×
79481

วายัง อมฤต นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ (บทที่ 19)

23.03.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read

คำนำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์อภิวัฒน์สยามในปีพุทธศักราช 2475 นั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่งในประเทศของเรา การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นส่งผลกระทบถึงสังคมส่วนใหญ่และปัจเจกชนส่วนย่อยจำนวนมาก เรื่องราวของผู้ที่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตจากการอภิวัฒน์ครั้งนั้นมีบันทึกไว้มากมาย แต่ละบุคคลล้วนผิดแผกแตกต่างกันไป

 

ชีวิตของผู้คนนั้นเป็นแกนกลางของนวนิยายอยู่เสมอ โดยเฉพาะนวนิยายประวัติศาสตร์ ดังนั้นการหยิบยกชีวิตของบุคคลที่เคยอยู่ในตำแหน่งที่สูงเด่น หากแต่ต้องผกผันอย่างคาดไม่ถึงมาเล่าใหม่ในครั้งนี้ แม้จะมีความจริงแฝงอยู่หลายประการ แต่การพ้องเคียงกับชีวิตของบุคคลใดก็ตามเป็นเพียงจินตนาการโดยสมบูรณ์ของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว

 

อนุสรณ์ ติปยานนท์

บทที่สิบเก้า

หลังจากแนะนำตัวและเห็นว่าข้าพเจ้าหาได้แสดงอาการตระหนกตกใจต่อการปรากฏตัวอันไม่คาดฝันของเขาแล้ว ไฮน์ริช เบิล ดูจะผ่อนคลายขึ้น ข้าพเจ้าสังเกตจากการสัมผัสมือกับเขาว่ามือขวาของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ การเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะหนึ่งนั้นเป็นเรื่องเปลืองแรง นั่นเป็นของแน่ แต่เหงื่อที่ออกมาจากฝ่ามือนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น ไฮน์ริช เบิล น่าจะมีอะไรมากกว่าการมาดักพบข้าพเจ้าเพียงเพื่อทักทาย อันทำให้เขาเกิดความวิตกกังวลจนเหงื่อในกายไหลซึม แต่ข้าพเจ้าไม่อาจเริ่มต้นการทักท้วงที่ว่าได้ ถ้าหากไฮน์ริช เบิล มีสิ่งใดในใจ เขานั่นเองที่ต้องเป็นผู้ไขความมันออกมา ข้าพเจ้าทำได้เพียงแต่เฝ้ารอเท่านั้นเอง

 

“คุณเดินหน้าไปถึงสมุดบันทึกลำดับที่เท่าใดแล้ว” เขาเอนหลังลงกับขั้นบันไดแล้วเอ่ยประโยคคำถามนี้ออกมา และแทนการรอคำตอบ เขาหยิบกล้องยาเส้นดีบุกออกมาจากย่าม มวนบุหรี่ขึ้นสูบหนึ่งตัว ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่ายาเส้นของเขานั้นแตกต่างจากยาเส้นที่เราได้รับแจก มันมีเส้นที่ละเอียดและมีกลิ่นที่หอมนุ่มนวล แทนกลิ่นที่ชวนให้สำลักลำคออย่างที่พวกเราพบเจออยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน

 

“อ้อ ขอโทษที คุณจะลองยาเส้นจากเวอร์จิเนียสักหน่อยไหม ญาติของผมที่สหรัฐฯ ส่งมันมาให้ คำปลอบใจเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนหนุ่มหัวดื้อที่ไม่มีใครห้ามปรามได้” ไฮน์ริช เบิล มวนบุหรี่อีกหนึ่งตัวและหยิบยื่นมันให้ผม ปลายบุหรี่มีรอยชื้น แสดงว่ามือของเขายังคงเปียกชุ่มด้วยเหงื่ออยู่

 

“หอมและนุ่มนวลกว่าเศษฟางที่เราสูบกันมากมายนัก” ผมเอ่ยชม “เล่มที่ห้า สำหรับคำถามของคุณ”

 

“ผมก็คิดเช่นนั้น แต่นับว่าก้าวหน้ามากทีเดียวสำหรับช่วงเวลาแบบนี้” ไฮน์ริช เบิล กล่าว เขาลุกขึ้นนั่ง แสงแดดยามสายของสเปนกระทบดวงตาสีฟ้าของเขาจนเป็นประกาย “ขอผมชมมันสักเล็กน้อยจะได้ไหม” ราวกับต้องมนต์สะกดจากดวงตาสีฟ้าคู่นั้น ข้าพเจ้าหยิบสมุดบันทึกเล่มล่าสุดส่งให้เขา ไฮน์ริช เบิล พลิกมันทีละหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ตัวหนังสือเป็นระเบียบแสดงว่าคุณได้รับการศึกษามาอย่างดี การใช้คำศัพท์เฉพาะแสดงว่าคุณได้ร่ำเรียนมาทางวรรณกรรมไม่มากก็น้อย หมึกปากกาจากร้านฟอยด์ในลอนดอนแสดงว่าคุณเติบโตมาในสังคมของผู้ใฝ่รู้ ผมนับถือคุณแต่แรกเห็น ฟรังซัวส์ และนับถือคุณเพิ่มขึ้นทุกขณะจิตเมื่อพลิกกระดาษเหล่านี้”

 

ข้าพเจ้ายิ้มรับคำชื่นชมหรือจะเรียกมันว่าคำเยินยอก็ย่อมได้ของไฮน์ริช เบิล ด้วยความเต็มใจ คำวินิจฉัยของเขาทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจแล้วว่าไฮน์ริช เบิล หาใช่ทหารหนุ่มหัวดื้อดังที่เขาออกตัว เขาเป็นใครและเป็นอะไรมากกว่านั้น

 

“ข้อน่าเสียดายประการเดียวเกี่ยวกับการจดบันทึกเหล่านี้คือมันดูจะมีประโยชน์ไปในทางบันเทิงเริงใจเสียมากกว่า วันที่ 10 ธันวาคม ข้าพเจ้าออกเดินทางเสียจากปารีส ที่ชานชาลานั้น ข้าพเจ้าพบแต่ใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย ครอบครัวของข้าพเจ้าจะคาดหวังว่าข้าพเจ้าจะได้กลับมาหรือไม่นั้น ข้าพเจ้าไม่อาจรู้ได้ หรือวันที่ 16 มกราคม ปืนเก่าคร่ำคร่าเช่นนั้น หรือที่พวกเขามุ่งหวังให้เราเด็ดหัวพวกฟาสซิสต์ ชั้นแต่จะยิงหมูป่าก็ดูจะเหลวเสียแล้ว บันทึกเหล่านี้ออกจะฟุ่มเฟือยเกินไปในยามสงคราม คุณว่าเช่นนั้นไหม”

 

ข้าพเจ้ายิ้มรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของไฮน์ริช เบิล นั้นมิได้เกินเลยไปแม้แต่น้อย แต่ถ้าหากจะกล่าวว่าการเปลืองกระดาษ น้ำหมึก ปากกา และเวลาของข้าพเจ้าไปกับเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยแล้วล่ะก็ พวกหนุ่มๆ ในกองร้อยของเราที่พร่ำเขียนจดหมายหาสาวคนรักที่บ้านเกิดดูจะฟุ่มเฟือยและไร้สาระยิ่งกว่า เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่เคยได้รับการสนองตอบ ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น แต่หาได้พูดออกไปตรงๆ ไม่

 

“ผมมีข้อเสนอ” ไฮน์ริช เบิล เอ่ยก่อนจะมวนบุหรี่อีกหนึ่งตัวขึ้น เขาส่งบุหรี่ตัวนั้นให้ข้าพเจ้าแต่ครานี้ ข้าพเจ้าปฏิเสธ เขาจึงเสไปจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ระบายควันเป็นทางยาวในอากาศ เขากล่าวต่อว่า “ถ้าผมสามารถจัดหาสมุด ปากกา หมึก ยาเส้น ไวน์ แต่นั่นอาจไม่ได้มาบ่อยนักเท่าของอย่างอื่น และเงินติดตัวจำนวนหนึ่งให้คุณ แลกกับการจดบันทึกเช่นกัน แต่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องราวเหล่านี้ คุณจะคิดเห็นเป็นเช่นไร”

 

ข้าพเจ้ารับสมุดบันทึกคืนจากเขา พลิกหน้ากระดาษไปมา “ผลตอบแทนที่มากขนาดนี้คงไม่ใช่งานจดบันทึกที่ง่ายนัก ก่อนที่ผมจะรับปากคงต้องรู้รายละเอียดของมันมากกว่านี้”

 

“ถูกต้อง คุณทำถูกต้อง” ไฮน์ริช เบิล พูด “คุณต้องรับทราบรายละเอียดมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม…” ไฮน์ริช เบิล ลุกขึ้นยืน “ถือว่าวันนี้เป็นเพียงการแจ้งข่าวต่อคุณ ผมมีหนังสือต้องอ่านในวันนี้ คุณเองก็คงมีบันทึกต้องเขียนเช่นกัน ผมคงต้องขอตัวก่อน เรื่องรายละเอียดนั้น ผมจะแจ้งคุณภายในเร็ววันนี้” แทนการรอคำตอบจากผม ไฮน์ริช เบิล คว้าย่ามสะพายของเขาและออกเดินกลับไปยังค่ายทหารของเรา เขาเดินไปตามเส้นทางที่ข้าพเจ้ามา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ปิดบังอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาล่วงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับข้าพเจ้า และเขาพึงใจที่จะแสดงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นออกมาอย่างชัดแจ้ง

 

 

นับจากวันนั้น ข้าพเจ้าสังเกตพบว่าไฮน์ริช เบิล เงียบขรึมกว่าที่เคย แทนการอยู่ร่วมวงสนทนากับทหารอาสานายอื่นเหมือนดังแต่ก่อน เขาเพียงแต่แสดงอาการทักทายและขอตัวหลบไปยังมุมใดมุมหนึ่งเพื่ออ่านหนังสือในมือ สำหรับทหารอาสานายอื่น ไฮน์ริช เบิล คงเป็นเพียงทหารเยอรมันคลั่งหนังสือธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น แต่การที่ข้าพเจ้ารู้ว่าเขาเป็นอะไรมากกว่านั้นดูจะทำให้เขารักษาระยะห่างจากข้าพเจ้ามากขึ้นด้วย เขาหลบหน้าข้าพเจ้าหรือเดินหลีกเลี่ยงข้าพเจ้าในทุกที่ที่มีโอกาส อีกทั้งยังพยายามเสแสร้งทำเป็นไม่เห็นว่าข้าพเจ้ามีตัวตนด้วยซ้ำไป ในโรงอาหาร เขาจะนั่งรับประทานอาหารในตำแหน่งที่ไกลที่สุดจากข้าพเจ้า ในแถวฝึก เขาจะยืนแถวในตำแหน่งที่ไกลที่สุดจากข้าพเจ้า เขากระทำเหมือนไม่อยากข้องแวะหรือยุ่งเกี่ยวกับข้าพเจ้า แต่แล้วหลังจากวันที่เราพบกันที่ลานจัตุรัสเอสปันญาผ่านพ้นไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ข่าวคราวการนัดหมายจากเขาก็ปรากฏขึ้น

 

เช้าวันนั้นหลังเลิกจากการฝึกครั้งสุดท้ายของพวกเรา พร้อมกับการแจกแจงตำแหน่งประจำการของแต่ละคนในสัปดาห์หน้าแล้ว ทุกคนต่างพากันกลับไปยังโรงนอน ทหารอาสาบางคนที่ถูกส่งตัวไปอยู่ในเมืองที่อันตรายอย่างมาดริดเร่งรีบไปเขียนจดหมายบอกครอบครัว ส่วนคนที่ถูกส่งไปยังเมืองชายแดนอันเงียบสงบอย่างซาน เซบาสเตียน เร่งรีบไปหาแผนที่ดูว่าจะมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจใดบ้าง ข้าพเจ้านั้นโชคดีที่ได้รับคำสั่งให้ประจำการอยู่ที่บาร์เซโลนาต่อไป อาจเป็นเพราะอายุหรือเหตุผลอื่นที่มีคำสั่งดังกล่าว ข้าพเจ้าไม่อาจคาดเดาได้ แต่คำสั่งที่ว่าทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลาย ข้าพเจ้าหยิบสมุดบันทึกและยาเส้นออกจากย่าม เอนกายลงกับต้นไม้ใหญ่ในสนามฝึก แต่เพียงสัมผัส ข้าพเจ้าก็พบว่าห่อยาเส้นของตนเองที่เก็บไว้ในถุงหนังนั้นถูกสับเปลี่ยนเสียแล้ว ยาเส้นที่ข้าพเจ้าหยิบมันขึ้นมวนเป็นยาเส้นเวอร์จิเนียชั้นดี และใต้ยาเส้นเหล่านั้นมีกระดาษข้อความเล็กๆ เขียนไว้ว่า “พบกันที่อารามนักบุญอันนานอกเมือง สามทุ่มตรงคืนนี้” ข้าพเจ้าอ่านข้อความที่ว่าอย่างรวดเร็วก่อนจะกลืนมันลงคอในจังหวะเดียวกับที่หยิบบุหรี่ขึ้นสูบ การกระทำดังกล่าวดูเป็นการระแวดระวังเกินเหตุ เพราะไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นเลย แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรกระทำ มีความตึงเครียดมากมายเกิดขึ้นในกมลจิตของข้าพเจ้าหลังอ่านข้อความนั้น และการกลืนกินสาส์นลับที่ว่าช่วยบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวไปได้มากมายทีเดียว

 

ข้าพเจ้ารู้จักอารามนักบุญอันนาเป็นอย่างดี มันเป็นอารามแบบโกธิกที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบสองเพื่ออุทิศให้แก่นักบุญอันนา ตัวอารามอยู่ห่างจากค่ายทหารของเราราวสามสิบนาทีด้วยการเดิน ข้าพเจ้าเคยไปสำรวจอารามนี้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่เช่นเดียวกับอารามของศาสนจักรในช่วงสงครามกลางเมืองที่ถูกปิดตาย ไม่มีนักบวช ไม่มีพิธีกรรม มีเพียงแผ่นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกตอกตรึงไว้ที่ประตู ต้นไม้ใหญ่ขึ้นรกร้างปกคลุม ในเวลากลางวันมันแลดูเปล่าเปลี่ยว หมดสภาพของความยิ่งใหญ่ ส่วนในเวลากลางคืนมันจะมีสภาพเช่นไรนั้น คืนนี้คงได้เห็นกัน

 

เมื่อถึงเวลาสองทุ่มตรง ข้าพเจ้าก็จัดแจงแต่งตัว ในตอนแรกข้าพเจ้าตั้งใจจะพกปืนเมาเซอร์ที่ได้รับแจกมาไปด้วย แต่คิดอีกทีข้าพเจ้าก็เปลี่ยนใจ การต่อกรกับคนที่ล่วงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเราล้วนไม่มีประโยชน์ใดเลย ข้าพเจ้าจึงพกเพียงสมุด ปากกา น้ำดื่ม และยาสูบไปเท่านั้น ข้าพเจ้าเตรียมของทุกอย่างเสร็จในเวลาสิบนาทีและนั่งลงบนเตียงนอน รอคอยเวลาจนถึงสองทุ่มสามสิบนาที ข้าพเจ้าก็เริ่มต้นเดินทาง เมื่อออกจากโรงนอน ทหารอาสาหลายนายกำลังหลับใหลด้วยความเหนื่อยอ่อน หลังคำสั่งโยกย้าย เราเหลือทหารอาสาที่นี่จำนวนไม่มากนัก ข้าพเจ้ามองไปรอบๆ ว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา ในชั้นแรกข้าพเจ้าแสร้งทำตนเหมือนดังคนที่นอนไม่หลับและออกมาเดินสูบบุหรี่เล่นด้านนอกเพื่อคลายความปริวิตกกดดัน ข้าพเจ้าออกเดินไปอีกทิศหนึ่ง และเมื่อแน่แก่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามมาอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าก็เปลี่ยนทิศ ทั้งวิ่ง ทั้งเร่งเดิน มุ่งหน้าไปยังอารามอันนา

 

เมื่อข้าพเจ้าไปถึงอารามอันนานั้น ไม่มีใครรอข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นเลย ตัวอารามถูกปิดตายดังภาพในที่ข้าพเจ้าเคยเห็น ข้าพเจ้าพิงหนังเข้ากับกำแพงอาราม จุดยาเส้นขึ้นสูบ เปลวไฟจากยาเส้นของข้าพเจ้าแดงวาบในความมืด และก่อนที่ยาเส้นจะหมดตัว ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเรียกชื่อข้าพเจ้าเบาๆ “ฟรังซัวส์ ทางนี้” ข้าพเจ้าเหลือบไปทางต้นเสียงที่ดังมาจากด้านหลังของอาราม มีใครบางคนปรากฏขึ้นที่นั่น ข้าพเจ้าแนบย่ามสะพายไว้กับตัวแล้วเคลื่อนกายไปอย่างเงียบในความมืด ไฮน์ริช เบิล รอข้าพเจ้าอยู่ที่นั่น แต่แทนคำทักทาย เขาเปิดพงหญ้ารกเรื้อแนวฐานรากของด้านหลังอาคารออก มีช่องเล็กช่องหนึ่งที่พอจะเบียดแทรกตัวลงไปได้ เขาส่งสัญญาณให้ข้าพเจ้ามุดลงไปในช่องนั้น ข้าพเจ้าทำตามสัญญาณที่ว่า ช่องทางที่ว่าพาเราเข้าไปยังด้านหลังของแท่นบูชา ที่นั่นมีทางบันไดที่นำลงไปสู่ห้องใต้ดินเปิดรออยู่ ข้าพเจ้าก้าวลงทางบันไดนั้นโดยทันที และไม่นานนักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของไฮน์ริช เบิล ก้าวตามมา

 

เมื่อถึงพื้นของห้องใต้ดิน ใครคนหนึ่งจุดไฟจากโคมที่แขวนอยู่กลางห้อง ข้าพเจ้าพบว่านอกจากไฮน์ริช เบิล แล้ว ยังมีนางชีอีกสองนางในห้องนั้นด้วย คนหนึ่งนั้นมีอายุอาวุโสราวหกสิบปี อีกคนหนึ่งนั้นมีอายุราวยี่สิบปลาย ข้าพเจ้ามองไปรอบๆ ห้อง นอกจากขวดไวน์ในชั้นจำนวนมากแล้ว ในห้องแห่งนั้นยังเต็มไปด้วยหนังสืออีกจำนวนมหาศาล แฮม เนื้อแห้ง ขนมปัง และลังยาเส้นอีกนับสิบ แม่ชีทั้งสองใส่ชุดคลุมสีดำ ห้อยสายประคำที่สว่างไสวในแสงไฟ ข้าพเจ้าพยายามนึกว่าเคยพบหน้านางชีทั้งสองนี้มาก่อนหรือไม่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าพวกเธออยู่ในแถวของนางพยาบาลที่ถือธงสวนสนามในตอนต้อนรับกองทหารอาสาของเราในวันแรกนั่นเอง การได้พบเธอในชุดที่แปลกออกไปทำให้ข้าพเจ้าจำเธอไม่ได้แต่แรก พวกเธอยืนสงบนิ่งในห้อง จนเมื่อไฮน์ริช เบิล นั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง พวกเธอจึงทำเช่นนั้นตาม

 

“ต้องขอโทษด้วยฟรังซัวส์ที่ทำให้คุณต้องรอการนัดหมายนี้เป็นเวลานาน แต่ผมต้องการให้แน่ใจว่าไม่มีใครจับตาดูเราอยู่ นี่ซิสเตอร์โดเรส และซิสเตอร์อิซาเบล ผมคงชี้แจงอะไรทั้งหมดเกี่ยวกับที่นี่และพวกเธอไม่ได้ในคราเดียว เพราะว่าผมมีเรื่องสำคัญอื่นมากกว่าที่จะต้องแจ้งให้คุณ”

 

“พรุ่งนี้เอง กองร้อยของเราจะมีการสับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ผู้พันมาร์ติเนซที่ดูแลกองร้อยของเราจะจากไปแนวหน้าที่มาดริด ผู้พันคนใหม่ที่จะมาควบคุมที่นี่แทนมีนามว่า รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด เขาเป็นคนเยอรมันเช่นเดียวกับผม เกิดที่บาวาเรียเช่นเดียวกัน แต่เขาต่างจากผม แม้ว่าเขาจะอยู่กับฝ่ายรบของเรา แต่เขาไม่เคยอยู่ฝ่ายเราเลย พูดเช่นนี้อาจทำให้คุณงุนงงบ้าง แต่ผมจะรวบรัดว่ารูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด คือสายลับจากท่านฟูร์เรอร์ เขาแฝงตัวอยู่ในกองทหารอาสาของเรา จงใจแสดงความเกลียดชังพวกฟาสซิสต์ ทั้งที่เขาเป็นนักนิยมฟาสซิสต์ตัวเอ้ การแสดงของเขาแนบเนียนมากจนเขาได้รับตำแหน่งผู้พันในเวลารวดเร็ว งานที่ผมจะขอร้องให้คุณทำคือการจดบันทึกการเคลื่อนไหวทุกประการของเขาให้ผม สมุด หมึก ปากกาสำหรับกิจการนี้ ผมได้ตระเตรียมให้คุณแล้ว หน้าที่ของคุณคือจดทุกสิ่งลงในนั้น ค่าใช้จ่ายของคุณ เราเตรียมไว้ให้แล้วในถุงยาเส้นบนโต๊ะ ผมเองต้องออกเดินทางไปอลัน จูเซส์ ในวันพรุ่งนี้แล้ว และจะต้องกลับไปเตรียมตัวเพื่อไม่ให้ใครผิดสังเกต หากคุณมีคำถาม ขอให้คุณห่อมันใส่ก้อนหินและวางทิ้งไว้ที่พงหญ้าด้านบน เราจะติดต่อคุณทุกๆ สามหรือสี่วัน ต้องขอโทษด้วยที่แจ้งรายละเอียดอะไรกับคุณมากกว่านี้ไม่ได้”

 

ข้าพเจ้าหยิบสมุดบนโต๊ะขึ้นพลิกดู มันเป็นสมุดบันทึกชั้นดีที่ทำในเบอร์ลิน กลิ่นกระดาษภายในนั้นหอมหวนจนทำให้ข้าพเจ้าอยากเขียนวรรณกรรมลงในนั้นมากกว่างานเสี่ยงภัยที่ได้รับมอบหมาย “คุณมีคำแนะนำอื่นอีกไหมสำหรับงานที่ว่านี้”

 

“มี และอาจเป็นคำแนะนำที่สำคัญที่สุดด้วย โปรดระวังสิ่งของที่รูดอล์ฟ เบิร์นฮาร์ด หยิบยื่นให้กับคุณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม จงรับและทำลายมันด้วยความระมัดระวัง”

 

(ติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2561)

 

ติดตามอ่าน วายัง อมฤต ตอนก่อนหน้าได้ที่

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories