×

ส่องปัญหาพืชสวนโลกอุดรธานี เร่งแก้ปัญหาบริการวันแรก ก่อนพิสูจน์ความคุ้มค่าและอนาคตหนองแด

โดย THE STANDARD TEAM
03.11.2026
บรรยากาศมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด

มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 เปิดฉากเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดกว่า 1,030 ไร่ ภายใต้ความคาดหวังว่าจะเป็นหมุดหมายใหม่ของเศรษฐกิจอีสาน รัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 3.6 ล้านคน และสร้างเงินหมุนเวียนมากกว่า 20,000 ล้านบาท ตลอด 134 วันของการจัดงาน แต่ภาพวันแรกกลับมีทั้งความสวยงามของสวนและเสียงวิจารณ์เรื่องความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว

 

 

จากประสบการณ์ที่ผู้เข้าชมเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผู้เข้าชมบางส่วนสะท้อนความสับสนเกี่ยวกับขั้นตอนการซื้อบัตร การรับ QR Code และการยืนยันสิทธิ โดยเฉพาะบัตรบางประเภท ขณะที่ช่องทางและเงื่อนไขแตกต่างกันตามประเภทบัตร ทำให้ผู้สูงอายุบางรายซื้อบัตรแล้วแต่ยังไม่สามารถเข้างานได้ทันที

 

ขณะที่รถรางและรถรับส่งภายในพื้นที่ 13 จุดไม่เพียงพอ ต้องรอคิวนาน ประกอบกับลานจอดรถบางแห่งอยู่ไกล จุดพักและร่มเงามีจำกัด รวมถึงข้อร้องเรียนเรื่องจุดบริการอาหาร น้ำดื่ม และราคาสินค้า

 

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความไม่สะดวก เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ท่ามกลางอากาศร้อนอาจเป็นอุปสรรคสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ โดยข้อมูลจากฝ่ายจัดงานระบุว่า วันแรกมีผู้เข้าชม 8,999 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุ 1,702 คน เด็ก 797 คน และผู้พิการ 27 คน สะท้อนว่าการออกแบบบริการให้เข้าถึงได้ทุกวัยเป็นโจทย์สำคัญไม่แพ้ความสวยงามของสวน

 

รัฐบาลรับปัญหา ตั้งเป้าแก้สัปดาห์แรก แต่พร้อมรับนักท่องเที่ยววันละ 2 หมื่นคนหรือไม่

 

วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยอมรับเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า หลังลงพื้นที่ตรวจสอบพบปัญหารถรับส่งไม่เพียงพอ การจำหน่ายบัตรล่าช้า และจุดบริการอาหารน้ำดื่มยังไม่ทั่วถึง โดยได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้จัดงาน กรมวิชาการเกษตร และตำรวจ เพื่อปรับระบบจราจร เพิ่มรถรับส่ง จุดพักคอย และร่มเงา พร้อมตั้งเป้าให้สถานการณ์ดีขึ้นภายในสัปดาห์แรก

 

“คาดว่าในสัปดาห์แรกจะได้เห็นภาพที่ดีขึ้นตามลำดับ พยายามจะทำให้จบภายในสัปดาห์แรก” วัชระพลกล่าว พร้อมระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยววันแรกสูงกว่าที่คาดไว้ ขณะที่สภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีประเมินว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ผู้เข้าชมอาจเพิ่มถึงวันละ 20,000 คน หรือมากกว่าวันแรกกว่า 2 เท่า

 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวเกือบ 9,000 คน แต่รวมถึงความสามารถในการรองรับผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้น ทั้งระบบรถรับส่ง ห้องน้ำ จุดพัก และบริการจำเป็น ตลอดจนเงื่อนไขบัตรเข้าชมที่แตกต่างกัน โดยข้อมูลจากผู้เข้าชมระบุว่า บัตรราคา 199 บาทสำหรับชาวอุดรธานีใช้เข้าชมได้ตลอดงาน ขณะที่บุคคลทั่วไปเข้าชมได้หนึ่งวัน ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนให้ผู้เดินทางจากต่างจังหวัดที่ต้องการชมสวนหลายวัน ทั้งนี้ เงื่อนไขดังกล่าวควรตรวจสอบกับประกาศของผู้จัดงานอีกครั้ง

 

งบ 2,750 ล้านบาท ความคุ้มค่าที่ต้องตรวจสอบ

 

นอกจากปัญหาหน้างาน ยังมีคำถามเรื่องงบประมาณที่เพิ่มจาก 2,500 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินไม่เกิน 2,750 ล้านบาท หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพิ่มอีก 250 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เพื่อปรับปรุงองค์ประกอบการจัดงานตามข้อเสนอของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) โดยเฉพาะมาตรฐานสวนนานาชาติ ความปลอดภัย การจราจร และสาธารณูปโภค

 

ขณะเดียวกัน รายงานตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่รวบรวมไว้ในข้อมูลประกอบบทความ ระบุวงเงินกว่า 589 ล้านบาทในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์และบริหารจัดการ รวมถึงสัญญาประชาสัมพันธ์ 48.3 ล้านบาท และสัญญาบริหารจัดการ 290 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ด้านกรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า งบดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าประชาสัมพันธ์ทั้งหมด แต่ครอบคลุมการจัดนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ พร้อมยืนยันว่ามีกระบวนการตรวจสอบและผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทยร่วมสังเกตการณ์

 

วัชระพลยืนยันว่า การเพิ่มงบเป็นไปตามข้อเสนอของ AIPH พร้อมกล่าวว่า “วอนในฐานะคนอุดรฯ ขอโอกาสให้ต่างจังหวัดได้พัฒนา” อย่างไรก็ตาม การพัฒนาจังหวัดกับการตรวจสอบการใช้เงินภาษีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตรงข้ามกัน เพราะการลงทุนระดับพันล้านบาทย่อมต้องมีทั้งมาตรฐานการจัดงานและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

 

สำหรับเป้าหมายเงินหมุนเวียน 20,000 ล้านบาท วัชระพลระบุว่า โรงแรมและที่พักในอุดรธานีได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว และมีโอกาสกระจายรายได้ไปยังจังหวัดใกล้เคียง พร้อมประสานผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่พัก แต่ตัวเลขเงินหมุนเวียนยังเป็นเพียงประมาณการ ไม่ใช่กำไรสุทธิหรือรายได้ที่จะตกถึงมือประชาชนทั้งหมด สิ่งที่ต้องติดตามคือเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และร้านค้ารายย่อยได้รับประโยชน์จริงเพียงใด

 

บทเรียนเชียงใหม่ถึงอนาคตหนองแด

 

บทเรียนจากมหกรรมพืชสวนโลกเชียงใหม่ปี 2549 สะท้อนว่า ความสำเร็จไม่ได้สิ้นสุดเมื่อปิดงาน แม้พื้นที่จะพัฒนาต่อเป็นอุทยานหลวงราชพฤกษ์และยังทำหน้าที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ แต่ข้อมูลรายงานงบประมาณและผลดำเนินงานที่รวบรวมไว้ระบุว่า หลายปีได้รับงบสนับสนุนจากรัฐประมาณ 100-140 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้จากบัตรเข้าชมปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 17.8 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ไม่อาจใช้ตัวเลขดังกล่าวตัดสินความคุ้มค่าทั้งหมด เพราะพื้นที่สาธารณะยังมีคุณค่าด้านการศึกษาและการอนุรักษ์ที่ไม่สามารถวัดเป็นรายได้โดยตรง

 

สำหรับอุดรธานี ความท้าทายอาจซับซ้อนกว่า เพราะหนองแดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ กัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุช พัทยา หนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน เปิดเผยว่าดินบริเวณนี้ปลูกต้นไม้ได้ยาก ต้องยกดินขึ้นสูงและหมุนเวียนเปลี่ยนไม้ดอกตลอด 18 สัปดาห์ สะท้อนต้นทุนดูแลรักษาที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงคำถามเรื่องการรักษาระบบนิเวศและสิทธิการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชุมชนเดิม

 

อย่างไรก็ตาม โครงการยังมีแนวทางให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีเข้ามามีบทบาทดูแลพื้นที่หลังจบงาน โดยมีประมาณการค่าบำรุงรักษาระดับหลายสิบล้านบาทต่อปี แต่ยังต้องตรวจสอบความชัดเจนของหน่วยงานรับผิดชอบและแหล่งงบประมาณ ซึ่งวัชระพลได้เสนอแนวคิดต่อยอดหนองแดเป็นพื้นที่จัดมหกรรมและจำหน่ายสินค้าชุมชน

 

ขณะที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มองว่าเป็นโอกาสเชื่อมโยง Smart Farming และ Precision Farm สู่อุตสาหกรรม Wellness สมุนไพร และเกษตรมูลค่าสูง

 

อย่างไรก็ตาม พบข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าไม่ควรตัดสินพืชสวนโลกอุดรธานีจากปัญหาวันแรก หรือเปรียบเทียบกับเชียงใหม่โดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกัน เพราะมหกรรมพืชสวนโลกครั้งแรกที่เชียงใหม่ในปี 2549 เป็นงานระดับ A1 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 60 ปีของรัชกาลที่ 9 บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรรองรับอยู่ก่อน

 

ส่วนครั้งที่ 2 ในปี 2554 เป็นงานระดับ B ที่ใช้พื้นที่เดิม

 

ขณะที่อุดรธานีในปี 2569 เป็นงานระดับ B บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดกว่า 1,030 ไร่ ซึ่งมีสภาพพื้นที่และความท้าทายในการพัฒนาแตกต่างออกไป

 

อีกทั้งประเทศไทยมีกำหนดจัดงานระดับ A1 ที่จังหวัดนครราชสีมาในปี 2572 จึงเห็นว่าการประเมินความพร้อมและความสำเร็จของแต่ละงานควรคำนึงถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และเงื่อนไขการจัดงาน ไม่ใช่เปรียบเทียบผลลัพธ์โดยตรงเพียงอย่างเดียว

 

งานครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสวนสาธารณะและโอกาสพัฒนาเมืองในระยะยาว มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับเมืองซุนชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งต่อยอดมหกรรมสวนนานาชาติเป็น Suncheon Bay National Garden โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและการพัฒนาเมือง

 

ท้ายที่สุด ปัญหาวันแรกยังไม่เพียงพอจะตัดสินว่ามหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานีประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าชมตลอด 134 วัน หรือเม็ดเงินหมุนเวียนตามเป้าหมาย หากเป็นคำตอบว่า เมื่อผ่านไปอีก 10-20 ปี พื้นที่หนองแดกว่า 1,030 ไร่ จะยังเป็นสวนสาธารณะที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนและชุมชนได้จริง หรือกลายเป็นภาระงบประมาณระยะยาวที่ไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน

 

เพราะการจัดงานระดับโลกอาจสร้างชื่อเสียงได้ภายในไม่กี่เดือน แต่การรักษามรดกจากงานให้คงอยู่ คือบทพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงของการลงทุนครั้งนี้


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories