Physical AI สู่โลกทำงานจริง คาด 3–7 ปีสู่การใช้งานในครัวเรือน
หวงคุน รองประธาน AGIBOT ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวบนเวที Humanoid Robots: From Labs to Real Work ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพหรือ Physical AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ต้องรอคอยอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่การปฏิบัติงานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันบริษัทกำลังมุ่งเน้นการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมและภารกิจที่ไม่ซับซ้อน ก่อนจะต่อยอดไปสู่งานที่มีความซับซ้อนสูง และตั้งเป้าหมายระยะยาวในการเข้าไปช่วยดูแลครอบครัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยีอีกราว 3–7 ปี
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ก้าวพ้นห้องทดลอง สู่พนักงานหน้าร้านและงานโรงงาน
AGIBOT X2 Ultra ได้ร่วมสาธิตการสื่อสารและตอบคำถามบนเวที โดยหวงคุนได้ระบุถึงการนำไปใช้งานจริงในปัจจุบันว่า หุ่นยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาความฉลาดครอบคลุม 3 ด้าน คือการปฏิสัมพันธ์ การเคลื่อนไหว และการหยิบจับควบคุม โดยขณะนี้มีหุ่นยนต์รุ่น X2 มากกว่า 100 ตัวถูกนำไปปฏิบัติงานจริงในร้านค้าปลีกเพื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานแนะนำสินค้า ซึ่งถือเป็นการใช้งานเชิงพาณิชย์จริง ไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง โดยหุ่นยนต์สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลสินค้าและโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพื่อทักทาย นำทาง แนะนำข้อมูล และช่วยปิดการขายได้โดยไม่เหนื่อยล้า
นอกจากนี้บนเวทียังมีการอธิบายถึงแนวทางการตัดสินใจของหุ่นยนต์เมื่อได้รับคำสั่งที่ขัดแย้งกันในที่ทำงานว่า จะประเมินผ่านกรอบการทำงาน 3 ระดับ ได้แก่ ด้านความปลอดภัยซึ่งต้องมาก่อนเสมอ ด้านความชัดเจนโดยจะสื่อสารและชี้ให้เห็นข้อขัดแย้งแทนการคาดเดาไปเอง และด้านบริบทของเป้าหมายภาพรวม เพื่อทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเหลือมนุษย์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
3 ปัจจัยหนุนตลาดโต และกลยุทธ์ 1+3+X สู่ผลิตภาพจริง
หวงคุนอธิบายว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา จากความก้าวหน้าใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตเต็มที่จนสามารถผลิตจำนวนมากได้ ส่งผลให้ราคาลดลงและคุณภาพเสถียรขึ้น การพัฒนาการเก็บข้อมูลจริง และการพัฒนาโมเดลสมองอัจฉริยะ (Brain Intelligence) ซึ่งทำให้หุ่นยนต์เข้าใจโลกภายนอกและใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เต้นโชว์ โดยอ้างอิงรายงานของ Omdia ในปี 2025 ว่าบริษัทมียอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 5,100 ตัว คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโลกราว 40% และทำรายได้แตะ 1 พันล้านหยวนได้เร็วที่สุดในกลุ่มบริษัท AI ของจีน
สำหรับการประยุกต์ใช้งานนั้น หวงคุนได้เผยกลยุทธ์ 1+3+X ที่เริ่มต้นจากตัวฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ ผสานความฉลาด 3 ด้านคือ การปฏิสัมพันธ์ การเคลื่อนที่ และการควบคุมสั่งการ เพื่อตอบโจทย์การเพิ่มผลิตภาพ โดยปัจจุบันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบมีล้อได้เข้าไปทำงานจริงแล้วในหลายองค์กร เช่น การขนถ่ายสินค้าใน Longcheer ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต ODM รายใหญ่ งานจัดการวัสดุในโรงงานของ SAIC Motor และการปฏิบัติงานในระบบโลจิสติกส์ของ Jingdong Logistics
ตลาดล้านล้านดอลลาร์ และโอกาสร่วมสร้างระบบนิเวศของไทย
หวงคุนประเมินว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มีศักยภาพเติบโตเป็นตลาดมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเปรียบเทียบว่าขนาดตลาดอาจเทียบเท่ากับจำนวนยอดขายโทรศัพท์มือถือคูณด้วยราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี การจะก้าวไปถึงจุดที่หุ่นยนต์เข้าไปทำงานบ้านที่ซับซ้อนในทุกครัวเรือน เช่น ทำอาหารหรือซักผ้า ยังต้องรอจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยีที่เปรียบเหมือนยุค ChatGPT 3.5 ของวงการหุ่นยนต์ ซึ่งคาดว่าจะมาถึงภายในช่วง 3–7 ปีข้างหน้า
ในช่วงท้ายหวงคุนได้ให้ข้อเสนอแนะต่อภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในประเทศไทยว่า ไม่ควรรอซื้อเทคโนโลยีเมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ควรเข้ามามีส่วนร่วมสร้างระบบนิเวศตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเปิดเผยว่าหนึ่งในกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยเป็นผู้ลงทุนยุคแรกเริ่มของบริษัท และมองว่าความเปิดกว้างของนโยบายภาครัฐรวมถึงเอกชนไทยจะช่วยให้ประเทศมีศักยภาพในการคว้าโอกาสจากคลื่นการเติบโตของ Physical AI ครั้งนี้

