หลายประเทศทั่วโลกกำลังรณรงค์ให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไว้ภายในบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยล่าสุด รัฐบาลอังกฤษเปิดตัวแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ครัวเรือนเตรียมเสบียงสำหรับดำรงชีวิตอย่างน้อย 3 วัน ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมออกคำร้องขอเร่งด่วนให้ประชาชนทั่วประเทศสำรองอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับรับมือภัยพิบัติอย่างน้อย 3 วันเช่นกัน
น่าสนใจว่า แนวทางดังกล่าวยังปรากฏในหลายประเทศยุโรป เช่น สวีเดนแจกคู่มือ In Case of Crisis or War ให้ครัวเรือนทั่วประเทศกว่า 5.2 ล้านครัวเรือน พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสงคราม
แน่นอนว่า การที่รัฐบาลหลายประเทศออกมารณรงค์เรื่องการสำรองเสบียงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยิ่งสร้างความกังวลว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงสงครามครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศมีแนวทางเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นระยะเวลานาน โดยมีเหตุผลในการเตรียมพร้อมที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามเป็นสงครามใหญ่
THE STANDARD รวบรวมความเคลื่อนไหวของประเทศต่างๆ ที่กำลังรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมเสบียงฉุกเฉิน พร้อมสำรวจที่มาของกระแสดังกล่าว และข้อเท็จจริงเบื้องหลังความกังวลว่า โลกกำลังเตรียมพร้อมรับสงครามครั้งใหญ่หรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- อังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready แนะตุนอาหาร 3 วัน รับมือภัยธรรมชาติ-ไซเบอร์
- ญี่ปุ่นเตรียมร้องขอประชาชนทั่วประเทศสำรองเสบียง 3-7 วัน รับมือภัยพิบัติใหญ่
- ประเทศอื่นๆ เตรียมพร้อมรับมืออะไรบ้าง สวีเดนแจกคู่มือสงคราม ยูเครนสอนประชาชนเอาชีวิตรอด
- กระแสกักตุนอาหารเกิดจากอะไร?
- กักตุนอาหารทั่วโลก สัญญาณสงครามครั้งใหญ่หรือไม่?
อังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready แนะตุนอาหาร 3 วัน รับมือภัยธรรมชาติ-ไซเบอร์
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2026 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดตัวแคมเปญ Be Ready ซึ่งต่อยอดจากแนวทางการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่เผยแพร่ในปี 2024 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้สาธารณูปโภคสำคัญ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต หยุดชะงัก
เบื้องต้น รัฐบาลอังกฤษได้ออกคำแนะนำให้ครัวเรือนสำรองอาหารที่เก็บรักษาได้นาน น้ำดื่มบรรจุขวด ยารักษาโรค ไฟฉาย ถ่านสำรอง อุปกรณ์ปฐมพยาบาล วิทยุที่ใช้แบตเตอรี่หรือใช้ระบบหมุนมือเพื่อผลิตไฟฟ้า ตลอดจนเงินสดสำรองในกรณีที่ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถใช้งานได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังแนะนำให้ประชาชนสำรองน้ำดื่มสะอาดอย่างน้อย 3 ลิตรต่อคนต่อวัน หรือรวม 9 ลิตรต่อคนสำหรับระยะเวลา 3 วัน ขณะที่การเลือกเก็บอาหารควรคำนึงถึงระยะเวลาการเก็บรักษา และเลือกอาหารที่สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องแช่เย็นหรือปรุงสุก เช่น อาหารกระป๋อง ผลไม้อบแห้ง และถั่ว
แคมเปญ Be Ready มีที่มาจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศรุนแรง ทั้งพายุ น้ำท่วม และไฟป่า ซึ่งอาจทำให้ระบบสาธารณูปโภคหยุดทำงาน รวมถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจสร้างความเสียหายต่อธุรกิจ ระบบการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
ทั้งนี้ เวส สตรีตติง (Wes Streeting) รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการก่อวินาศกรรมจากรัฐที่เป็นปฏิปักษ์หรือกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานและบริการพื้นฐานหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม สตรีตติงยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เปิดแคมเปญดังกล่าว เพราะมีสัญญาณว่า จะเกิดเหตุร้ายหรือภัยคุกคามเฉพาะเจาะจงในอังกฤษเร็วๆ นี้ หากแต่ต้องการให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยเน้นย้ำว่า ‘รัฐบาลต้องการให้ประชาชนตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก’
ขณะเดียวกัน คำแนะนำดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค โดย BBC Newsnight รายงานว่า ผู้ค้าปลีกหลายแห่งมียอดขายสินค้าจำเป็นสำหรับรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังรัฐบาลเปิดตัวแคมเปญ
ล่าสุด ซูเปอร์มาร์เก็ต Iceland มียอดขายอาหารกระป๋องเพิ่มขึ้น 40% ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ร้าน Robert Dyas มียอดขายวิทยุเพิ่มขึ้น 160% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ส่วน Maplin รายงานยอดขายไฟฉายเพิ่มขึ้น 284% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเดือนก่อน
ญี่ปุ่นเตรียมร้องขอประชาชนทั่วประเทศสำรองเสบียง 3-7 วัน รับมือภัยพิบัติใหญ่
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นกำลังเตรียมยกระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ซึ่งมีการประเมินว่าอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม FNN สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า โกชิ โฮโซโนะ (Goshi Hosono) รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการจัดการภัยพิบัติ เตรียมออกคำร้องขอเร่งด่วนให้หน่วยงานรัฐบาลส่วนกลาง รัฐบาลระดับจังหวัด และประชาชนทั่วประเทศ ยกระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นกำหนดการเปิดตัวสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งใหม่ของญี่ปุ่น
โฮโซโนะระบุว่า ครัวเรือนควรเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์สำหรับใช้ห้องน้ำในภาวะฉุกเฉินให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน ซึ่งหากเป็นไปได้ ควรเตรียมให้เพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์ พร้อมระบุว่า ภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ประเทศจำเป็นต้องรับมือ ได้แก่ แผ่นดินไหวบริเวณร่องนันไค แผ่นดินไหวใต้พื้นที่มหานครโตเกียว แผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณร่องลึกญี่ปุ่นและร่องลึกชิชิมะ รวมถึงการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ
อนึ่ง มีการคาดการณ์ว่า ภัยพิบัติเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายต่อถนน ระบบขนส่ง เครือข่ายสื่อสาร ระบบประปา และระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่ม อาหาร หรือสิ่งของจำเป็นได้ตามปกติ แม้จะยังสามารถพักอาศัยอยู่ภายในบ้านก็ตาม
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นยังวางแผนยกระดับมาตรฐานศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย โดยโฮโซโนะเสนอให้เพิ่มความพร้อมด้านห้องน้ำ อาหารปรุงสุก ที่นอน และสถานที่อาบน้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้าน
อย่างไรก็ตาม การแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มไม่ใช่มาตรการใหม่ของญี่ปุ่น เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมเสบียงฉุกเฉินมาเป็นเวลานานแล้ว โดยคำร้องขอครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อย้ำเตือนประชาชนและแก้ไขปัญหาความแตกต่างด้านความพร้อมรับมือภัยพิบัติระหว่างรัฐบาลท้องถิ่น
ประเทศอื่นๆ เตรียมพร้อมรับมืออะไรบ้าง สวีเดนแจกคู่มือสงคราม ยูเครนสอนประชาชนเอาชีวิตรอด
น่าสนใจว่า ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศพยายามวางแนวทางรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออก หลังมีความกังวลว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจขยายตัวเข้าสู่ภูมิภาคในอนาคต
หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือสวีเดน หลังมีการจัดทำคู่มือชื่อ In Case of Crisis or War เพื่อให้ประชาชนเรียนรู้วิธีเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตและสงคราม โดยในปี 2024 หน่วยงานด้านการป้องกันภัยพลเรือนของสวีเดนได้แจกจ่ายคู่มือฉบับปรับปรุงไปยังครัวเรือนทั่วประเทศราว 5.2 ล้านครัวเรือน
ทั้งนี้ ทางการสวีเดนระบุว่า การจัดทำคู่มือดังกล่าวมีสาเหตุจากสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปที่เลวร้ายลงอย่างมาก ทั้งสงครามในประเทศใกล้เคียง และภัยคุกคามจากการก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์ และการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน พร้อมย้ำว่า สถานการณ์ความมั่นคงของประเทศรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีทางทหารต่อสวีเดนได้
น่าสนใจว่า คู่มือข้างต้นให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมในระดับประชาชน โดยแนะนำให้แต่ละครัวเรือนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ พร้อมเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อาหารที่เก็บได้นาน น้ำดื่ม อุปกรณ์ให้ความอบอุ่น ยารักษาโรค ชุดปฐมพยาบาล วิทยุที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก ตลอดจนการเตรียมช่องทางสื่อสารและเงินสดสำรอง
อย่างไรก็ตาม ต้องหมายเหตุว่า การแจกคู่มือดังกล่าวมีประวัติยาวนานตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสวีเดนเคยจัดทำและเผยแพร่คู่มือในปี 1943, 1952, 1961 และ 2018 ก่อนปรับปรุงเป็นฉบับที่ 5 ในปี 2024
นอกจากนี้ ยูเครนยังมีการจัดทำคู่มือในลักษณะเดียวกัน ชื่อว่า Life in Times of War: Tips on Safety, Medicine and Resistance เพื่อให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการดูแลตนเองในช่วงสงคราม ตั้งแต่วิธีการปฐมพยาบาล การรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต และการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง
กระแสกักตุนอาหารเกิดจากอะไร?
อันที่จริง การแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นไม่ใช่แนวคิดใหม่ โดยที่ผ่านมาพบว่า หลายประเทศมีระบบเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินมานานหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น หลังความเสี่ยงด้านความมั่นคงและภัยพิบัติเปลี่ยนแปลงไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ประเทศยุโรปจำนวนมากหันมาทบทวนความพร้อมรับมือความขัดแย้ง โดย Le Monde สื่อฝรั่งเศสยกตัวอย่างว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามในปี 2022 ประเทศยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออกหลายแห่งได้ยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือสงคราม ทั้งการปรับปรุงหลุมหลบภัย การฝึกอบรมประชาชน การเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการจัดทำแผนอพยพ โดยนำบทเรียนจากสงครามยูเครนมาปรับใช้กับระบบป้องกันภัยพลเรือน
ความตื่นตัวดังกล่าวยังสะท้อนผ่านยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ของสหภาพยุโรป (EU) ในปี 2025 โดยประกาศส่งเสริมความร่วมมือในการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมมีแนวทางสนับสนุนให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตด้วยตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศส่งเสริมการสำรองอาหารมาอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีญี่ปุ่นที่มักเผชิญเหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิ และภูเขาไฟระเบิด
น่าสนใจว่า เว็บไซต์ของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่นได้ยกตัวอย่างบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกในปี 2011 ว่า ภัยพิบัติดังกล่าวทำให้ระบบขนส่งและกระจายสินค้าได้รับผลกระทบ เมื่อประชาชนในบางพื้นที่ต้องรอเข้าถึงอาหารถึง 3 วัน ขณะที่การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในบางพื้นที่ใช้เวลามากกว่า 1 สัปดาห์ ส่วนการฟื้นฟูระบบน้ำประปาใช้เวลามากกว่า 10 วัน
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการสำรองอาหารในระดับครัวเรือน โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เผยแพร่คู่มือตั้งแต่เดือนมีนาคม 2019 เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังส่งเสริมแนวทาง Rolling Stock ซึ่งแนะนำให้ประชาชนซื้ออาหารที่บริโภคเป็นประจำเก็บไว้มากกว่าปริมาณที่ใช้ตามปกติเล็กน้อย จากนั้นจึงทยอยบริโภคตามวันหมดอายุ และซื้อเติมในปริมาณที่ใช้ไป เพื่อให้มีอาหารสำรองอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารจำนวนมากในคราวเดียว นับเป็นภาพสะท้อนว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติคือเรื่องในชีวิตประจำวันที่ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุฉุกเฉิน
กักตุนอาหารทั่วโลก สัญญาณสงครามครั้งใหญ่หรือไม่?
แม้ความเคลื่อนไหวของหลายประเทศจะสร้างความกังวลว่า โลกกำลังเตรียมพร้อมรับสงครามครั้งใหญ่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า การรณรงค์ให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นเป็นผลมาจากคำเตือนร่วมกันว่า สงครามครั้งใหญ่ในระดับโลกกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลแต่ละประเทศมีเป้าหมายแตกต่างกัน โดยญี่ปุ่นมุ่งรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ อังกฤษให้ความสำคัญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และการหยุดชะงักของบริการพื้นฐาน ขณะที่หลายประเทศในยุโรปเพิ่มความพร้อมด้านความมั่นคงจากความกังวลเกี่ยวกับรัสเซีย
อย่างไรก็ดี ในอีกมุมหนึ่ง แม้รัฐบาลจะรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมเสบียงไว้ล่วงหน้า แต่ในทางปฏิบัติ ครัวเรือนจำนวนมากอาจไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทั้งนี้ ผลสำรวจ UK Public Survey of Risk Perception, Resilience and Preparedness 2026 ของรัฐบาลอังกฤษพบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 13% ที่รู้สึกว่า ครัวเรือนของตนมีความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในระดับสูงสุด ขณะที่ 50% ระบุว่า มีความพร้อมเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความพร้อมเลย
น่าสนใจว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 29% ระบุว่า ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับซื้อสิ่งของเพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ขณะที่อีก 18% มีข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บสิ่งของ นับเป็นภาพสะท้อนว่า แม้การสำรองอาหารจะเป็นคำแนะนำที่ประชาชนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง แต่ข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพความเป็นอยู่ก็อาจทำให้บางครัวเรือนไม่สามารถเตรียมเสบียงตามระยะเวลาที่รัฐบาลแนะนำได้
สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในระดับประเทศ โดยเฉพาะความสามารถของรัฐบาลในการรักษาระบบสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานให้ดำเนินต่อไปได้ รวมถึงการจัดสรรความช่วยเหลือให้กับประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ในช่วงแรกของวิกฤต
ภาพ: Ciro De Luca / Reuters
อ้างอิง:
- https://economictimes.indiatimes.com/news/new-updates/is-the-world-preparing-for-war-why-us-uk-japan-and-europe-are-ringing-emergency-alarm-bells/articleshow/135256165.cms
- https://www.bbc.com/news/articles/cwd094x57p32o
- https://www.bbc.com/news/articles/cwy8l1xjd31go
- https://civil-protection-humanitarian-aid.ec.europa.eu/what/civil-protection/stockpiling_en
- https://cssh.northeastern.edu/policyschool/stockpile-food-water-and-medicines-why-governments-across-europe-are-preparing-citizens-for-emergencies/
- https://fortune.com/2026/10/26/pentagon-fortress-bases-90-days-off-grid-uk-be-ready-stockpile/
- https://www.wionews.com/trending/doomsday-warning-why-governments-are-warning-people-to-stockpile-emergency-supplies-for-72-hours-1793237491954#goog_rewarded
- https://www.asiae.co.kr/en/article/2026102808353250408
- https://www.youtube.com/watch?v=MaIFGhaKF_s
- https://www.wsj.com/economy/a-food-crisis-could-follow-the-energy-crisis-4c28609b

