×

สรุปคดีดักฟังผู้นำรัฐบาลอินโดนีเซีย กับสัญญาณร้าวปราโบโว-โจโกวี และอนาคตการเมืองที่ไม่แน่นอน

06.11.2026
ภาพถ่ายคู่ของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต และอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย

ถือเป็นกรณีอื้อฉาวที่สั่นสะเทือนการเมืองอินโดนีเซีย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง 3 นายรวมถึงลิสติโย ซิกิต ปราโบโว (Listyo Sigit Prabowo) อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ถูกจับกุมเมื่อวันอังคาร (4 พฤศจิกายน) ที่ผ่านมา ในข้อหาดักฟังโทรศัพท์ของผู้นำอินโดนีเซีย รวมถึงนักการเมืองอีกหลายคน

 

คดีดักฟังโทรศัพท์นี้ ถูกโยงไปถึงบุคคลสำคัญที่เคยให้การสนับสนุนปราโบโว อย่างอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด (โจโกวี) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ลิสติโย นั้นเป็นบุคคลที่ภักดีต่อโจโกวี

 

เหตุอื้อฉาวนี้สะท้อนรอยร้าวความสัมพันธ์ทางการเมืองของปราโบโว และโจโกวี ในขณะที่ปราโบโว กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งความไม่พอใจของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้นต่อนโยบายประชานิยมที่ใช้จ่ายงบประมาณมหาศาล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงจากการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาล

 

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีโจโกวี จะยังไม่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีดักฟังโทรศัพท์ดังกล่าว แต่ความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ทางการต้องระดมกำลังตำรวจและทหารหลายพันนายเข้าสู่กรุงจาการ์ตาวานนี้ (5 พฤศจิกายน) เพื่อยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สำหรับการพิจารณาคดีของอดีตประธานาธิบดีโจโกวี ซึ่งไม่ใช่คดีที่เกี่ยวข้องกับกรณีดักฟังโทรศัพท์ แต่เป็นการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท

 

เหตุการณ์ดักฟังนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตการเมืองของอินโดนีเซีย?

 

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

ปราโบโวได้สั่งปลดลิสติโย ออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดีในวันพุธ (4 พฤศจิกายน) หลังจากที่ตำรวจประกาศจับกุมเขาและเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงอีกสองคน ตั้งแต่วันจันทร์ (2 พฤศจิกายน) จากข้อกล่าวหาดักฟังโทรศัพท์ของบุคคลสำคัญหลายคนโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงประธานาธิบดีและรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล

 

ผู้ที่ถูกดักฟัง ยังรวมถึง นักข่าว เจ้าหน้าที่องค์กรภาคประชาสังคม เจ้าหน้าที่รัฐ และนักธุรกิจ โดยการดักฟังเกิดขึ้นระหว่างปีที่แล้ว (2025) จนถึงปีนี้ ในช่วงที่ลิสติโย ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

ลิสติโยได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2021 ภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจโกวี และดำรงตำแหน่งต่อมาจนถึงรัฐบาลปราโบโว ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดีในการปรับ ครม. เมื่อเดือนที่แล้ว

 

ปราเซตโย ฮาดี (Prasetyo Hadi) โฆษกประธานาธิบดีอินโดนีเซียแถลงว่า การดักฟังอย่างผิดกฎหมายนี้กระทำโดย ‘บุคคลนอกรีต’ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ถึงการ ‘ทรยศต่อชาติ’

 

“การกระทำนี้ยังส่อเค้าไปในทางที่เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของรัฐและความปลอดภัยของผู้นำประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประมุขแห่งรัฐด้วย” ฮาดีกล่าว

 

นอกจากผู้ถูกจับกุมทั้ง 3 ราย ตำรวจยังระบุชื่อผู้ต้องสงสัยรายที่ 4 ในคดีดักฟัง คือ สลาเมต อูเลียนดี (Slamet Uliandi) หัวหน้ากองเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานดังกล่าว

 

ซูเฮอร์มันโต (Suhermanto) ผู้อำนวยการกองอาชญากรรมทางไซเบอร์ของ Bareskrim กล่าวว่า อูเลียนดีดำรงตำแหน่งกรรมการกำกับดูแลของศูนย์ติดตามตรวจสอบ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดักฟังข้อมูล โดยถูกกล่าวหาว่า ได้อนุมัติคำขอของผู้ต้องหาอีกรายหนึ่งเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม ให้ลบข้อมูลการดักฟังทิ้ง เพื่อปกปิดหลักฐานและทำลายร่องรอยของการปฏิบัติการดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม อูเลียนดีไม่ได้ถูกควบคุมตัวเนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการพักฟื้นจากอาการป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง

 

เสียงเรียกร้องให้สอบสวนโจโกวี

 

ทั้งนี้ รัฐบาลและตำรวจอินโดนีเซียยังไม่ได้เปิดเผยผลการสอบสวนและแรงจูงใจเบื้องหลังการดักฟังในครั้งนี้

 

ซูยูดี อาริโอ เซโต ผู้บัญชาการตำรวจอินโดนีเซียยืนยันว่า การสอบสวนกรณีการดักฟังโทรศัพท์ของประธานาธิบดีปราโบโว เป็นเพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง

 

“เราขอยืนยันว่านี่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมืองหรือประเด็นอื่นใดทั้งสิ้น” ผู้บัญชาการตำรวจอินโดนีเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม คดีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นส่งผลให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการสอบสวนอดีตประธานาธิบดีโจโกวีด้วย

 

พลตำรวจเอกโอเอโกรเซโน อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวในรายการพอดแคสต์ของ Forum Keadilan TV เมื่อวันพุธว่า “พนักงานสอบสวนควรตรวจสอบทุกสายการบังคับบัญชาที่เป็นไปได้เบื้องหลังการดักฟัง รวมถึงว่า มีคำสั่งใดมาจากโจโกวี หรือไม่”

 

ขณะที่อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการบริหารของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลในอินโดนีเซียกล่าวว่า ปฏิบัติการดักฟังนี้อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และอาจถูกนำไปใช้เพื่อข่มขู่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์และบั่นทอนเสรีภาพของพลเมือง

 

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการดักฟังประธานาธิบดีที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น ทางการต้องเปิดเผยว่าใครบ้างที่อาจตกเป็นเป้าหมาย และต้องสอบสวนผลกระทบทั้งหมดของปฏิบัติการนี้” ฮามิดกล่าวในแถลงการณ์

 

ขณะที่โจโกวี กล่าวกับผู้สื่อข่าววานนี้ว่า “ตนเคารพกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่”

 

รอยร้าวปราโบโว-โจโกวี

 

เหตุการณ์ดักฟังนี้ เผยให้เห็นรอยร้าวที่ลึกขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างปราโบโวกับโจโกวี ซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักของเขา แม้ว่าโจโกวีจะถอยห่างจากการเมืองไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก

 

โดยปราโบโวเข้ารับตำแหน่งในปี 2024 หลังจากพ่ายแพ้มาสองครั้งให้กับโจโกวี ก่อนจะหันมาร่วมมือกับโจโกวีและหาเสียงในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยเลือกกิบราน รากาบูมิง รากา (Gibran Rakabuming Raka) บุตรชายของโจโกวี เป็นคู่หูชิงรองประธานาธิบดีในการหาเสียง และชนะเลือกตั้งไปได้อย่างถล่มทลาย

 

อาริฟกี ชาเนียโก (Arfiki Chaniago) นักวิเคราะห์การเมืองอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ The Jakarta Post ว่า “การจับกุมลิสเตียถือเป็น จุดเริ่มต้นของการแตกแยกอย่างเปิดเผยในความสัมพันธ์ระหว่างโจโกวีและปราโบโว”

 

เขาให้เหตุผลว่า ความแตกต่างของทั้งสองคนกำลังก้าวข้ามผลประโยชน์ทางการเมืองไปสู่การพังทลายของความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง

 

“ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งปราโบโวและโจโกวีต่างก็จะต้องสูญเสียจากความแตกแยกเช่นนี้” อาริฟกีกล่าว และชี้ให้เห็นถึงคะแนนนิยมที่ลดลงของปราโบโวและความเป็นไปได้ที่คู่แข่งทางการเมืองอาจใช้ความแตกแยกนี้เพื่อผลักดันความทะเยอทะยานของตนเองก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2029

 

เรื่องอื้อฉาวนี้ยังเกิดขึ้นในขณะที่ปราโบโวกำลังเผชิญกับความท้าทายภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความกังวลเกี่ยวกับการลดอันดับความน่าเชื่อถือของตลาด คะแนนนิยมที่ลดลง และการประท้วงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโครงการสำคัญของเขาและการจัดการมลพิษหมอกควันของรัฐบาล

 

นิกกี้ ฟาห์ริซัล (Nicky Fahrizal) จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) ในกรุงจาการ์ตา มองว่า ข้อโต้แย้งเรื่องการดักฟังโทรศัพท์อาจทำให้ตำแหน่งทางการเมืองของรองประธานาธิบดีกิบราน ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมากขึ้น หากความสัมพันธ์ระหว่างปราโบโวและโจโกวีแย่ลงไปอีก

 

“นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายอิทธิพลทางการเมืองของโจโกวีภายในรัฐบาลในวงกว้าง อาจเกี่ยวข้องกับการปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งกระบวนการถอดถอนกิบราน ซึ่งจะจุดชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองที่ใหญ่กว่ามาก” นิกกี้กล่าว

 

ความเป็นไปได้ถอดถอนลูกชายโจโกวี

 

ฮาสโต คริสติยันโต (Hasto Kristiyanto) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค Indonesian Democratic Party of Struggle ซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสภาและเป็นพรรคเดียวที่อยู่นอกกลุ่มพันธมิตรของปราโบโว เปิดเผยว่า “พรรคการเมืองต่างๆ ได้เริ่มหารือกันเพื่อใช้สิทธิ์ของรัฐสภาในการดำเนินการสอบสวนรองประธานาธิบดีกิบราน สืบเนื่องจากกรณีการดักฟัง”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาที่ระบุว่า วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากต่างประเทศของกิบราน ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายภายในประเทศสำหรับผู้สมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดี และได้รับการยอมรับอย่างไม่ถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งในปี 2024

 

ฮาสโตกล่าวว่า “มีการหารือกันอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรัฐสภาเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดกรณีการดักฟังขึ้น”

 

เจ้าหน้าที่จากพรรคการเมืองอื่นอีก 3 พรรคในรัฐสภา ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกลุ่มพันธมิตรของปราโบโว ระบุว่า “พวกเขากำลังพิจารณาเรื่องการดำเนินการสอบสวนในประเด็นนี้เช่นกัน”

 

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาสามารถริเริ่มการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายบริหารได้

 

โดยกลุ่มพันธมิตรของปราโบโวครองที่นั่งในรัฐสภาถึง 81% ซึ่งทั้งโจโกวี และกิบราน ต่างไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดที่มีตัวแทนอยู่ในรัฐสภา

 

บูร์ฮานุดดิน มูห์ตาดี (Burhanuddin Muhtadi) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันยูซอฟ อิสฮาก (Yusof Ishak Institute) ในสิงคโปร์ กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนนี้มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การถอดถอนกิบราน

 

“ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้อาจนำไปสู่การถอดถอนกิบราน โดยบางฝ่ายมองว่าไม่จำเป็นต้องดำเนินการสอบสวนอีกต่อไป เนื่องจากมีคำวินิจฉัยจากศาลทั้งสองแห่งรองรับอยู่แล้ว” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “โอกาสที่โจโกวีและปราโบโวจะกลับมาประสานความสัมพันธ์กันนั้นดูเลือนรางลงทุกที”

 

อย่างไรก็ตาม อาริฟกี เตือนไม่ให้ประเมินต้นทุนทางการเมืองที่ยังหลงเหลืออยู่ของโจโกวีต่ำเกินไป โดยชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสัมพันธ์ในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองและความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงเครือข่ายอาสาสมัครและกลุ่มผู้สนับสนุนระดับรากหญ้าในวงกว้างอีกด้วย

 

ภาพ: REUTERS/Willy Kurniawan/File Photo

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories