×

‘เจ้าสัวธนินทร์’ มองโลกอนาคตจำนวนประชากรหุ่นยนต์ จะแซงคน ซีพีจับมือทุนจีน ลุยผลิต ‘Humanoid Robot’ ขายทั่วไป เตรียมส่งประจำการโรงงาน-หน้าร้านสาขา

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2026
ธนินท์ เจียรวนนท์ พูดบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ร่วมกับ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจแห่งอนาคตและข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย บนเวที World-Class Thinking, Thai Transformation / เรียนรู้วิธีคิดระดับโลก ยกระดับเศรษฐกิจไทย ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดยมี นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด เป็นผู้ดำเนินรายการ ประเด็นสำคัญครอบคลุมตั้งแต่การร่วมทุนผลิตหุ่นยนต์ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การปฏิรูปภาคเกษตรกรรม ไปจนถึงการดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลก

 

 
 

ธนินท์ เจียรวนนท์ ระบุว่าเทคโนโลยีและ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกจะทำให้ประชาชนทุกคนเก่งขึ้นหากรู้จักนำไปใช้ โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้นำหลักสูตรจากทั่วโลกมาสอนบุคลากรเพื่อให้ทำงานน้อยลงแต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้น พร้อมย้ำว่านโยบายขององค์กรคือการทำสินค้าที่ดีและราคาถูกลงด้วยการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนทุกขั้นตอน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านอาจทำให้เกิดการตกงานเพียงชั่วคราว แต่จะสร้างอาชีพและธุรกิจใหม่ๆ ตามมา เหมือนยุคที่สหรัฐอเมริกาเริ่มใช้รถแทรกเตอร์เมื่อกว่า 100 ปีก่อน หรือปัจจุบันที่คนเพียง 1-2 คนสามารถใช้ AI สร้างภาพยนตร์สั้นและทำธุรกิจเองได้โดยมี AI เป็นเลขาและนักกฎหมาย

 

สำหรับการลงทุนด้านหุ่นยนต์ ธนินท์ เล่าว่าได้ตัดสินใจร่วมทุนกับนักวิทยาศาสตร์หนุ่มชาวจีนวัย 33 ปี ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นคนอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีของจีนในปี 2025 ซึ่งเคยสร้างสตาร์ตอัปด้านชิปกับอาจารย์และขายธุรกิจได้ในราคา 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่อายุ 25 ปี การร่วมทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อนำหุ่นยนต์มาใช้ป้องกันความผิดพลาดและลดต้นทุนใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ภาคเกษตรที่งานยากลำบาก โรงงานและศูนย์กระจายสินค้า (DC) รวมถึงธุรกิจค้าปลีกที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อทดแทนกะกลางคืน 2 ผลัดที่คนไม่ค่อยอยากทำ

 

ธนินท์ ประเมินว่าด้วยเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสอนหุ่นยนต์ ทำให้ปัจจุบันใช้เวลาเพียง 9-10 เดือนก็เริ่มมีหุ่นยนต์ที่พอใช้งานได้ และคาดว่าจะพัฒนาจนเก่งไม่แพ้มนุษย์อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ส่วนผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าภายใน 3 ปีจะสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่มีหน้าตาและกล้ามเนื้อใบหน้าเหมือนมนุษย์ได้

 

อย่างไรก็ตาม ธนินท์ เจียรวนนท์ มองว่าอาจไม่จำเป็นต้องสร้างให้เหมือนคนจริงจนน่าตกใจ ขอเพียงทำงานคล่องแคล่วและบริการดีก็เพียงพอ โดยคาดการณ์ว่าในอนาคต จำนวนหุ่นยนต์ในโลกอาจมีมากกว่าประชากรมนุษย์ถึงเท่าตัวหรืออาจสูงถึง 3 เท่า หรือมากกว่า 8,000 ล้านตัว หรืออาจไปถึงระดับถึง 24,000 ล้านตัว โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจะสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่มีใบหน้าและการแสดงออกคล้ายมนุษย์ได้ และภายในไม่เกิน 10 ปี หุ่นยนต์จะมีความสามารถรอบด้านเทียบเท่ามนุษย์

 

อย่างไรก็ตาม ซีพีเน้นที่ความคล่องแคล่ว แม่นยำ ไม่ผิดพลาด และมีใจบริการ ไม่จำเป็นต้องเหมือนมนุษย์จนเกินไป

 

ในแง่ธุรกิจ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์มีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ใหม่แบบก้าวกระโดดหลายเท่าตัว เพราะหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด และไม่ต้องกังวลเรื่องสวัสดิการแรงงาน

 

พลังงานและน้ำ โครงสร้างพื้นฐานชี้ชะตาเศรษฐกิจและเกษตรไทย

 

เมื่อทั้ง Data Center ที่ขาย Token ผ่านออนไลน์ หุ่นยนต์ และยานยนต์ล้วนต้องใช้ไฟฟ้า ธนินท์ เจียรวนนท์ จึงชี้ว่าเรื่องสำคัญลำดับแรกที่ประเทศไทยต้องเตรียมให้พร้อมคือการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุน Data Center จากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์เองก็จำเป็นต้องทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ใน Data Center ของตนเอง โดยมองว่าช่วงแรกไทยยังต้องใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้านในการปั่นไฟ ส่วนในระยะยาวมองว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมีความปลอดภัย สะอาด และทำให้ค่าไฟถูกลง ซึ่งคาดว่าเทคโนโลยีจะพร้อมราวปี 2030

 

ในภาคเกษตรกรรมที่มีแรงงานไทยอยู่กว่า 10 ล้านคน ธนินท์ มองว่าประเทศไทยมีดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย แต่ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง หากจัดการเรื่องน้ำให้เพียงพอ สินค้าเกษตรของไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 เท่า คุณภาพดีขึ้น และรัฐบาลไม่ต้องใช้งบอุดหนุน โดยมี 2 เงื่อนไขสำคัญคือ การรวมที่ดินแปลงเล็กเป็นแปลงใหญ่โดยให้เกษตรกรเป็นผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ดินเพื่อใช้เครื่องจักรและแทรกเตอร์ไร้คนขับทำงานได้ 24 ชั่วโมง และการสร้างแหล่งเก็บน้ำหรือขุดลอกแม่น้ำพร้อมฝังท่อเพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ขายให้เกษตรกรคล้ายระบบน้ำประปา

 

ธนินท์ เจียรวนนท์ เสนอว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาลงทุนระบบชลประทานเอง แต่ควรแก้กฎหมายและออกกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาลงทุนสร้างและเก็บรายได้จากการขายน้ำ โดยรัฐได้ภาษีและได้ทรัพย์สินคืนเมื่อครบกำหนด นอกจากนี้ยังสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีพัฒนาพันธุ์พืชและการตัดต่อยีนเพื่อป้องกันแมลง ซึ่งช่วยประหยัดค่าพ่นยาได้ไร่ละหลายพันบาทเหมือนที่สหรัฐอเมริกาทำมาหลายสิบปี รวมถึงแนะให้เน้นปลูกผลไม้เศรษฐกิจอย่างมังคุดและทุเรียน ซึ่งทุเรียนยังมีโอกาสขยายตลาดในเอเชียได้อีกอย่างน้อย 10 เท่า

 

แจงปมปลาหมอคางดำและกะเพรา ย้ำทำถูกต้องเพื่อควบคุมคุณภาพ

 

ต่อคำถามที่สังคมสงสัย ธนินท์ เจียรวนนท์ ชี้แจงกรณีปลาหมอคางดำว่า บริษัทได้ขออนุญาตนำเข้ามาอย่างถูกต้องเพื่อทดสอบปรับปรุงพันธุ์ แต่เมื่อพบว่าไม่คุ้มค่าจึงได้ทำลายไปทั้งหมดโดยที่ภาครัฐรับรู้ทุกขั้นตอน

 

พร้อมยืนยันว่าสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอยู่ในแหล่งน้ำปัจจุบันมีผลวิเคราะห์ยีนและคอลลาเจนคนละสายพันธุ์กับที่บริษัทเคยสั่งเข้ามา “ปลาหมอคางดำไม่ใช่ของ CP 100% อันนี้ยืนยันได้นะครับ”

 

ส่วนประเด็นการปลูกกะเพรา ธนินท์ อธิบายว่ากะเพราเป็นพืชราคาถูกที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ บริษัทเพียงคัดเลือกมา 4 สายพันธุ์เพื่อปลูกใกล้โรงงานสำหรับผลิตอาหารอย่างไก่ผัดใบกะเพราและหมูผัดใบกะเพรา โดยไม่เคยนำไปขายแข่งในตลาด เหตุผลที่ต้องปลูกเองและจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์เป็นเวลา 12 ปีก่อนตกเป็นสมบัติของชาติ ก็เพื่อให้รสชาติอาหารคงที่ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าพื้นที่ปลูกไม่ทำลายป่าและไม่มีสารเคมีตกค้าง เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องบริโภคทั้งใบและต้น

 

แนะรัฐกล้าดึงคนเก่งเข้าไทย 5 ล้านคน พร้อมปรับองค์กรรับวิกฤตทุกวัน

 

สำหรับการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง ธนินท์ ยกกรณีศึกษาเขตผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ที่มีขนาดเศรษฐกิจเกือบเท่าประเทศไทย ซึ่งออกกฎเกณฑ์ดึงคนเก่งจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาได้ 40,000 คน และสามารถสร้างงานต่อเนื่องให้คนจบใหม่ได้ถึง 200,000 คน หรือคิดเป็น 5 เท่า โดยรัฐให้เงินอุดหนุนค่าครองชีพและที่พักอาศัย จึงเสนอว่ารัฐบาลไทยต้องกล้าให้สิทธิประโยชน์ในระดับเดียวกับสิงคโปร์เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในไทยราว 5 ล้านคน หรือคิดเป็นเพียง 7% ของประชากรไทย เพื่อทดแทนอัตราการเกิดที่ลดลงและช่วยสร้างงานสร้างเมืองใหม่โดยไม่แย่งงานคนไทย

 

ในด้านการบริหารราชการและองค์กร ธนินท์ เจียรวนนท์ แนะให้ภาครัฐเปลี่ยนการทำงานจากระบบไซโลเป็นเส้นตรงที่มีผู้รับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนที่เซี่ยงไฮ้กำลังดำเนินการ พร้อมเสนอแนวคิดให้ลดขนาดราชการลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและจ่ายเงินเดือนข้าราชการที่เหลือให้สูงขึ้น ขณะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์เองได้เปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่เคยบอกว่าความสำเร็จดีใจได้วันเดียว มาเป็นการมองว่าทุกวันมีวิกฤตเหมือนที่ผู้บริหารบริษัทผิงอันใช้ปลุกเร้าพนักงาน 1.8 ล้านคน โดย CP ได้ปรับลดลำดับชั้นการบริหารจาก 5-6 ชั้น เหลือเพียง 2 ชั้น เพื่อกระจายอำนาจให้คนรุ่นใหม่ที่อยู่หน้างานตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันทีโดยมี AI คอยติดตามผล “ชี้แนะ ห้ามชี้นำ แล้วให้เขามีโอกาสตัดสินใจครับ เพราะเขาอยู่หน้างาน เราอยู่หลังงาน”


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories