ท่ามกลางคำถามสังคมที่ว่า การตั้ง ‘มูลนิธิ’ ในไทยทำได้ง่ายดายจริงหรือ? ในทางกฎหมายเพียงความตั้งใจดีอาจไม่พอ เพราะต้องเผชิญเงื่อนไขที่รัดกุม
ตั้งแต่ทุนประเดิมหลักแสน การตรวจสอบประวัติที่อาจใช้เวลานับปี ไปจนถึงความเข้าใจผิดเรื่องภาษี และกฎเหล็กสำคัญ หากยุบเลิกมูลนิธิ ทรัพย์สินทั้งหมดต้องตกเป็นของแผ่นดิน ห้ามนำกลับเข้ากระเป๋าผู้ก่อตั้งเด็ดขาด
ด่านทุน-บุคลากร
- ทุนทั่วไปเริ่มต้น 500,000 บาท (หรือเงินสด 2.5 แสนบาท + ทรัพย์สินอื่น) หากเป็นด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์ หรือสาธารณภัย เริ่มต้นที่ 200,000 บาท
- เงินทุนต้องอุทิศเพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะเท่านั้น ห้ามดึงกลับมาใช้ส่วนตัวเด็ดขาด
- ต้องมีคณะกรรมการบริหารจัดการอย่างน้อย 3 คน
ด่านเวลา
- แม้คู่มือประชาชนระบุเวลาพิจารณาไว้ 30–69 วัน แต่ในทางปฏิบัติอาจใช้เวลานาน 4-12 เดือน
- ต้องส่งรายชื่อกรรมการทุกคนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และอาจต้องผ่านการคัดกรองจากหน่วยงานความมั่นคง
ด่านภาษี
- การจดทะเบียนมูลนิธิ ไม่ได้ทำให้ผู้บริจาคนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ทันที
- มูลนิธิต้องเปิดดำเนินงานอย่างน้อย 3 ปี จึงจะสามารถยื่นขอสถานะ ‘องค์การสาธารณกุศล’ จากกรมสรรพากร เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษีได้
- แม้เงินบริจาคจะได้รับการยกเว้น แต่มูลนิธิยังต้องเสียภาษีเงินได้จากการดำเนินธุรกิจ (2%) และรายได้อื่นๆ (10%)
ด่านสุดท้าย
- หากมูลนิธิถูกยุบเลิก ห้ามนำทรัพย์สินและเงินกองทุนที่เหลืออยู่ แบ่งคืนผู้ก่อตั้งหรือคณะกรรมการโดยเด็ดขาด
- กฎหมายบังคับให้โอนทรัพย์สินแก่มูลนิธิอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายกัน หรือต้องตกเป็นของแผ่นดิน
- ปัจจุบันภาครัฐเพิ่มการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอยู่ระหว่างพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ. สมาคมและมูลนิธิ เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

