×

‘สว. ใหม่’ โจทย์ใหม่การเมืองไทย ของจริงเพิ่งเริ่ม?

11.07.2024
สว. ใหม่

‘ไม่ล้มกระดาน แต่จะอยู่ได้นานแค่ไหน?’ คำถามนี้ปรากฏขึ้นในความคิด หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตัวจริงทั้ง 200 คน และรายชื่อสำรอง 99 คน อย่างเป็นทางการ รอดพ้นจากข้อหา ‘ยื้อ’ ให้ สว. ชุดเดิมรักษาการยาวนาน

 

ด้าน 250 สว. ชุดเก่าเองก็ได้เวลา ‘คืนกุญแจ’ ให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาโดยดี หมดซึ่งเหตุผลและความจำเป็นจะต้องฝืนอยู่ต่อไป แม้แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาตรวจสอบการเลือก สว. ที่อุตส่าห์ฝ่ากระแสตั้งขึ้นมา ก็มีอายุงานได้เพียง 1 วัน ก่อนจะ ‘สิ้นสภาพ’ ไป

 

ทว่าฉากต่อไปข้างหน้ามีอะไรรออยู่? ทั้งความลักลั่นของกระบวนการเลือกที่ กกต. น่าจะต้องแก้อีกหลายปม ไปจนถึงการทำงานจริงของวุฒิสภา ชุดที่ 13 ที่สังคมก็ยังตั้งแง่ ท้ายที่สุดแล้วแม้จะหมดช่วงมรสุมของสนามแข่งขัน แต่ช่วงเวลานับจากนี้ไป ‘ของจริง’ เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

 

ภารกิจ กกต. จบ แต่คำถามยังไม่จบ?

 

เป็นระยะเวลาราว 13 วัน กว่าที่ กกต. จะประกาศรับรองผลการเลือก สว. อย่างเป็นทางการ (นับจากวันที่ 27 มิถุนายน เนื่องจากนับคะแนนกันจนข้ามวัน) ช่วงเวลาดังกล่าวถือได้ว่าไม่ช้าไม่เร็ว เมื่อเทียบกับสารพัดเรื่องร้องเรียนที่ประเดประดังเข้ามาเกี่ยวกับความไม่สุจริตเที่ยงธรรมในกระบวนการเลือก ทั้งร้องมายัง กกต. เอง กระทั่งขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

 

หลังจาก กกต. ประชุมกันหลายต่อหลายรอบ ด้วยข้ออ้างว่ามติยังก้ำกึ่ง และยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนให้ครบถ้วน ท้ายที่สุด วันที่ 10 กรกฎาคม แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จึงได้เผชิญหน้ากับสื่อมวลชน พร้อมแจ้งว่า “การเลือก สว. ครั้งนี้มีความสุจริตเที่ยงธรรม จึงมีมติให้ประกาศผลการเลือก”

 

แสวงแจกแจงเหตุผลของ กกต. ว่าประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก ได้แก่

 

  • คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม

 

ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงประเทศ แสวงเผยว่า ผู้อำนวยการเลือกของทุกระดับได้ลบชื่อบุคคลที่เห็นว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามไปแล้วกว่า 2,000 คน และได้แจก ‘ใบส้ม’ หรือสั่งระงับสิทธิชั่วคราวให้ผู้สมัครที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติไปแล้วถึง 89 คน

 

  • การดำเนินการในวันเลือก สว.

 

มีเรื่องในทำนองนี้ร้องมายัง กกต. แล้ว 3 เรื่อง ซึ่งพิจารณาแล้วเสร็จทั้งหมด ส่วนสำนวนที่ร้องไปยังศาลฎีกา 18 คดี ก็ยกคำร้องทั้งหมดแล้ว จึงถือว่ากระบวนการเลือกเป็นไปโดยชอบ

 

  • ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม

 

จัดได้ว่าเป็นข้อที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด เพราะหมายรวมถึงการจัดตั้งหรือฮั้ว แสวงระบุว่า เรื่องนี้สำนักงาน กกต. ได้รวบรวมพยานหลักฐานที่มีลักษณะเป็นขบวนการซึ่งต้องพิสูจน์ อาศัยความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน

 

ดังนั้น ในเมื่อยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่ากระบวนการเลือก สว. เป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม เพราะ กกต. เองก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้รวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมาแก้ข้อกล่าวหา ด้วยเหตุดังกล่าว กกต. จึงสามารถประกาศผลการเลือก สว. ตัวจริง 200 คน เพื่อให้เปิดสภาได้ และบัญชีสำรอง 99 คน จากที่ควรมี 100 คน

 

อย่างไรก็ตาม ยังมี สว. จากกลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม ที่ กกต. ได้แจก ‘ใบส้ม’ ให้ 1 คน ที่ กกต. ไม่ได้แจ้งทันทีว่าคือใคร แต่ภายหลังก็พบว่าคือ คอดียะฮ์ ทรงงาม สว. จากอ่างทอง อาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า และมีประสบการณ์เป็นเสียงตามสายในหมู่บ้าน ซึ่งปรากฏว่ามีตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.อ่างทองด้วย ถือว่าเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้ถูกระงับสิทธิ

 

เป็นเหตุให้ สว. ที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 11 ในกลุ่ม 18 ถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นตัวจริง คือ ว่าที่ พ.ต. กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ 5 เหล่าทัพ และผ่านหลักสูตรของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

 

กระนั้นเอง เมื่อสื่อมวลชนสอบถามว่า การรับรองรายชื่อสำรองเพียง 99 คน จะขัดต่อกฎหมายที่กำหนดให้ กกต. รับรองรายชื่อสำรองทั้ง 100 คนหรือไม่ แสวงตอบง่ายๆ ว่า “ก็ทำไปแล้ว” และอ้างถึงระเบียบการเลือก สว. ที่ให้ กกต. สามารถเลื่อนรายชื่อสำรองขึ้นมาแทนได้

 

จะเห็นได้ว่าการชี้แจงของ กกต. ตลอดจนเหตุผลในการรับรอง สว. ชุดใหม่ ดูจะเต็มไปด้วยความรวบรัด และยังทิ้งปัญหาทางกฎหมายมากมายให้ขบคิด ตั้งแต่การระงับสิทธิผู้สมัครชั่วคราว แล้วหากผู้สมัครคนนั้นผ่านกระบวนการทางกฎหมายจนพิสูจน์ได้ว่าตนเองมีคุณสมบัติ จะกลับไปชดเชยตำแหน่งให้ผู้สมัครย้อนหลังหรือไม่ อย่างไร

 

และหาก สว. ที่โดนใบส้ม ไม่รับรองเป็น สว. และคะแนนโหวตเกือบ 20 ครั้งที่บุคคลนั้นเคยลงคะแนนให้ทั้งผู้อื่นและตนเอง จะนับเป็นโมฆะหรือไม่ หรือจะปล่อยไปอย่างไม่มีผลย้อนหลัง ตลอดจน กกต. ชุดนี้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้องแล้วจริงหรือไม่ เพราะยังมีช่องโหว่และความย้อนแย้งระหว่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และระเบียบ กกต. อยู่

 

แม้การเร่งรับรอง สว. จะช่วยให้การทำงานของรัฐสภาสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไร้ภาวะสุญญากาศเนิ่นนาน แต่การเปลี่ยนผ่านในฟากของ กกต. เองก็ไม่ได้ราบเรียบเสียทีเดียว จึงยังเป็นอีกประเด็นที่น่าติดตามต่อว่า กกต. จะมีโอกาส ‘ตกม้าตาย’ ในทางกฎหมายเสียเองหรือไม่

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

 

หยั่งเชิง สว. หน้าใหม่ พาการเมืองไทยไปทางไหน?

 

สำหรับกระบวนการต่อไป สว. ชุดใหม่จะต้องเดินทางไปรับหนังสือรับรองจาก กกต. ตั้งแต่วันที่ 11-12 กรกฎาคม และเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมเป็นต้นไป และจะเปิดรับรายงานตัวจนกว่าจะครบ 200 คน เว้นวันหยุดราชการ

 

จากนั้นจะมีหนังสือนัดประชุมวุฒิสภาครั้งแรก ภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน หลังประกาศผลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ สว. ปฏิญาณตนเข้าทำหน้าที่ ตามด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ และรองประธานคนที่ 1 และคนที่ 2 ต่อไป

 

ในการประชุมนัดแรก ข้อบังคับกำหนดให้สมาชิกที่มีอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราวไปจนกว่าจะเลือกประธานตัวจริงได้ จึงเป็น พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี ในวัย 78 ปี จากกลุ่ม 20 กลุ่มอื่นๆ ที่จะทำหน้าที่ดังกล่าว

 

THE STANDARD ได้รวบรวมข้อมูลของ สว. ทั้ง 200 คนไว้ให้ติดตามแล้ว ทาง: https://thestandard.co/thai-senate-election-2024/the-last-200/?gid=1

 

 

 

 

จากการรวมข้อมูลสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่าวุฒิสภาชุดนี้ประกอบไปด้วยพลเรือนเป็นส่วนใหญ่ และมีกลุ่มอดีตทหารหรือตำรวจน้อยมาก ต่างจากวุฒิสภาชุดก่อนหน้าที่มีทหารและตำรวจจากการสรรหามากกว่า 100 คน โดยเฉพาะทหารบก

 

นอกจากนี้ วุฒิการศึกษาก็ยังมีความแตกต่างกัน โดยวุฒิสูงสุดคือปริญญาเอก และมีไปจนถึงระดับประถมศึกษา กระทั่งการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัย ยังมิต้องเอ่ยถึงความรู้ความชำนาญที่หลากหลายตามวิชาชีพ จนอาจเรียกได้ว่าตรงตามเจตนารมณ์ของการแบ่งเป็น 20 กลุ่ม

 

ถึงกระนั้น ในบรรดา สว. จากเบื้องหลังที่แตกต่างกัน ก็ไม่อาจปฏิเสธถึงจุดร่วมบางอย่าง นำมาสู่การแบ่ง สว. เป็น ‘สาย’ หรือ ‘สี’ ต่างๆ สุดแท้แต่จะจำแนกตามจุดยืน อุดมการณ์ หรือความเกี่ยวข้องโยงใยกับขั้วอำนาจทางการเมืองต่างๆ หลักฐานเองก็มีทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้

 

เฉพาะที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มองเห็น THE STANDARD พยายามแยกแยะ สว. ออกเป็น ‘สี’ ต่างๆ ตามความเชื่อมโยงไว้ โดยเฉพาะ ‘สว. สีน้ำเงิน’ ที่ค่อนข้างมีจำนวนมาก ดูได้ทาง:

 

 

ปัจจัยตรงนี้เองจะเป็นข้อบ่งชี้สำคัญถึงการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาชุดใหม่ และที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยอย่างยิ่งคือ มากกว่า 67 เสียงที่จะยกมือเห็นชอบให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนการสรรหาบุคคลเข้ามาทำงานในองค์กรอิสระอีกจำนวนมาก จึงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดว่าในวาระอีก 5 ปีต่อไป สว. ชุดนี้จะผลักพาประเทศไปในทิศทางใด

 

และเมื่อความเคลื่อนไหวเริ่มปรากฏชัด สังคมไทยได้เห็น ‘ธาตุแท้’ ของ สว. ชุดนี้ คงมีการตั้งคำถามกันต่อถึง ‘กระบวนการเลือก สว.’ ครั้งนี้ว่าทำให้เราได้ สว. มาอย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่ ควรนำมาใช้ต่อไป หรือที่ผ่านมาควรเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย? แม้กระทั่งการมีอยู่ของวุฒิสภาเองก็ไม่วายว่าคงจะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่า ยังมีความจำเป็นต่อการเมืองไทยอีกหรือไม่?

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories