ตลาดการเงินโลกกำลังจะเดือนตุลาคม โดยที่สินทรัพย์อย่างหุ้นเทคโนโลยี ทองคำ และบิตคอยน์ ต่างปรับตัวลงพร้อมกัน ท่ามกลางความกังวลว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI มหาศาลจะสร้างผลตอบแทนได้ทันหรือไม่ บวกกับแรงขายทำกำไรที่ลามไปทั่วตลาด
ประเด็นสำคัญ
Nasdaq มูลค่าหายกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์
ดัชนี Nasdaq 100 ร่วงลงแล้วกว่า 5.8% ในเดือนตุลาคม คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ หลังผลประกอบการของบริษัท Big Tech ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามหนักขึ้นต่อการทุ่มงบลงทุน AI โดยเฉพาะเมื่อ Meta, Alphabet และ Amazon.com ต่างปรับเพิ่มประมาณการรายจ่ายลงทุน (CapEx) ขึ้นอีก ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้การลงทุนด้วยเงินกู้มีราคาแพงและหาเหตุผลรองรับได้ยากขึ้น
Alphabet ร่วงกว่า 12% ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการดิ่งลงรายวันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังรายได้ธุรกิจโฆษณาค้นหาซึ่งเป็นธุรกิจหลักน่าผิดหวัง และกระแสเงินสดถูกเผาผลาญเร็วขึ้นอย่างมาก ก่อนจะปรับตัวลงต่อในวันศุกร์ ด้าน Meta ประกาศแผนระดมทุนสูงเป็นประวัติการณ์ 9.75 หมื่นล้านดอลลาร์ จุดกระแสกังวลเรื่องการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น (Dilution) ส่วน Amazon ลดลง 1.4% หลังผลประกอบการไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดทั้งรายได้และกำไร พร้อมคงเป้ารายจ่ายลงทุนปี 2026 ไว้ที่ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ และมีกระแสเงินสดอิสระติดลบเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน
มีเพียง Microsoft และ SpaceX ที่สวนกระแส ด้วยผลประกอบการที่สะท้อนว่าการลงทุน AI เริ่มให้ผลตอบแทนแล้ว อย่างไรก็ตาม Microsoft มีรายงานว่าเตรียมออกหุ้นกู้ระดับลงทุนได้ในสหรัฐฯ ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบกว่า 9 ปี ตอกย้ำแนวโน้มที่บริษัท AI พึ่งพาการก่อหนี้มากขึ้น จนความกังวลเริ่มลามไปถึงตลาดตราสารหนี้ ซึ่งต้นทุนการประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้พุ่งขึ้น
J.P. Morgan คาดว่ารายจ่ายลงทุน AI ทั่วโลกจะแตะ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยเฉพาะปี 2026 ปีเดียวคาดว่าจะสูงถึง 9 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินว่ารายจ่ายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า
Intel ดิ่ง 29% แรงสุดตั้งแต่ทศวรรษ 1970
ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ตุลาคม) หุ้น Intel ร่วงลง 29% มากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 หลังให้แนวโน้มไตรมาสนี้ต่ำกว่าคาด โดยคาดกำไรต่อหุ้นที่ 0.25 ดอลลาร์ และรายได้ 1.5-1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 0.43 ดอลลาร์ และ 1.71 หมื่นล้านดอลลาร์ สาเหตุมาจากตลาด PC ที่ซบเซาจากต้นทุนหน่วยความจำและชิ้นส่วนที่พุ่งสูง และเหตุระเบิดที่โรงงานในอิสราเอลเมื่อต้นเดือน ซึ่งทำให้ต้องหยุดการผลิตเป็นเวลานานและสูญเสียรายได้ราว 600 ล้านดอลลาร์ใน 2 ไตรมาส โดยผู้บริหารคาดว่าตลาด PC จะชะลอตัวต่อไปอย่างน้อยถึงครึ่งแรกของปีหน้า
การดิ่งลงครั้งนี้ทำให้มูลค่าหุ้น 10% ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถืออยู่หายไปราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้นที่ Nvidia ถืออยู่มูลค่าลดลงราว 6 พันล้านดอลลาร์ แม้ก่อนประกาศงบหุ้น Intel จะพุ่งขึ้นมาแล้วราว 150% ในปีนี้ แรงขายยังลามไปทั้งกลุ่มชิป โดย Qualcomm ร่วง 11%, Broadcom ลดลงกว่า 5% และ Nvidia ลดลง 4%
ในวันเดียวกัน ดัชนี Nasdaq Composite ปิดลบ 2.9% ที่ราว 25,437 จุด ส่วน S&P 500 ลดลง 1.8% สู่ 7,580.07 จุด ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน และ Dow Jones ลดลง 1.1% สู่ 51,770.31 จุด
Matt Orton หัวหน้านักยุทธศาสตร์ตลาดของ Raymond James มองว่าเหตุการณ์นี้ยังไม่ใช่ “จุดชำระบัญชี” ของตลาด แต่เป็นจังหวะที่นักลงทุนควรทบทวนว่าการถือครองหุ้นกลุ่มนี้ยังกระจุกตัวสูง แม้ปัจจัยพื้นฐานจะยังแข็งแกร่ง
ทองคำหลุด 3,900 ดอลลาร์ เงินดิ่งกว่า 6%
แรงเทขายในตลาดหุ้นกดดันให้เกิดการขายสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องลามมาถึงโลหะมีค่า ราคาทองคำสปอตลดลง 141.60 ดอลลาร์ หรือ 3.52% สู่ราว 3,879.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโลหะเงินดิ่ง 6.06% สู่ราว 49.02 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศเปิดตลาดเช้านี้ (31 ตุลาคม) ร่วงลง 1,550 บาทต่อบาททองคำ ลดลงมาอยู่ที่ 62,000 บาทต่อบาททองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำในปีนี้ ปรับตัวลดลง 2,750 บาท จากปีก่อนหน้า
ทองคำยังร่วงลงแม้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีจะลดลงสู่ราว 4.93% และความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซจะทวีขึ้นหลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีอีกครั้ง สะท้อนว่าแรงขายล้างพอร์ตและแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดมีน้ำหนักมากกว่าแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยน้ำมันดิบเบรนต์สัญญาเดือนธันวาคมปิดที่ 117.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นราว 13.6% ขณะที่ WTI ปิดที่ 104.12 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15.2% ในเดือนเดียว ประกอบกับดัชนี Core PCE เดือนกันยายนเร่งขึ้นสู่ 3.1% ทำให้ตลาดยังคาดการณ์ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม หลังการประชุมล่าสุดที่คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75-4.00% มีกรรมการ 2 คนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25%
บิตคอยน์ทั้งเดือนลบกว่า 7% หลัง Binance ถูกแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ฝั่งตลาดคริปโตเผชิญแรงเทขายหนักเช่นกัน หลัง Binance กระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกแฮ็กสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดี ฉุดราคาบิตคอยน์ซึ่งช่วงต้นวันเพิ่งพุ่งเข้าใกล้ 82,000 ดอลลาร์จากตัวเลข GDP สหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ให้ร่วงลงไปแตะ 76,320 ดอลลาร์ ต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม
แม้ราคาจะพยายามฟื้นตัวขึ้นไปใกล้ 79,000 ดอลลาร์ในวันศุกร์ แต่ก็ถูกแรงขายกดกลับลงมา โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ราว 77,255 ดอลลาร์ ลดลง 4.7% ในรอบวัน ทำให้บิตคอยน์มีแนวโน้มปิดเดือนตุลาคมด้วยการลดลงกว่า 7% และขาดทุนตั้งแต่ต้นปีกว่า 11% มูลค่าตลาดของบิตคอยน์ลดลงเหลือ 1.55 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตทั้งระบบอยู่ที่ราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์
ความผันผวนรุนแรงทำให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ในตลาดคริปโตรวม 1.66 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นสถานะ Long ถึง 1.45 พันล้านดอลลาร์ เฉพาะบิตคอยน์ถูกล้างพอร์ตราว 556 ล้านดอลลาร์ โดย 83% หรือราว 464 ล้านดอลลาร์เป็นสถานะ Long ตามข้อมูลของ Coinglass
Ryan Kirkley ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Global Settlement Network มองว่าการที่กระดานเทรดใหญ่ที่สุดในโลกต้องพึ่งการอายัดฉุกเฉินและคำสัญญาชดใช้ความเสียหายเพื่อควบคุมเหตุการณ์ระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ถือเป็นปัญหาร้ายแรงของอุตสาหกรรมที่กำลังขอให้นักลงทุนสถาบันนำเงินเข้ามามากขึ้น พร้อมชี้ว่าภัยคุกคามที่แท้จริงของวงการคริปโตไม่ได้มาจากฝั่งกฎหมาย แต่มาจากอาชญากรรมไซเบอร์และ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง:
- https://www.cnbc.com/2026/10/30/amazon-intel-earnings-big-tech-ai-spending-concerns.html
- https://www.reuters.com/business/media-telecom/nasdaq-faces-2-trillion-wipeout-october-ai-spending-fears-deepen-2026-10-30/
- https://www.kitco.com/news/article/2026-10-30/gold-falls-below-3900-silver-tumbles-wall-street-selloff-triggers
- https://xn--42cah7d0cxcvbbb9x.com/
- https://news.bitcoin.com/market-updates/bitcoin-rebounds-above-77k-binance-hack-keeps-traders-edge/

