น้ำท่วมยังไม่สะเทือนอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เผยโรงงานส่วนใหญ่ยังผลิตได้ตามปกติ ซัพพลายเชนยังเดินหน้า แต่ต้องจับตาภาคตะวันออก ย้ำยังตรึงเป้าผลิตปี 2569 ที่ 1.45 ล้านคัน แนะผู้ใช้รถ EV ใช้ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่มีค่าซ่อมสูง
ประเด็นสำคัญ
วันที่ 28 ก.ย. สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงภาพรวมผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า จากการติดตามและตรวจสอบโรงงานสมาชิก พบว่า โรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงสามารถเดินสายการผลิตได้ตามปกติ
แม้จะมีบางโรงงานในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำเข้าท่วมบ้าง ซึ่งต้องทำการฟื้นฟูเล็กน้อย แต่ในด้านระบบการขนส่งชิ้นส่วนและซัพพลายเชนยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ในการขนส่ง
อีกทั้งทาง ส.อ.ท. ได้กำชับให้ผู้ประกอบการตรวจสอบสต็อกชิ้นส่วนในคลังสินค้าและความพร้อมในการผลิตอย่างต่อเนื่อง
“แม้พื้นที่กทม.และนิคมฯโดยรอบจะไม่กระทบ แต่หลังจากนี้พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตและการส่งออกหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์”
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงภายใน 2-3 วัน ทางกลุ่มฯ ยังคงยืนยันที่จะตรึงเป้าหมายยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ปีนี้ไว้ที่ตัวเลขเดิม”
โดยประเมินว่าอุทกภัยครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบจนต้องปรับลดเป้าหมาย ภาพรวมที่ตั้งเป้ายอดผลิตทั้งปีไว้ที่ 1,450,000 คัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน
ห่วงรถ EV เสี่ยงน้ำท่วม-ค่าซ่อมแบตเตอรี่สูง
สุวัชร์ กล่าวอีกว่า ส.อ.ท.ห่วงใยถึงผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า รถไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนัก
โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งหากเกิดความเสียหายจะมีค่าใช้จ่าย ในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ค่อนข้างสูง
“เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายหนักเข้ามา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนเตรียมพร้อมนำรถไปจอดในที่สูง รวมถึงศูนย์การค้าและห้างร้านต่างๆ ที่ให้ความอนุเคราะห์พื้นที่จอดรถ”
นอกจากนี้ ในส่วนของคำแนะนำประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หากน้ำเข้าสู่ตัวรถหรือเครื่องยนต์แล้ว ไม่ควรทำการสตาร์ทรถอย่างเด็ดขาด เพราะจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้ามากขึ้น โดยค่ายรถยนต์สมาชิกได้ร่วมมือตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
จี้รัฐออกมาตรการฟื้นกำลังซื้อ ‘รถกระบะ’
สุรพงษ์กล่าวถึงความกังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมเข้าสู่งาน Motor Expo ว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงก่อนถึงช่วงดังกล่าว คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดซื้อรถยนต์มากนัก
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีการประเมินว่าความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนบางกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม เนื่องจากต้องนำเงินไปใช้สำหรับการซ่อมแซมและฟื้นฟูบ้านเรือนและทรัพย์สิน หรือที่เรียกว่า Soft Spend
ขณะเดียวกัน มองว่าในเดือนตุลาคมจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการประชุมระหว่างประเทศหลายอีเว้นต์ อย่าง World bank , IMF ซึ่งภาครัฐได้ประกาศวันหยุดเป็นกรณีพิเศษในกรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถส่งออกสินค้าได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และดิจิทัล ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกยังเติบโตได้ดี จึงมองว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
โดยการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และ Data Center ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังช่วยสร้างการจ้างงานและเพิ่มกิจกรรมด้านการก่อสร้าง เมื่อการก่อสร้างเพิ่มขึ้น มีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบจากน้ำท่วมได้
อย่างไรก็ตาม การส่งออกรถกระบะที่ยังติดลบ สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย วิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ยอดกระบะตกลงส่งผลกระทบในวงกว้างไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถ
แต่ยังรวมไปถึง Supply Chain ระดับลึกด้วย เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่มีสัดส่วน local content สูงมาก บางยี่ห้อสูงอยู่ในระดับมากกว่า 90%
“กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หวังจะเห็นมาตรการ ‘กระตุ้น’ ตลาดจากภาครัฐในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ product champion ไว้”
หนุนแนวทางรัฐปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต EV นำเข้า
สุวัชร์ กล่าวอีกว่า ต้องขอบคุณภาครัฐสำหรับมติ บอร์ด EV เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า imported ให้สูงกว่ารถผลิตในประเทศ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุนไทย
รวมถึงเตรียมเสนอมาตรการกำหนดโควตานำเข้าและ Thai content เพื่อรักษาสมดุล Ecosystem ของอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชน local content ในประเทศ
โดยยอดผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายรถกระบะยังน่ากังวล ขณะที่ยอดส่งออกรวมลดลง
สำหรับตัวเลขการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ 8 เดือนแรกปี 2569
1. ยอดการผลิต (Production)
ยอดผลิตรถยนต์รวมในเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดผลิตสะสม 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2569) อยู่ที่ 959,711 คัน เพิ่มขึ้น 1.27%
2. ยอดการจำหน่ายในประเทศ (Domestic Sales)
ยอดจำหน่ายในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมียอดขายสะสม 8 เดือนแรกอยู่ที่ 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60%
โดยข้อสังเกตพบว่า ยอดขาย BEV ในประเทศช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ 145,132 คัน แต่ผลิตได้ในประเทศเพียง 60,578 คัน หรือ 41.74% ขณะที่ที่เหลือเป็นรถนำเข้าสูงถึง 58.26% ส.อ.ท. จึงเสนอให้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสนับสนุนพลังงานชีวภาพ (B20 / แก๊สโซฮอล์) เพื่อช่วยซัพพลายเชนรถกระบะและ ICE ในประเทศ
3. ยอดการส่งออก (Exports)
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนสิงหาคม 2569 ทำได้ 69,724 คัน ลดลง 2.04% โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ รวมทั้งสิ้น 69,310.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05%
ปัจจัยฉุดรั้งสำคัญมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ยอดส่งออกไปตลาดดังกล่าวลดลงถึง 40.24%
ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวมทั้งหมดในเดือนสิงหาคม 2569 แตะระดับ 74,291.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.99% ขณะที่ยอดรวมสะสม 8 เดือนแรกมีมูลค่า 602,255.49 ล้านบาท ลดลง 3.79%
4. ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า (EV Registration Status)
สถิติการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ประเภทต่างๆ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอย่างชัดเจน โดยยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีดังนี้
BEV (รถไฟฟ้าแบตเตอรี่) ป้ายแดงเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 24,505 คัน เพิ่มขึ้น 113.35% ขณะที่ยอดสะสมรวมอยู่ที่ 539,630 คัน เพิ่มขึ้น 69.39% จากปีก่อน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 428,544 คัน และรถจักรยานยนต์ 103,252 คัน

