×

ยศชนันชี้ไทยต้องเลิกวิ่งตามเทคโนโลยี ปั้นคนเป็น Job Creator สร้างยุคทองใน 20 ปี ข้างหน้า

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2026
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บรรยายบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

เมื่อ AI และเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทลายหลักสูตรและไซโลอุตสาหกรรมแบบเดิม คำถามสำคัญคือคนไทยจะมีงานทำและอยู่รอดได้อย่างไร บนเวที ‘Building Thailand’s Talent for the Industries of Tomorrow สร้างคนให้พร้อม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต’

 

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้ว่าการแก้ปัญหาเรื่องคนไม่สามารถแยกขาดจากภาพรวมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ พร้อมตั้งโจทย์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า โลกจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอะไรที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นจากประเทศไทย เพื่อหยุดยุคที่ต้องวิ่งตามเทคโนโลยีของคนอื่น เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะต้องคอยอุดหนุนเงินตลอดเวลา

 

ทลายกรอบสายวิทย์-สายศิลป์ สู่ยุคแห่งการรวมศาสตร์ด้วย AI

 

ศ.ดร.ยศชนัน มองว่าการแบ่งคนเป็นสายวิทย์หรือสายศิลป์เป็นเกมของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่เมื่อ AI เข้ามา ไซโลเหล่านั้นก็หายไปด้วย โลกกำลังก้าวสู่ The Age of Scientific Convergence ที่ทุกศาสตร์กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียว ขณะที่ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยเพียง 1-2 ปีก็อาจล้าสมัย คนไทยจึงต้องมีความเชี่ยวชาญลึกซึ้ง (Mastery) อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง ใช้ AI บูรณาการศาสตร์อื่นๆ พร้อม Reskill และ Upskill ตลอดชีวิต และมองตลาดระดับโลกเพื่อขยายผลนวัตกรรมไทย

 

เปิดโอกาสอุตสาหกรรมใหม่ จากข้อมูลพันธุกรรม ทุนธรรมชาติ ถึงอวกาศ

 

ศ.ดร.ยศชนัน ชี้โอกาสสร้างงานใหม่ผ่าน AI และ Physical AI ตั้งแต่ Programmable Biology การเพาะเลี้ยงหรือพิมพ์อวัยวะเพื่อทดสอบยา ลดเวลาทดสอบยาและวัคซีนจาก 10 ปี เหลือไม่ถึง 1 ปี การต่อยอด Genomics Thailand เฟส 2 สู่ Precision Oncology และ Human Digital Twin พร้อมเตือนว่าหากไทยไม่เร่งบูรณาการข้อมูลพันธุกรรมและการแพทย์ อาจ “เสียเอกราชครั้งยิ่งใหญ่” นอกจากนี้ยังมีโอกาสด้านวิจัยสมองรองรับสังคมสูงวัย วัสดุใหม่จากเกษตรไทย คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ร่วมพัฒนากับญี่ปุ่น และดาวเทียม 18 ดวงที่ให้สตาร์ทอัพไทยเริ่มต้น เพื่อจุดประกายอุตสาหกรรมการบิน การแพทย์ และหุ่นยนต์

 

ศ.ดร.ยศชนัน เสนอแนวคิด Nature Positive และ Natural Capital Balance โดยเริ่มโครงการนำร่องที่จังหวัดน่าน เพื่อนำธรรมชาติเข้ามาอยู่ในงบดุลบัญชี ยกตัวอย่างหากขายข้าวโพดได้ 3 ล้านบาท แต่ทำลายธรรมชาติไป 4 ล้านบาท เท่ากับประเทศติดลบ พร้อมหารือกองทุนในเอเชียเพื่อใช้ไทยเป็น Living Lab ทดลองนโยบาย และพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) เพื่อสร้างมูลค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

 

เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น Living Lab สร้าง Job Creator แทน Job Seeker

 

ศ.ดร.ยศชนัน เสนอให้เปลี่ยนคำถามจากจบปริญญาอะไร เป็นปริญญานั้นสร้าง Mastery กี่เรื่อง พร้อมยกระดับมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) และพื้นที่เรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้จุดแข็งของแต่ละภูมิภาคเป็น Living Lab ทั้งเกษตรที่สูง ไดโนเสาร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และ Blue Economy ขณะเดียวกัน อว. เริ่มทำ Skill Bridge ร่วมกับกระทรวงการคลัง และ Future Skill Map เพื่อเชื่อมทักษะ ประสบการณ์ และปริญญา พร้อมผลักดัน Holding Company ร่วมกับมหาวิทยาลัยและตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุน Seed Money ให้นักศึกษาเป็นผู้ประกอบการ เชื่อม 3 เสาหลักเศรษฐกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรม บริการสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์ และเกษตรมูลค่าสูง เข้ากับมาตรฐานโลก

 

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่าการก้าวสู่ยุคทองของประเทศไทยต้องไม่ลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ต้องขยายโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะศูนย์ซินโครตรอนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลแบบเรียลไทม์ ยกระดับวัสดุศาสตร์ เกษตรมูลค่าสูง และการผลิตยาเอง

 

“ยุคถัดไปของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกนิยามว่าเรานำเข้าอะไร แต่จะถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เราค้นพบ แล้วก็สิ่งที่เราสร้าง และสิ่งที่เรามอบให้กับโลก” ศ.ดร.ยศชนันกล่าวทิ้งท้าย


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories