×

11 ร้านอาหารครอบครัว จะเทศกาลไหนก็อบอุ่นและสุขใจ

29.12.2020
  • LOADING...
11 ร้านอาหารครอบครัว จะเทศกาลไหนก็อบอุ่นและสุขใจ

ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ หลายคนคงกำลังมองหาร้านอาหารครอบครัวดีๆ สำหรับสังสรรค์และกินข้าวร่วมกัน THE STANDARD POP เลยรวบรวม 11 ร้านอาหารครอบครัวในกรุงเทพฯ มาให้คุณเลือก มีทั้งร้านอาหารไทย นานาชาติ ฟิวชัน อิตาเลียน จีน ไต้หวัน ไปจนถึงฟิลิปปินส์ พร้อมเมนูเด็ดของแต่ละร้าน

 

Koffie House

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. Koffie House

Koffie House เป็นร้านกาแฟในบ้านรูปทรงแปลกตา เจ้าของร้านทั้งสองเล่าว่าขับรถผ่านบ้านหลังนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วชอบบ้านหลังนี้ แม้ว่าสองข้างทางจะเป็นสวน ยังไม่มีความพลุกพล่านระดับที่ตอนกลางคืนยังมีหิ่งห้อยให้ดู อาหารในร้านเป็นอาหารที่เจ้าของร้านทั้งสองคิดสูตรขึ้นมาเอง โดยหยิบจับเอาสิ่งที่ชอบทำกินเองในบ้าน หรือวัตถุดิบที่คนในบ้านชอบเอามาทำเป็นเมนูในร้าน แต่ละจานที่เสิร์ฟนั้นอัดแน่นทั้งปริมาณและคุณภาพ และจะทำอาหารจานต่อจานเท่านั้น ถ้าคุณมาในช่วงเวลาที่คนเยอะอาจจะต้องรออาหารสักหน่อย แต่คุณจะไม่ผิดหวังกับสิ่งที่ได้แน่นอน

 

เมนูน่าสนใจคือ คาเปลลินีผัดพริกแห้ง หอยเชลล์ฮอกไกโด ไข่ปลาแซลมอน (490 บาท) พาสต้าผัดพริกแห้ง เมนูฟิวชันที่ใครๆ ก็ต้องเคยกิน แต่ถ้าคุณได้ลองคาเปลลินีผัดพริกแห้งของทางร้านแล้วจะลืมไม่ลงเลยทีเดียว เส้นคาเปลลินีที่เล็กกว่าสปาเกตตินีทำให้รสชาติต่างๆ นั้นซึมเข้าเส้นได้ดีขึ้น บวกกับหอยเชลล์ฮอกไกโดตัวใหญ่ ชีส และไข่ปลาแซลมอน เป็นการรวมกันระหว่างอาหารสามสัญชาติ อิตาเลียน ไทย ญี่ปุ่น ที่ลงตัว หรือจะเป็นเมนูสเต๊กอย่าง ซี่โครงแกะ (850-950 บาท) เมนูที่ทางครอบครัวเจ้าของร้านชอบกินกันอยู่แล้ว เพราะได้ไปเจอกับเนื้อแกะจากผู้ค้าเจ้าหนึ่งโดยบังเอิญ เนื้อแกะเจ้านี้แทบไม่มีกลิ่นสาบแกะอยู่เลย จึงเลือกเอามาใช้ในร้าน ย่างสุกระดับเวลดันเพราะอยากให้กินมันแกะได้ด้วย

 

Koffie House

ที่อยู่: ซอยพระรามสอง 33 ถนนพระรามสอง กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 07.30-20.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/koffiehousefoodsanddrinks

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/koffie-house/

 

 

Il Bolognese

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. Il Bolognese

 

Il Bolognese เป็นร้านอาหารแบบทรัตโทเรีย (Trattoria) หรือร้านอาหารง่ายๆ สบายๆ ไม่เป็นทางการมากนักที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในเมืองหรือหมู่บ้านต่างๆ ในอิตาลี ทรัตโทเรียมักเป็นที่พบปะของเหล่าเพื่อนฝูงและที่สำหรับกินอาหารนอกบ้านของครอบครัว เพราะเมนูอาหารง่ายๆ ที่คุ้นเคย และปริมาณอาหารที่เสิร์ฟนั้นค่อนข้างเยอะ บวกกับบรรยากาศที่เป็นกันเอง แม้ทรัตโทเรียทั่วไปจะไม่เสิร์ฟพิซซ่า แต่ Il Bolognese นั้นมีเตาฟืนสำหรับทำพิซซ่าตั้งอยู่ เพราะร้านอาหารอิตาเลียนในประเทศไทยจะขาดพิซซ่าไปได้อย่างไร

 

เมนูพิซซ่าที่นี่ทำสดใหม่ทุกถาด เมื่อคุณสั่งพิซซ่าสักถาด เชฟจะค่อยๆ นวดแป้ง ทาซอส โรยหน้าพิซซ่าด้วยส่วนผสมนานาชนิด และนำไปอบในเตาฟืน ก่อนที่จะเสิร์ฟร้อนๆ ถึงโต๊ะ ถ้าคุณอยากได้ประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจ ลองสั่ง Diabla (490 บาท) พิซซ่าที่รวบรวมของเผ็ดร้อนไว้ในหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นซาลามีรสเผ็ด ไส้กรอกอิตาเลียน พริกหลายชนิด มะกอก และเพิ่มดีกรีความเผ็ดร้อนแรงด้วยการ Flambé หรือการจุดไฟตอนเสิร์ฟ ทั้งความร้อนและเผ็ดรวมกัน พิซซ่าถาดนี้จึงได้ชื่อว่า Diabla หรือที่แปลว่าปีศาจนั่นเอง ส่วนเมนูที่มีทั่วไปในร้านอาหารแบบทรัตโทเรียก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากพาสต้า คอมฟอร์ตฟู้ดของชาวอิตาเลียน Linguine Alle Vongole Italian (570 บาท) เส้นลิงกวิเนกับหอยวองโกเล หรือจะเป็น Cozze Alla Marinara (490 บาท) หอยแมลงภู่ในซอสอาราเบียตาสีแดงรสชาติเผ็ดร้อน

 

Il Bolognese

ที่อยู่: 139/3 ซอยสาทร 7 ถนนสาทรใต้ กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 17.30-22.30 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://ilbolognesebangkok.com/

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/il-bolognese/

 

 

Taipei Kitchen

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. Taipei Kitchen

 

Taipei Kitchen เมื่อคุณได้มาทำความรู้จักกับร้านอาหารไต้หวันแห่งนี้แล้ว คุณจะอยากบินไปไต้หวันเสียตอนนี้เลย ด้วยบรรยากาศการตกแต่งแบบบ้านๆ เฟอร์นิเจอร์ไม้ธรรมดา โคมสีแดง ลูกค้าชาวไต้หวันและชาวจีนคนอื่นๆ ที่นั่งคุยกันด้วยภาษาจีน เมนูอาหารไต้หวันที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา

 

เมื่อมาร้านอาหารไต้หวัน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เสี่ยวหลงเปาหมู (160 บาท) เมนูติ่มซำที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยแป้งเหนียวนุ่มและไส้ที่มีทั้งหมูสับและน้ำซุป เวลากินแนะนำให้คีบขึ้นมาใส่ช้อน เทจิ๊กโฉ่วลงไป และคีบขิงสดมาวางไว้ข้างๆ แล้วเจาะเสี่ยวหลงเปาให้น้ำซุปไหลออกมา ด้วยวิธีนี้คุณจะได้รสชาติที่หลากหลายในหนึ่งคำ หรือจะลองเป็น เกี๊ยวหมูเสฉวน (160 บาท) เกี๊ยวไส้หมูสับที่ทางร้านทำเองตั้งแต่แป้งเกี๊ยว ราดด้วยซอสสีแดงรสชาติเผ็ดร้อนสไตล์เสฉวน เพิ่มมิติความเผ็ดชาด้วยเมล็ดฮวาเจียว

 

Taipei Kitchen

ที่อยู่: 17/4 ถนนสุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน เวลา 10.30-21.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/taipeikitchen.2020/

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/taipei-kitchen/

 

 

นิวาส

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. นิวาส

 

นิวาส Cafe & Bistro เป็นทั้งร้านอาหารไทย คาเฟ่ และบาร์ เมื่อเดินเข้ามาคุณจะพบว่าร้านถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ในส่วนที่เป็นคาเฟ่จะมีโต๊ะสำหรับวางกระจาดใส่ขนมไทยไว้ให้คุณได้เลือกขนมสำหรับกินคู่กับเครื่องดื่ม ส่วนที่เป็นร้านอาหารกับบาร์นั้นจะอยู่ติดกัน ทั้งร้านถูกตกแต่งแบบไทยโมเดิร์นเข้ากับอาหารที่เสิร์ฟ

 

นิวาสจะเสิร์ฟอาหารไทยรสชาติค่อนข้างจัด ทุกจานต้องมีพริก แม้แต่แกงจืดก็ยังมีความเผ็ดของพริกไทย โดดเด่นที่เครื่องแกงสี่ภาคซึ่งโขลกเองทุกอย่างกว่า 10 ชนิด ถ้ามากินอาหารที่นิวาสก็ควรเลือกเมนูแกงมาอย่างน้อยหนึ่งอย่าง แล้วจะพบกับความจัดจ้านถึงเครื่องในแบบของนิวาส ไม่ว่าจะเป็น แกงคั่วปลาดุกใบรา (180 บาท) ที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ ปลาดุกชิ้นโตนำมาทำเป็นแกงคั่วกับใบรา เสิร์ฟคู่กับผักพื้นบ้านที่ส่งมาจากชาวบ้านโดยตรง หรือจะเมนูที่โดดเด่นด้วยเครื่องแกงอย่าง ไก่ฆอและ (160 บาท) อาหารใต้ขึ้นชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซีย เนื้อไก่หนานุ่มกำลังดี ชุบด้วยเครื่องแกงฆอและและนำไปย่างถ่าน ทำซ้ำถึง 3 รอบจึงได้ออกมาเป็นไก่ฆอและสูตรพิเศษของนิวาส

 

นิวาส

ที่อยู่: 33 ซอยนาคนิวาส 24 ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน เวลา 10.00-23.30 น. (เริ่มเสิร์ฟอาหารเวลา 11.00 น.)

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/Nivascafe/

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/nivas-cafe-and-bistro/

 

 

ปากนัง

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. ปากนัง

 

ปากนัง เป็นร้านอาหารใต้ที่สืบทอดสูตรอาหารใต้แท้ๆ จากคุณยายที่เคยเปิดร้านอยู่ที่ปากพนัง นำมาตีความใหม่ให้ดูสดใสวัยรุ่นกว่าเดิม แต่แน่นอนว่ารสชาติดั้งเดิมก็ไม่ได้จางหายไปไหน เมื่อเข้ามาในร้านจะรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในตู้รถไฟ ทั้งที่นั่ง หน้าต่างบานใหญ่ และการเลือกใช้สี รถไฟขบวนนี้กำลังพาเราไปที่สถานีนครศรีธรรมราช และเดินทางต่อไปยังร้านอาหารของคุณยาย

 

พูดถึงอาหารใต้ก็ต้องพูดถึงฆอและ ร้านปากนังแห่งนี้ก็มีฆอและที่ไม่ธรรมดาอย่าง รวมฆอและบ้านปากนัง (280 บาท) กุ้ง ปลาหมึก และไก่ชิ้นโต เสียบไม้ย่างแล้วทาด้วยเครื่องแกงฆอและ ซึ่งใช้หอมแดง พริกชี้ฟ้าแห้ง กะทิ ได้รสชาติเผ็ดหวาน ปกติแล้วเราจะคุ้นเคยกับไก่ฆอและ แต่ฆอและของร้านมีทั้งสะโพกไก่ติดกระดูกที่เป็นส่วนที่ทำฆอและได้ดีที่สุด หมึก และกุ้ง ทางร้านใช้วิธีย่าง ชุบน้ำแกงฆอและ แล้วย่างซ้ำ 4 รอบ กว่าจะได้ออกมาเป็นรวมฆอและชุดนี้ เสิร์ฟคู่กับข้าวเหนียวขมิ้นสีเหลืองแปลกตา เพราะทางภาคใต้เมื่อถึงฤดูกาลพักยางจะมีการปลูกและเก็บขมิ้น ผู้คนจึงนิยมนำขมิ้นมาทำอาหาร

 

ปากนัง

ที่อยู่: ซอยพหลโยธิน 7 กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. (หยุดวันพุธ)

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.instagram.com/paknang.bkk/

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/paknang/

 

 

DTF

ภาพ: นวลตา วงศ์เจริญ

 

  1. DTF

 

DTF ร้านอาหารจีนในบ้านเก่าอายุกว่า 60 ปี จะมานั่งกินกี่ครั้งก็หวนคิดถึงครั้งยังเด็กที่ได้นั่งกินอาหารในภัตตาคารจีนพร้อมกับครอบครัวใหญ่ อาหารที่เสิร์ฟในร้านจึงเป็นแบบ ‘Sino-Southeast Asian Cuisine’ อาหารจากหลากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาหารไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเวียดนาม หลายจานนั้นมีพื้นฐานมาจากอาหารจีนที่นำมาปรุงแต่งให้ถูกปากกับชนชาตินั้น เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน DTF คุณจะได้ลองอาหารที่สามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้คุณได้

 

นอกจากอาหารจีนซึ่งเป็นเมนูที่ครองใจคนไทย สิงคโปร์ และมาเลเซียแล้ว ยังมีอาหารที่ทางร้านได้รับสูตรมาจากครอบครัวเจ้าของบ้านอีกด้วย อาหารหลายเมนูของ DTF นั้นเป็นอาหารที่มีวัตถุดิบหลักเป็นเป็ด และแต่ละเมนูก็สร้างสรรค์มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเมนูในซีรีส์ DFC อย่าง Duck Nuggets (120 บาท) หรือชื่อภาษาไทยกวนๆ ว่า ‘แมคนักเป็ด’ เนื้อเป็ดบดที่นำมาปั้นให้รูปทรงคล้ายกับนักเก็ต ทอดจนกรอบ จิ้มกับซอสฮอยชินเค็ทฉัพ กลายเป็นนักเก็ตสไตล์จีนๆ หรือจะเป็นเมนูกับข้าวที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านอย่าง Five Spices Roasted Duck (320 บาท) หรือเป็ดอบโอ่ง ที่เลือกใช้เป็ดพันธุ์มัสโควี นำไปหมัก 1 วัน และอบโอ่งมังกรแบบไทยๆ  2 ชั่วโมง ราดด้วยน้ำพะโล้ที่ได้มาจากการย่างเป็ด กินคู่กับซอสพริกน้ำส้มที่ใช้น้ำส้มสายชูหมักเจ้าดังในเยาวราช

 

DTF

ที่อยู่: 209 ถนนจักรพรรดิพงษ์ วัดโสมนัส ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 16.00-00.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: www.dtfbkk.com

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/dtf-chinese-original-restaurant/

 

 

Lola’s Kitchen

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. Lola’s Kitchen

 

Lola’s Kitchen บอกกับเราว่าที่นี่คือ Home of Filipino Delicacies ร้านอาหารฟิลิปปินส์แห่งนี้จึงเน้นเสิร์ฟเมนูสไตล์โฮมคุกและคอมฟอร์ตฟู้ดที่ชวนให้ชาวฟิลิปปินส์ไกลบ้านหวนคิดถึงบ้านขึ้นมา แม้ว่าการปรุงอาหารของแต่ละบ้านจะไม่เหมือนกัน ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดคือแกงส้มของภาคกลางจะมีสีส้มและมีความใส แต่แกงส้มของภาคใต้จะมีสีออกเหลืองและมีความข้นจากเนื้อปลา ทางร้านก็พยายามทำรสชาติให้ออกมากลางๆ เพื่อให้ชาวฟิลิปปินส์จากทุกภูมิภาคสามารถอิ่มเอมหัวใจกันได้

 

Chicken Adobo (200 บาท) อีกหนึ่งเมนูยอดนิยมของชาวฟิลิปปินส์ที่ถ้าไม่รู้จะกินอะไรก็เลือกเมนูนี้ไว้ก่อน เพราะทำง่ายและเป็นรสชาติที่คุ้นเคย เนื่องจากกินกันมาตั้งแต่เด็ก และแต่ละบ้านจะมีสูตรไม่เหมือนกัน บางบ้านใส่เครื่องเทศเยอะ บางบ้านใส่ซีอิ๊ว บางบ้านต้มนาน บางบ้านก็น้ำใส บางบ้านก็น้ำข้น แต่เอกลักษณ์ของเมนูนี้คือจะมีความเปรี้ยวอยู่เล็กน้อย เพราะใส่น้ำส้มสายชูลงไปเพื่อถนอมอาหาร เมนูนี้เรามอบดาวให้ไปเลยห้าดาว ยิ่งกินกับข้าวยิ่งดี

 

Lola’s Kitchen

ที่อยู่: 891 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.00-21.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/lolaskitchenbangkok/

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/lolas-kitchen/

 

 

Quaint

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. Quaint

Quaint ร้านอาหารครอบครัวสไตล์ Rustic Charming ที่เน้นความเป็นไม้ อบอุ่น รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ของตกแต่งแต่ละชิ้นนั้นมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน เพราะเป็นของที่ Mr.Q หรือเจ้าของร้านที่เป็นนักเดินทางสุดลึกลับที่ไม่เปิดเผยตัวตน เป็นผู้คัดเลือกมาจากแต่ละประเทศที่เขาเดินทางไป และนำมาไว้ที่ร้าน โดยในแต่ละเดือนร้านจะหมุนเวียนเปลี่ยนตำแหน่งของตกแต่งไปให้เกิดความรู้สึกใหม่ๆ ไม่ซ้ำเดิม

 

ความตั้งใจของร้านอาหารครอบครัวร้านนี้คืออยากนำเสนออาหารไทยแบบยกระดับให้ดูดีและสวยงาม อาหารไทยที่ร้านจึงมีความพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ต้มข่าไก่ (240 บาท) ที่ถูกปากทั้งคนไทยและต่างชาติ เพราะใช้ไก่ส่วนน่องติดสะโพกนำไปกงฟี ที่เป็นเทคนิคการถนอมอาหารชนิดหนึ่งของชาวฝรั่งเศส โดยการนำเนื้อสัตว์ไปตุ๋นในน้ำมันของเนื้อสัตว์ แต่ถึงแม้จะใช้วิธีการทำด้วยน้ำมัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะทำให้เนื้อมีความกรอบ แต่ก็ยังคงความนุ่มและฉ่ำน้ำ ไม่ได้รู้สึกมันหรือเลี่ยนเลย ส่วน ผัดไทยกุ้งย่าง (280 บาท) จานนี้มีการผสมผสานอาหารต่างประเทศเข้ามาด้วย เป็นผัดไทยใส่แผ่นตอร์ติญาที่ทอดเป็นกระทง เสิร์ฟคู่กับกุ้งเสียบไม้ย่าง จานนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจานที่ใครๆ ก็ชอบ

 

Quaint

ที่อยู่: ซอยสุขุมวิท 61 กรุงเทพฯ 

เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 10.00-24.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 15.00-24.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: www.facebook.com/QuaintBangkok/

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/quaint-bangkok/

 

 

ขมิ้น

ภาพ: นวลตา วงศ์เจริญ

 

9.ขมิ้น

 

ขมิ้น ร้านอาหารครอบครัวที่แวดล้อมด้วยสวนร่มรื่นดีไซน์สวนป่า ด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้คนใต้ซึ่งมาอยู่กรุงเทพฯ​ ได้คลายคิดถึงบ้านด้วยการรับประทานอาหารใต้ที่อร่อยถูกปากถูกใจในรสชาติที่คุ้นเคย โดยไม่ต้องเดินทางไกลกลับไปถึงบ้านเกิดที่ภาคใต้ อาหารของร้านขมิ้นจึงเน้นที่รสใต้แท้ๆ แต่แน่นอนว่าคนภาคอื่นที่ชื่นชอบรสชาติจัดจ้านก็ย่อมเอ็นจอยกันได้ด้วย และเพื่อให้มั่นใจได้ ดังนั้น เบียร์จึงคัดสรรวัตถุดิบหลายอย่างให้ส่งตรงมาจากภาคใต้เลยทีเดียว 

 

เริ่มที่ เซ็ตจังฮู้ (380 บาท) ชุดสำรับเรียกน้ำย่อยเซ็ตใหญ่ที่ถูกจัดมาพอดีคำอย่างสวยงาม ได้แก่ ไก่ใบเตย ปลาแห้งแตงโม กุ้งพันตะไคร้ แต่ที่เราว่าน่าสนใจและแสดงถึงความเป็นใต้ได้ดีมากก็คือ เมี่ยงมะม่วงเบากับหมูฆอและ ส่วนกับข้าวก็มีอาหารใต้ยอดนิยมอย่าง กุ้งผัดสะตอ (250 บาท) ซึ่งใช้กะปิดีจากชุมชนกระบี่ หรือจะเป็น ผัดผักริมรั้ว (150 บาท) ที่ใช้ทั้งผักตำลึง ผักกูด และผักหวาน ซึ่งล้วนเป็นผักริมสดรั้วมาผัดอย่างง่ายๆ ทว่าได้รสชาติที่ดี 

 

ขมิ้น

ที่อยู่: 151/3 ซอยประเสริฐมนูกิจ 2 ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน เวลา 11.00-22.30 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: www.facebook.com/camin.cuisineandcafe.th

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/camin-cuisine/

 

 

Green House Bistro

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

  1. Green House Bistro

 

Green House Bistro เป็นร้านอาหารครอบครัวบรรยากาศร่มรื่นย่านปากเกร็ด เมื่อเข้ามาในร้านจะพบกับต้นไม้มากมาย ส่วนตัวร้านเป็นลักษณะห้องกระจกที่ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ ร้านถูกแบ่งออกเป็นสองโซนคือโซนอาหารและคาเฟ่

 

อาหารที่เสิร์ฟในร้านเป็นอาหารนานาชาติ มีทั้งอาหารไทยอย่าง แกงคั่วเนื้อปูใบชะพลูเส้นหมี่ (320 บาท) รสชาติจัดจ้าน ได้ปูเป็นก้อน สปาเกตตีซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิลปูนิ่ม (350 บาท) เส้นสปาเกตตีคลุกเคล้าซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิลชุ่มฉ่ำ หอมทรัฟเฟิลเข้มข้น ด้านบนมีปูนิ่มทั้งตัว และ สเต๊กเนื้อวากิวริบอาย (950 บาท) ที่ใช้เนื้อนำเข้าจากออสเตรเลีย ตัวเนื้อมีไขมันแทรกระหว่างกล้ามเนื้อสูง ย่างมาชุ่มฉ่ำกำลังดี เสิร์ฟพร้อมมันบดร้อนและซอสสูตรพิเศษของทางร้าน

 

Green House Bistro

ที่อยู่: 20/28 หมู่ 4 ถนนชัยพฤกษ์ ปากเกร็ด นนทบุรี

เวลาเปิด-ปิด: วันอาทิตย์-พฤหัสบดี เวลา 11.00-21.00 น. และวันศุกร์-เสาร์ เวลา 11.00-22.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/greenhouse.bistro29/

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/green-house-bistro/

 

 

หมูไปไก่มา

ภาพ: นวลตา วงศ์เจริญ

 

  1. หมูไปไก่มา

 

หมูไปไก่มา ร้านอาหารอีสานบรรยากาศดีย่านใจกลางเมือง บ้านที่น่ารักหลังนี้มีอาหารอีสานรสเด็ดเผ็ดร้อนซ่อนอยู่หลังม่านโปร่งสีขาวสบายตาและบรรยากาศอบอุ่น ทั้ง ตำมั่ว 3 หอย (159 บาท) ตำมั่วอีสานที่ปกติจะใส่ผักกระเฉดและหอยดอง แต่ตำสามหอยที่นี่พิเศษกว่าปกติด้วยการใส่หอยลงไป 3 ชนิด และปลาร้าของทางร้านใช้วิธีการหมักด้วยข้าวคั่ว จะให้กลิ่นและรสที่นุ่มละมุนกว่าการหมักด้วยร้าที่เป็นสาเหตุทำให้ปลาร้ามีกลิ่นแรง รวมถึงเทคนิคที่ต้มด้วยใบเตยหอม ถ้าคุณเป็นคนไม่กินปลาร้าหรือเพิ่งหัดกินปลาร้า ตำมั่วสามหอยก็เป็นเมนูที่เหมาะกับคุณ

 

ส่วนส้มตำอื่นๆ ทางร้านก็มี ส้มตำไทย (79 บาท) และ ส้มตำปลาร้า (79 บาท) ส้มตำยอดนิยมที่ต้องมีติดร้านอาหารอีสาน เสิร์ฟพร้อมผักเคียงแปลกตาอย่างใบบัวบก ที่ทางร้านเลือกเป็นผักชนิดนี้เพราะว่าใบบัวบกนั้นเป็นผักธาตุเย็น เมื่อกินส้มตำไปแล้วถ้าเผ็ดเกินไปหลายคนอาจเกิดอาการเสาะท้อง ใบบัวบกจะช่วยทำให้กระเพาะไม่ต้องรับภาระหนักมากจนเกินไป

 

หมูไปไก่มา

ที่อยู่: ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ

เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน เวลา 11.00-14.30 น. และ 17.30-22.30 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/moopaikaima

รีวิวฉบับเต็ม: https://thestandard.co/moopaikaima/

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising