×

ดร.คงกระพัน ชี้ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของไทย ผนึกโครงสร้างพื้นฐาน-เครือข่ายพันธมิตร สร้างแต้มต่อทางพลังงานไทย

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2026
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง บรรยายบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะที่ดูเหมือนจะเปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของความต้องการใช้ และนำเข้าก๊าซธรรมชาติราว 40% ทว่าบนเวที Securing Thai Energy Advantage เปลี่ยนความมั่นคงพลังงานสู่แต้มต่อของไทย ของงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงดังกล่าวให้กลายเป็นแต้มต่อได้อย่างไร ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายพันธมิตร และการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นสูง

 

จัดสมดุล Energy Trilemma ยึดความมั่นคงเป็นฐานก่อนก้าวสู่ความยั่งยืน

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง อธิบายว่า โจทย์สำคัญของพลังงานโลกวางอยู่บน 3 เสาหลักหรือ ‘Energy Trilemma’ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความสามารถในการเข้าถึงราคาที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งในยามเกิดวิกฤตโลก ความมั่นคงในการ ‘หาของให้ได้’ ต้องถูกจัดลำดับความสำคัญสูงสุด เพราะหากพลังงานขาดแคลน กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดจะหยุดชะงักลงทันที อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนยังคงเป็นเป้าหมายระยะกลางและระยะยาวที่ต้องทำควบคู่กันไป

 

ในระยะเปลี่ยนผ่าน 20–30 ปีข้างหน้า ระหว่างที่พลังงานหมุนเวียนยังต้องใช้เวลาพัฒนาและมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ชี้ว่า ก๊าซธรรมชาติคือ ‘Destination Fuel’ หรือเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนประเทศ แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติจะต้องทำควบคู่ไปกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล

 

โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนต่อเนื่องกว่า 48 ปี และมูลค่าเพิ่มของก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย

 

แต้มต่อแรกของไทยเกิดจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องตลอด 48 ปีที่ผ่านมา ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ระบุว่า ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีคุณภาพสูง เพราะมีองค์ประกอบที่นำไปต่อยอดสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งสร้างมูลค่าราว 5% ของ GDP ประเทศไทย และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 500,000 ตำแหน่ง ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำเหล่านี้หล่อเลี้ยงตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

 

นอกจากโครงข่ายท่อส่งก๊าซฯ ที่เชื่อมต่อในอาเซียน รวมหลายพันกิโลเมตรแล้ว ประเทศไทยยังมีสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ที่เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง รองรับได้ราว 19 ล้านตัน และกำลังก่อสร้างแห่งที่ 3 รวมถึงมีความร่วมมือช่วยเหลือแลกเปลี่ยนพลังงานในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ระบบพลังงานมีความคล่องตัวสูงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

โรงกลั่นยืดหยุ่นและเครือข่ายเทรดดิ้งระดับโลก ปิดประตูความเสี่ยงน้ำมันขาด

 

สำหรับน้ำมันดิบที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง เผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนล่วงหน้ากว่า 110,000ล้านบาท เพื่อยกระดับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศให้มีความยืดหยุ่น สามารถรับน้ำมันดิบได้หลากหลายชนิดจากทั่วโลกและเดินเครื่องได้อย่างปลอดภัยต่อเนื่อง แม้ในยามวิกฤต

 

ขณะเดียวกัน การมีเครือข่ายสำนักงานเทรดดิ้งอยู่ในศูนย์กลางพลังงานโลก ทั้งฮิวสตัน ลอนดอน สิงคโปร์ และอาบูดาบี ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกาตะวันตก สหรัฐฯ หรืออเมริกาใต้ เข้ามาทดแทนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุปิดเส้นทางขนส่งทางเรืออย่างช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ไม่เคยเผชิญภาวะขาดแคลนพลังงาน

 

สมดุลบทบาทรัฐวิสาหกิจและการสร้างรากฐานสู่ Net Zero 2050

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง กล่าวถึงการบริหารสมดุลระหว่างบทบาทรัฐวิสาหกิจกับการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน องค์กรให้ความสำคัญกับการดูแลความมั่นคงของประเทศ โดยสำรองสภาพคล่องกว่า 200,000ล้านบาท เพื่อความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงาน แม้จะต้องแบกรับภาระต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แต่ด้วยกลยุทธ์ Portfolio Diversificationจึงสามารถบริหารจัดการกำไรจากธุรกิจสำรวจและผลิต รวมถึงการค้าในต่างประเทศเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานในประเทศ

 

สำหรับก้าวต่อไปสู่อนาคต ประเทศไทยตั้งเป้าหมายการมีเทคโนโลยี CCS เชิงพาณิชย์ภายในปี 2033–2034 โดยปัจจุบันเริ่มโครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์เพื่อกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ชั้นหินใต้ทะเล พร้อมพัฒนาพื้นที่ต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (I-SPARK) ที่มาบตาพุด เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคตสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 บนพื้นฐานของการต่อยอดศักยภาพอุตสาหกรรมเดิม พร้อมเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับความยั่งยืน


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories