ดินแดนปลายด้ามขวานที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ภารกิจรักษาความมั่นคงที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิต… แต่ดูเหมือนว่าสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กำลังถูกลิดรอน
ประเด็นสำคัญ
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการ เมื่อมีการเผยแพร่คำสั่งปรับลดงบประมาณประจำปี 2570 นำมาสู่การหั่นเบี้ยเลี้ยง ของตำรวจชั้นประทวนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางเสียงสะท้อนถึงความเดือดร้อนแสนสาหัส และท่าทีของฝ่ายบริหารระดับสูงที่ขัดแย้งกันเองจนสร้างความสับสน
THE STANDARD ชวนเจาะลึกปมปัญหาหั่นเบี้ยเลี้ยงสีกากี สำรวจตัวเลขที่หายไปจากกระเป๋า เสียงสะท้อนจากสภาผู้แทนราษฎร และทางออกของวิกฤตศรัทธาที่รัฐบาลต้องเร่งกอบกู้ ก่อนที่แนวร่วมอาชญากรรมจะฉวยโอกาสจากความขาดแคลน
ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่เป็นระยะแบบไม่ทิ้งช่วงนานนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการยังคงต้องทำหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ทว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา กลับมีเอกสารซึ่งเปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ถูกเผยแพร่ เมื่อศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ได้ส่งหนังสือเวียนกำชับแนวทางการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2570
สาระสำคัญของหนังสือฉบับดังกล่าว ระบุชัดเจนว่าในปีงบประมาณ 2570 ศปก.ตร.สน. ได้รับการจัดสรรงบดำเนินงานลดลงจากปี 2569 รวมกว่า 429 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นส่วนของงบค่าเบี้ยเลี้ยง ที่ลดลงถึงกว่า 314 ล้านบาท
ผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากตัวเลขงบประมาณที่หดหาย คือความจำเป็นต้องปรับลดอัตราเบี้ยเลี้ยงของตำรวจชั้นประทวนทุกสายงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
การปรับลดครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเศษเงินทอน แต่เป็นเม็ดเงินหลักพันบาทที่กระทบต่อปากท้องและการดำรงชีวิตของครอบครัวตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
‘เบี้ยเลี้ยง’ ที่หายไป ภาระบนบ่าผู้เสี่ยงภัย
หากเปรียบเทียบอัตราเบี้ยเลี้ยงที่ถูกปรับลดลง จะพบว่าผลกระทบนั้นกระจายตัวไปในทุกสายงานปฏิบัติการ โดยมีรายละเอียดดังนี้
กลุ่มหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) และ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ภ.จว.: กลุ่มนี้ถือเป็นกำลังหลักในการเผชิญเหตุและสืบสวนหาข่าวในพื้นที่อันตราย เบี้ยเลี้ยงถูกปรับลดจากอัตราเดิม 6,700 บาทต่อคนต่อเดือน เหลือเพียง 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็นส่วนต่างที่ลดลงถึง 1,700 บาทต่อเดือน (ลดลงประมาณ 25.4%) หากคำนวณตลอดทั้งปี ยอดเงินจะหายไปถึง 20,400 บาทต่อคน
กลุ่มสายงานอำนวยการ, ปราบปราม, จราจร และสืบสวนสอบสวน: ปรับลดจากอัตราเดิม 5,680 บาทต่อคนต่อเดือน เหลือเพียง 4,300 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็นส่วนต่างที่ลดลง 1,360 บาทต่อเดือน (ลดลงประมาณ 26.6%) รวมเป็นยอดเงินที่หายไปตลอดทั้งปี 18,720 บาทต่อคน
กลุ่มตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.): ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะสายปฏิบัติการที่ต้องลาดตระเวนแนวชายแดน ถูกปรับลดจากอัตราเดิม 6,780 บาทต่อคนต่อเดือน เหลือเพียง 3,820 บาทต่อคนต่อเดือน (เม็ดเงินหายไปถึง 2,960 บาทต่อเดือน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของที่เคยได้รับ) ขณะที่ฝ่ายอำนวยการของ ตชด. ปรับลดเหลือเพียง 2,800 บาทต่อคนต่อเดือน
ตัวเลขหลักพันบาทที่หายไปสำหรับผู้บริหารระดับสูงอาจดูไม่มาก แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ชั้นประทวน เงินจำนวนนี้คือค่านมลูก ค่าเทอม ค่าเช่าบ้าน และค่าดูแลบุพการี การปรับลดเบี้ยเลี้ยงจึงเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดหล่อเลี้ยงครอบครัวของผู้ที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องปลายด้ามขวาน
ข่าวมั่ว หรือ ยอมรับความจริง ? ชวนมองท่าทีฝ่ายบริหาร
วิกฤตเรื่องเม็ดเงินที่หายไปได้ลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาและการสื่อสาร เมื่อฝ่ายบริหารระดับสูงของประเทศและองค์กรตำรวจมีท่าทีและการชี้แจงที่ขัดแย้งกันสิ้นเชิง
ในมุมของฝ่ายผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) ได้ระบุว่าเดินทางเข้าพบอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวเพื่อนำเรียนสภาพปัญหา พร้อมระบุว่านายกรัฐมนตรีได้รับปากจะช่วยดูแลสิทธิประโยชน์ของกำลังพล
แต่ในเวลาต่อมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กลับให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนโดยปฏิเสธเรื่องการตัดเบี้ยเลี้ยง ยืนยันว่าไม่มีการตัดลดใดๆ และอ้างว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นข่าวมั่ว หรือเกิดความเข้าใจผิดพลาดในระดับปฏิบัติการ
ความสับสนพุ่งถึงขีดสุดเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษก ตร. ต้องออกมายอมรับความจริงว่า งบประมาณในภาพรวมที่ได้รับจัดสรรนั้นลดลงจริงตามเอกสารที่ปรากฏ
โฆษก ตร. ชี้แจงว่า ผบ.ตร. ได้รับทราบปัญหาและกำชับหัวหน้าหน่วยให้บริหารจัดการงบประมาณภายในภายใต้หลักการงานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย พร้อมเร่งหาทางออกด้วยการเตรียมเสนอขอจัดสรรงบกลางจากรัฐบาลเข้ามาชดเชย
ความขัดแย้งในการสื่อสารครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตัวโตในหมู่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและประชาชนว่า ตกลงแล้วรัฐบาลได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยหรือไม่ หรือเอกสารทางราชการที่ออกโดย ศปก.ตร.สน. กลายเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดตามที่ผู้นำประเทศอ้าง?
เสียงสะท้อนจากสภาฯ “ดูแลตอนเป็น ดีกว่าปูนบำเหน็จตอนตาย”
ปัญหาเบี้ยเลี้ยงตำรวจชายแดนใต้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วสีกากี แต่ได้ลุกลามเข้าสู่เวทีสภาผู้แทนราษฎร สส. ในพื้นที่และฝ่ายค้านที่ออกมาเป็นปากเป็นเสียงแทนเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ไม่อาจเรียกร้องสิทธิของตนเองได้โดยตรง
จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเรื่องร้องทุกข์จากตำรวจชั้นผู้น้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของสงขลา เข้ามาสะท้อนในสภาฯ โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหา พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเงินเบี้ยเลี้ยงหลักพันบาท ว่ามีความหมายอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต เป็นทั้งค่านมลูกและค่าใช้จ่ายดูแลครอบครัว
สส.จูรี ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “รัฐบาลควรหันมาดูแลและสนับสนุนกำลังพลในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าการมาปูนบำเหน็จเลื่อนยศและมอบเงินชดเชยให้หลังจากที่พวกเขาต้องเสียชีวิตไปแล้ว”
ขณะเดียวกัน รอมฎอน ปันจอร์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาจี้รัฐบาลให้ชี้แจงความจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่างคำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีกับเอกสารคำสั่งของราชการ
นอกจากนี้ รอมฎอนยังคัดค้านแนวคิดการบริหารงบประมาณที่อ้างว่า ต้องตัดเบี้ยเลี้ยงเพราะมีการเพิ่มจำนวนบุคลากรจึงต้องนำงบก้อนเดิมมาเฉลี่ยจ่าย โดยมองว่าเป็นแนวคิดการบริหารราชการแผ่นดินที่ประหลาด
ที่สำคัญ รอมฎอนยังได้ทักท้วงและตำหนิการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO (Information Operation) ของหน่วยงานความมั่นคงบางเพจ ที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็น โจมตีสภาผู้แทนราษฎรและ สส. ว่าเป็นต้นเหตุในการตัดงบประมาณ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการบิดเบือนกลไกงบประมาณและปกปิดความจริงจากตำรวจชั้นผู้น้อย ยืนยันว่าจะใช้ทุกช่องทางในสภาฯ ตรวจสอบเรื่องนี้จนกว่าจะมีความกระจ่าง
เมื่อความขาดแคลนเปิดช่องให้อาชญากรรมและการทุจริต
ในมิติของนักวิชาการด้านความมั่นคง ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของสวัสดิการแรงงาน แต่คือรอยรั่วของความมั่นคงแห่งชาติ รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยาและนวัตกรรมความปลอดภัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้วิเคราะห์ไว้ในรายการ นิวส์รูม ห้องข่าวไทยพีบีเอส ถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจและน่ากังวลใจ
รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ ชี้ว่า การทำงานในชายแดนใต้มีความเสี่ยงภัยสูงกว่าพื้นที่ปกติ การปรับลดเบี้ยเลี้ยงย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อขวัญกำลังใจ และลดแรงจูงใจของเจ้าหน้าที่ สิ่งที่น่าเศร้าคือ ปัญหางบประมาณของตำรวจระดับปฏิบัติการขาดแคลนมาอย่างยาวนานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันรถสายตรวจ เสื้อเกราะ หรืออุปกรณ์จำเป็นที่ไม่เพียงพอ จนหลายครั้งพนักงานสอบสวนหรือผู้ปฏิบัติงานต้องควักเงินส่วนตัวสำรองจ่าย เมื่อเบี้ยเลี้ยงถูกหั่นลงอีก ยิ่งเป็นการซ้ำเติมและสร้างภาระแสนสาหัส
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในมุมมองอาชญาวิทยา คือ การทุจริตเชิงโครงสร้าง งานวิจัยสะท้อนชัดเจนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐขาดแคลนทรัพยากรขั้นพื้นฐานและขวัญกำลังใจตกต่ำ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นจุดอ่อน ที่เปิดช่องให้กลุ่มอาชญากรรม เครือข่ายยาเสพติด หรือกลุ่มอิทธิพลผิดกฎหมาย เข้ามายื่นข้อเสนอผลประโยชน์และซัพพอร์ตทรัพยากรแทนรัฐ หากปล่อยให้ปัญหานี้หมักหมมสะสม มันอาจลุกลามจากการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล ไปสู่การที่เจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งในการค้ำยันองค์กรอาชญากรรมเสียเอง
นอกจากนี้ กรณียังสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการตำรวจ ที่มักได้รับมอบหมายภารกิจหลากหลายและเสี่ยงภัย แต่ระบบงบประมาณกลับไม่จัดสรรให้สอดคล้องรองรับ กระบวนการจัดทำและชี้แจงงบประมาณยังมีข้อจำกัด ตำรวจชั้นประทวนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า ไม่มีสิทธิ์มีเสียงหรือช่องทางในการสะท้อนปัญหาไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจในส่วนกลาง
จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนได้พยายามเสนอแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
- การอัดฉีดงบกลางต่อลมหายใจเร่งด่วน: แนวทางที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พยายามผลักดัน คือการประสานรัฐบาลเพื่อขอรับการจัดสรรงบกลาง เข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ 314 ล้านบาทที่หายไป เพื่อให้เบี้ยเลี้ยงของกำลังพลกลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามเดิมในระยะต่อไป
- การเกลี่ยงบประมาณภายในยึดหลักงานไม่เสีย-ขวัญไม่เสีย: ผบ.ตร. ได้มอบอำนาจให้ ผบช.ภ.9 เร่งบริหารจัดการงบประมาณภายในหน่วยงาน โดยอาจใช้วิธีปรับลดงบจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน นำมาถัวเฉลี่ยจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงให้กำลังพลแทน เพื่อรักษาสวัสดิการและคุณภาพชีวิตผู้ปฏิบัติงาน
- การผลักดันเชิงโครงสร้าง ดึงท้องถิ่นร่วมดูแล: นักอาชญาวิทยาเสนอทางออกระยะยาวว่า ควรมีการปรับแก้กฎระเบียบ เปิดทางให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดสรรงบประมาณเข้ามาสนับสนุนภารกิจความปลอดภัยของตำรวจในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนชัดเจน และตรวจสอบได้ เพื่อลดการพึ่งพางบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
- เปิดช่องทางรับฟังเสียงจากรากหญ้าสีกากี: องค์กรตำรวจต้องสร้างระบบรับฟังความคิดเห็นและความต้องการที่แท้จริงจากตำรวจชั้นประทวน ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจระดับบน โดยไม่ผ่านการกรองจนบิดเบือน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณในอนาคตตอบโจทย์คนทำงานหน้างานอย่างแท้จริง
- การทำงานเชิงรุกของกลไกรัฐสภา: สส. และฝ่ายค้านต้องเดินหน้าตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานความมั่นคงต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเบียดบังงบสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ระดับล่างไปใช้ในโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด
ปัญหาการหั่นงบเบี้ยเลี้ยงตำรวจชายแดนใต้ ไม่ใช่เพียงดราม่าเรื่องเงินในกระเป๋าของข้าราชการกลุ่มหนึ่ง แต่นี่คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในการจัดลำดับความสำคัญของภาครัฐ การสื่อสารที่สับสน และระบบงบประมาณที่แข็งทื่อจนละเลยคุณค่าของคนหน้างาน
อย่างที่นักอาชญาวิทยาได้สรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “รัฐบาลไม่ควรมองแค่ว่าจะสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้เท่าไรจากการตัดลดเบี้ยเลี้ยงในครั้งนี้ แต่สิ่งที่ผู้นำประเทศต้องคำนึงถึงอย่างลึกซึ้งคือ การประหยัดเม็ดเงินในวันนี้ จะสร้าง ต้นทุน และก่อให้เกิดความสูญเสียอะไรบ้างต่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว”
หากปล่อยให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องต่อสู้กับผู้ร้ายด้วยท้องที่หิวโหยและความรู้สึกที่ถูกรัฐทอดทิ้ง สุดท้ายแล้ว… สันติภาพที่ปลายด้ามขวาน ก็อาจเป็นเพียงความหวังที่รัฐบาลไม่มีวันซื้อหามาได้ด้วยตัวเลขงบประมาณที่ประหยัดไป
อ้างอิง:

