเงียบๆ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าผิวแก้มซ้ายของเขามีรอยกรีดเป็นแผลยาวและมีเลือดซึมออกมา แต่ดูเหมือนเขาไม่แยแสมันเลย ทำให้ข้าพเจ้าต้องจำกัดคำถามของตนเองไว้ รถของเราแล่นผ่านแม่น้ำสายนั้นอีกครั้ง แต่ไม่มีร่างของทหารญี่ปุ่นผู้เคราะห์ร้ายอีกต่อไป พวกเราผ่านสุการุยูและซิปาตัต ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยไหล่เขาและทุ่งราบ ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าท้องของข้าพเจ้าช่างว่างเปล่า แต่สมองของข้าพเจ้าสิกลับอัดแน่นไปด้วยหลายสิ่งที่อธิบายไม่ได้

 

     รถของเราผ่านวงเวียนเล็กๆ ในเวลาใกล้ค่ำ ก่อนจะจอดสนิทลงหน้าเคหาสน์แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าออกจากรถ จุดบุหรี่ขึ้นสูบ ในขณะที่มาเม็ตเดินหายเข้าไปในเคหาสน์แห่งนั้น และก่อนที่บุหรี่จะทันหมดตัว บุรุษผู้หนึ่งในชุดสูทสามชิ้นก็ก้าวเดินออกมา ทูลกระหม่อมฯ ทรงมีใบหน้าและท่าทางที่ไม่ต่างจากภาพฉายที่ข้าพเจ้าเคยเห็น พระมัสสุอันเป็นเอกลักษณ์นั้นถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ พระเกศายังคงสีดำขลับ ทรงแย้มพระสรวลและยื่นพระหัตถ์ให้ข้าพเจ้าจับอย่างจริงใจ ข้าพเจ้าก้มศีรษะให้ท่านด้วยความเคารพ ก่อนจะสัมผัสพระหัตถ์นั้นอย่างมั่นคง “ทูลกระหม่อมฯ ข้าพเจ้า ไฮน์ริช เบิล ขอรายงานตัว” ข้าพเจ้ากล่าวกับท่านเป็นภาษาเยอรมัน

     “ทิ้งพิธีการเหล่านั้นเสียเถิด แฮร์ ไฮน์ริช เบิล และอย่าเรียกเราว่าทูลกระหม่อมฯ อีกเลย หลังปี 1932 แล้ว แม้ว่าเราจะยังมีศักดิ์ในเกียรติยศจากชาติกำเนิดเช่นนั้น แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่ว่าเสียแล้ว” ทูลกระหม่อมฯ ตอบข้าพเจ้าเป็นภาษาเยอรมันเช่นกัน สำเนียงของพระองค์ยังคงความชัดเจนสมกับที่ทรงศึกษาการทหารที่โกรส ลิกเตอร์เฟลด์ และก่อนที่ข้าพเจ้าจะกล่าวอะไรออกมา ท่านได้เปิดประตูรถคันที่ข้าพเจ้าโดยสารมาและเสด็จไปประทับยังเบาะหลัง ข้าพเจ้าตามไปนั่งข้างท่านอย่างติดๆ “แฮร์ ไฮน์ริช เบิล เสียดายที่ท่านมาช้าเกินไป เรารับอาหารค่ำไปเรียบร้อยแล้ว การสนทนาของเราทั้งคู่คงต้องเลื่อนไปที่ยามบ่ายของพรุ่งนี้แทน มาเม็ต ออกรถของเจ้าเสีย และขับวนไปรอบเมืองจนกว่าฉันจะสั่งให้หยุด” รถของเราเริ่มต้นแล่นไปทางถนนซิปากันติ มีต้นก้ามปูขึ้นตามแนวถนนเป็นแถวยาว บันดุงดูร่มรื่นกว่าปัตตาเวียมากนัก

     “แฮร์ ไฮน์ริช เบิล ท่านคงได้อ่านจดหมายของเราและทราบจุดประสงค์ทั้งหมดแล้ว ขอบใจท่านเป็นอันมากที่มอบความอุตสาหะให้เรา พรุ่งนี้เราจะเตรียมเอกสารและค่าใช้จ่ายงวดแรกให้ท่านในช่วงที่ดื่มน้ำชากัน อย่างไรก็ตาม แม้งานชิ้นนี้จะเป็นเพียงงานบันทึกอัตชีวประวัติของเรา ทว่ามันมีส่วนที่พาดพิงและกระทบถึงบุคคลอื่นไม่น้อย โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของสยาม ดังนั้นเราจึงอยากให้ท่านเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้ก่อน หวังว่าท่านคงเข้าใจ” ข้าพเจ้าค้อมศีรษะตอบเป็นเชิงรับรู้ ทูลกระหม่อมฯ ยังคงเคยชินกับการเรียกดินแดนถิ่นเกิดของพระองค์ว่าสยาม แม้ว่ามันจะถูกเปลี่ยนเป็นประเทศไทยแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าเองนั้นเข้าใจในเรื่องที่ว่านี้ดี เพราะแม้ตัวข้าพเจ้าเองก็พึงใจจะเรียกตนเองว่าชาวดอยซ์ มากกว่าชาวเยอรมันที่ใครคุ้นชินกัน

     “มาเม็ต แกช่วยจอดรถตรงโฮเต็ลซาวอยและช่วยดูแลสัมภาระของแฮร์ ไฮน์ริช เบิล ด้วย ต้องขออภัยที่เราไม่อาจไปส่งท่านถึงที่พักได้ มีเรื่องราวไม่น่าไว้วางใจหลายเรื่องเกิดขึ้นนับจากเราเขียนอัตชีวประวัติเล่มนี้ ซึ่งเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะถ่ายทอดให้ท่านฟังในวันรุ่งขึ้น บ่ายสองโมงตรง ท่านมาพบเราที่ตำหนัก และเราคงได้เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังตั้งแต่เวลานั้น”

     รถของเราจอดที่หน้าลานจอดรถของโรงแรม มาเม็ตขนกระเป๋าสัมภาระของข้าพเจ้าไปที่โถงโรงแรม ในขณะที่ข้าพเจ้าคว้ากระเป๋าเอกสารสองใบที่มีลักษณะคล้ายกันลงมา ข้าพเจ้าค้อมศีรษะคำนับทูลกระหม่อมฯ อีกครั้งก่อนที่จะปิดประตู มาเม็ตกลับมาที่รถและขับรถจากไป หลังจากพนักงานโรงแรมรับสัมภาระจากข้าพเจ้าพร้อมกับธนบัตรกิลเดอร์ที่ข้าพเจ้ายัดใส่มือของเขา ข้าพเจ้าก็ตรงไปที่ห้องอาหาร สั่งอาหารง่ายๆ อันประกอบด้วยข้าวผัดแบบชวาและไก่ที่ราดด้วยซอสซัมบัล เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องกินอาหารเพียงลำพัง หลังจากบุหรี่อีกหนึ่งตัวหลังมื้ออาหาร ข้าพเจ้าสั่งเบียร์กริช หรือ Kris Bier อันเป็นเบียร์ที่ชาวดัตช์นิยมและยังผลิตกันต่อมาแม้ในช่วงสงครามด้วยฝีมือชาวชวา ก่อนจะเปิดกระเป๋าเอกสารที่ข้าพเจ้าได้รับจากสถานกงสุลเมื่อเช้า ข้างในกระเป๋านั้นมีกระดาษลงลายมือด้วยหมึกสีน้ำตาลอยู่ปึกใหญ่ เป็นลายมือที่คัดตัวอักษรซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่จดหมายฉบับที่ประกบอยู่หน้ากระดาษปึกนั้นบอกให้ข้าพเจ้ารู้ว่า นั่นคือภาษามธุเรศของชาวมธุรา

 

     ถึง คุณไฮน์ริช เบิล  

     เมื่อคุณได้รับจดหมายนี้ ย่อมเป็นการแน่ชัดแล้วว่าคุณไม่ได้ใส่ใจในคำเตือนของฉัน แน่นอน ชาวอารยันย่อมถือตนอยู่เสมอเป็นนิจ อันเป็นสิ่งที่ฉันคาดการณ์อยู่แล้ว ดังนั้น ไฉนเลยถ้อยวาจาของหญิงสาวแปลกหน้าจะโน้มน้าวจิตใจของเขาได้ อย่างไรก็ตาม จิตใจที่เป็นห่วงในมหันตภัยของท่านจากฉันหาได้เสื่อมคลายลงไม่ ปูมเอกสารชุดนี้ถูกเขียนขึ้นเป็นภาษามธุเรศสำหรับท่านโดยเฉพาะด้วยเหตุผลสองประการ ประการที่หนึ่ง เพื่อป้องกันการอ่านให้เข้าใจความจากพวกป่าเถื่อนที่หลั่งไหลเข้ามาในดินแดนอันสงบสุขของเรา ประการที่สอง เพื่อเรียกร้องให้ท่านร่ำเรียนภาษาใหม่อีกภาษาหนึ่ง อันเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อว่าท่านคงกระทำได้ไม่ยากเย็นนักด้วยพรสวรรค์ของท่าน ฉันรับประกันว่าข้อความในปูมเอกสารเหล่านี้จะช่วยชีวิตของท่านไว้ได้ในเวลาอันสมควร โดยเฉพาะในห้วงกาละที่ฉันไม่อาจไปถึงตัวท่านได้ โปรดระลึกอยู่เสมอว่าบัดนี้ท่านได้ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูแห่งโชคภัยแล้ว ส่วนจะเป็นอติโชคแห่งความเป็นหรือมหันตโชคแห่งความตายนั้นล้วนขึ้นอยู่กับพละในตัวของท่านเองเป็นสำคัญ

     บุหรง

 

     ข้าพเจ้าวางเอกสารในมือชุดนั้นลง ถอนหายใจ ก่อนจะเก็บทุกอย่างและขึ้นสู่ห้องพัก ข้าพเจ้าชำระร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน ก่อนจะเปิดหน้าต่างบานใหญ่ในห้องขึ้นเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ภาพเบื้องหน้าที่ข้าพเจ้าเห็นในคืนนั้นคือดวงจันทร์สีเหลืองนวลที่ลอยเด่นในนภายามมืด ข้าพเจ้ารู้ว่าคำเรียกขานดวงจันทร์ในภาษาชวานั้นคือบุหลัน แต่ยิ่งข้าพเจ้าจ้องมองจันทร์ดวงงามนานเท่าใด ข้าพเจ้ายิ่งคิดถึงบุหรงนานเท่านั้น ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะได้พบเธออีกหรือไม่ ข้าพเจ้ารู้เพียงว่าเธออยู่ห่างไกลจากข้าพเจ้านัก เธอช่างไม่ต่างจากดวงจันทร์ที่มองเห็นได้ในยามรัตติกาล แต่มิอาจไขว่คว้ามาไว้ในอ้อมแขนได้เลย  

 

——————

 

(ติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2560)

ภาพประกอบ: Karin Foxx

FYI
  • หน่วยทหารกัมเปไต (Kampeitai) เป็นหน่วยทหารสารวัตรที่มีอำนาจมากหน่วยหนึ่งของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าหน้าที่ในหน่วยนี้มีอำนาจสืบ ตรวจจับ และลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างฉับพลัน นอกจากนี้ทหารในหน่วยนี้ยังมีหน้าที่เสาะหาความลับของคู่ต่อสู้ มีการเปรียบเทียบทหารหน่วยนี้กับหน่วยเกสตาโปของกองทัพเยอรมัน
  • ไฮน์ริช เบิล ตัวละครเอกในวายัง อมฤต มีที่มาจากนาม ไฮน์ริช เบิล (Heinrich Böll) นักประพันธ์เอกชาวเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้รับรางวัลโนเบลด้านวรรณกรรมในปี 1972 มีผลงานยอดเยี่ยมอย่าง Billiards at Half-past Nine, And Never Said a Word, The Bread of Those Early Years, The Clown, Group Portrait with Lady, The Lost Honour of Katharina Blum และ The Safety Net
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories