‘ลวรณ’ ปลัดคลัง เผยแผนภาษี 3 ขั้น เล็งปรับสูตรคำนวณ Local Content ใหม่ ในอีก 3 ปีข้างหน้า หนุนการใช้วัตถุดิบในประเทศตามจริง นอกจากนี้ ยังเตรียมแบ่ง Tier ภาษี เพื่อดึงดูดการผลิตส่วนประกอบยานยนต์ในประเทศ
วันนี้ (5 พฤศจิกายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้มีการวางแผนผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค (Regional Hub) ไว้ 3 ขั้น
โดยขั้นแรกที่ดำเนินการไว้ คือ มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ซึ่งเป็นการสร้างความคุ้นชินให้ประชาชนเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และทำให้ตลาดยานยนต์ EV มีการเติบโต
ในขั้นดังกล่าว ได้มีการการผลักดันการลงทุนเพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV อีกด้วย โดยมีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV ในประเทศจากมาตรการดังกล่าวแล้วถึง 8 แห่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ประสิทธิผลของมาตรการเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ประกอบกับฐานอัตราภาษีที่ต่ำเพียงระดับ 10% ซึ่งเป็นระดับที่แข่งขันได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการบางรายเลือกส่งออกรถ EV มาแข่งขันกับรถ EV ที่ผลิตในไทยแทน
ดังนั้น ในขั้นต่อมา จึงมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV ขึ้น เพื่อผลักดันแผนการลงทุนในขั้นต่อไป ซึ่งการปรับขึ้นภาษีเป็น 35% ประเมินว่าจะทำให้รถยนต์นำเข้าไม่สามารถแข่งขันได้ และเชื่อจะทำให้การตั้งโรงงานแห่งใหม่เกิดขึ้นในประเทศ
“ล่าสุด ก็มีการแสดงความจำนงที่จะตั้งโรงงานแล้ว 1 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นโรงงานที่ 9 และจะมีโรงงานที่ 10 เพิ่มด้วย ส่วนตอนนี้ก็ถือเป็นนาทีทองสำหรับช่วงที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่เรื่องนี้ยืนยันว่าทุกเจ้ารับรู้ เพราะมีการคุยกันมาสักพักแล้ว” ลวรณกล่าว
ทั้งนี้ ลวรณระบุว่า ล่าสุดมีบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท Mitsui&Co., ได้เข้ามาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการลงทุนอุตสาหกรรมแล้ว
สำหรับขั้นที่ 3 ลวรณระบุว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี พ.ศ. 2573 แผนการผลักดัน EV จะเข้าสู่ขั้นที่ 3 โดยจะเริ่มบังคับให้มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ เกณฑ์ในการคำนวณมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จะมีการกำหนดในรูปแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากเกณฑ์เดิมที่กรมศุลกากรอิงการคำนวณตามเกณฑ์ขององค์กรการค้าโลก (WTO)
สำหรับสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนเกณฑ์คำนวณใหม่ เป็นเพราะเกณฑ์เดิมของ WTO กำหนดให้นับรวมต้นทุนบัญชี ต้นทุนทางการเงิน หรือกำไรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Local Content ได้ ซึ่งต้นทุนดังกล่าว นับเป็น 15% ของ Local Content แล้ว เมื่อรวมค่าน้ำ ค่าไฟซึ่งคิดเป็นต้นทุนอีก 5% จะทำให้ สินค้าดังกล่าวมีการใช้ Local Content แล้วถึง 20% ทั้งที่ยังไม่มีการใช้ชิ้นส่วนการผลิตเกิดขึ้นเลย
“เกณฑ์ WTO สามารถรวมต้นทุนบัญชี ต้นทุนทางการเงิน หรือกำไรเข้าไปได้ ซึ่งโดยปกติต้นทุนนี้มีประมาณ 15% แล้ว และยังมีค่าน้ำและค่าไฟอีก 5% แค่นี้ก็ครึ่งนึงของ 40% แล้วทั้งที่ยังไม่มีการใช้ Local Content จริงเลย” ลวรณกล่าว
ดังนั้น เกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพสามิต จะไม่นำต้นทุนบัญชีดังกล่าว รวมถึงค่าน้ำค่าไฟเข้ามาคำนวณรวม แต่ระบุ Local Content จากส่วนประกอบที่สามารถบ่งชี้ได้ เช่น เบาะนั่ง ประตูรถ กระจกรถ ยางรถยนต์ โดยสั่งการให้กรมสรรพสามิตไปพิจารณาหลักเกณฑ์ MIT (Made in Thailand) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แล้ว และคาดว่าจะมีการสรุปรายละเอียดในการประชุมสัปดาห์นี้
สำหรับสาเหตุที่ต้องให้เวลาถึง 3 ปี เพื่อให้โรงงาน หรือ ผู้ประกอบการได้ปรับตัว “ส่วนสัดส่วนจะเป็นเท่าไหร่ อยู่ระหว่างทำการบ้านอยู่” ลวรณกล่าว
เตรียมแบ่ง Tier ภาษีสรรพสามิตยานยนต์
นอกจากนี้ ลวรณยังกล่าวอีกว่า ในอนาคตจะมีเกณฑ์การพิจารณาภาษี EV ใน 3 เกณฑ์ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
1.มีการตั้งโรงงานในประเทศ และมีการใช้ Local Content ตามที่กำหนด จะได้รับอัตราภาษี 10% ตามเดิม
2.มีการตั้งโรงงานในประเทศ แต่ยังใช้สัดส่วน Local Content ต่ำกว่าที่กำหนด อาจจะต้องเสียภาษีในเรตกลาง ที่อัตรา 15-20% ซึ่งขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจารณา
3. ไม่มีการตั้งโรงงาน เป็นการนำเข้า EV ทั้งคัน จะเสียภาษีนำเข้าที่อัตรา 35% ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ
“ยืนยันว่า การทำเรื่องนี้ ไม่ได้เอาใจญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ไม่ได้รับแรงกดดันจากใคร แต่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อการเปลี่ยนผ่าน” ลวรณ กล่าว
แบ่ง Tier เพื่อดึงการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ
รัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังไม่มีองค์ความรู้ (Know how) ในการผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูง โดยเฉพาะ ‘แบตเตอรี่’ ซึ่งค่ายรถยนต์บริษัทแม่ส่วนใหญ่ยังคงหวงเทคโนโลยีในส่วนนี้อย่างมาก ทางภาครัฐจึงกำหนดอัตราภาษีจูงใน เพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากที่สุด
ปัจจุบัน มีการกำหนดภาษีใน 2 อัตรา แบ่งเป็น 35% สำหรับรถนำเข้าที่ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ในประเทศ ขณะที่อัตรา 2% สำหรับรถที่มีการผลิตด้วย ‘แบตเตอรี’ ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตเตรียมทบทวนภาษีในเงื่อนไขที่ผ่อนปรนลง เพื่อดึงดูดการผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูงชนิดอื่นๆ แทน โดยอาจเพิ่มระดับภาษี (Tier) อีกประมาณ 2 ขั้น เช่น การขยับจาก 2% มาเป็น 10% แต่มีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนลง
“แม้ไม่ได้แบตเตอรี่ แต่ก็ได้ชิ้นส่วนอื่นๆ ที่สำคัญกว่านั้น คือไทยมีแนวโน้มที่จะได้ชิ้นส่วนอื่นๆ มาอีกในอนาคต” รัชฎา กล่าว

