BOI เผยยอดขอส่งเสริมลงทุน 9 เดือนแรกปี 2569 ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ชี้ไทยยังดึงดูดเงินทุนได้อีกมาก โจทย์สำคัญไม่ใช่ชแค่รับคลื่นลงทุน แต่ต้องเปลี่ยนเม็ดเงินเป็นการจ้างงาน สร้างซัพพลายเชน เร่งต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ EV เพิ่ม Local Content พร้อมปลดล็อก 4 คอขวด ทั้งใบอนุญาต พลังงานสะอาด บุคลากรทักษะสูง และซัพพลายเชนในประเทศ
วันนี้ (5 พ.ย.) นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 บนเวที ‘From Investment to Impact: Building Thai Prosperity’ ว่า ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้แตะระดับ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่สำหรับประเทศไทยตัวเลขนี้ ‘ยังน้อยเกินไป’ เพราะประเทศยังมีศักยภาพดึงดูดเม็ดเงินได้มากกว่านี้ หากสามารถปลดล็อกปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้างได้อย่างตรงจุด
นฤตม์ ระบุว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสีเขียว อาเซียนถูกมองเป็นจุดฮอตสปอตของการลงทุนระดับโลก
โดยนักลงทุนมองไทยเป็นฐานการลงทุนความเสี่ยงต่ำ มีความเป็นกลาง และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน
“แต่เป้าหมายของภาครัฐในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพิ่มตัวเลขคำขอรับการส่งเสริม หากมุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก คือเร่งให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และทำให้เม็ดเงินเหล่านั้นหยั่งรากลึกในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเข้ามาตั้งฐานชั่วคราวแล้วย้ายออกไป”
ต่อคำถามถึงข้อกังวลที่ว่าตัวเลขการลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์ แต่คนไทยยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตและธุรกิจในประเทศ นฤตม์ อธิบายว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีมิติด้านกรอบเวลาที่แตกต่างกัน บางด้านเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้น เช่น การจ้างงานก่อสร้างโรงงานและการจัดซื้อเครื่องจักร
ขณะที่บางด้านต้องใช้เวลา เช่น การใช้วัตถุดิบในประเทศและการสร้างซัพพลายเชนใหม่
นฤตม์ ยกตัวอย่าง การลงทุนอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่โรงงานหลายแห่งอยู่ระหว่างก่อสร้างและเตรียมเปิดดำเนินการในปีหน้า ซึ่งต้องการกำลังคนรวมกันหลายหมื่นคน ทั้งวิศวกรและช่างเทคนิคด้านการออกแบบแผงวงจร เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ไม่ได้มีเพียงตัวอาคาร แต่ดึงดูดซัพพลายเชนเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาด้วย
เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณข้อมูลด้วยแสง ซึ่งผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกมีฐานการผลิตอยู่ที่จังหวัดสระบุรี จ้างงานคนไทยในพื้นที่แล้วกว่า 10,000 คน และมีแผนขยายเป็น 20,000 คนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี
คลื่นลงทุนใหม่ ‘เซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า’
สำหรับการยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก นฤตม์ ระบุว่า ประเทศไทยได้ประกาศยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ และมุ่งเน้น 3 ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ ได้แก่ โฟโทนิกส์ เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ และเซนเซอร์ เพื่อขับเคลื่อนการผลิตชิปในประเทศและผลักดันผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและทดสอบชิปให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในภูมิภาค
ขณะที่ อุตสาหกรรมยานยนต์ นโยบายภาครัฐได้เปลี่ยนผ่านจากระยะแรกที่ดึงดูดการลงทุนและสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งต้องลดการนำเข้าและเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานผลิตในประเทศ ผ่านมาตรการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้า ควบคู่กับการผลักดันการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) และการจัดเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ขณะเดียวกันยังคงมีมาตรการดูแลค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ประกาศแผนลงทุนเพิ่มในไทยกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งในกลุ่มไฮบริดและเทคโนโลยีพลังงานใหม่
4 คอขวดเร่งด่วนที่ต้องปลดล็อก
นฤตม์ ฉายภาพคลื่นลงทุนไทยในวันนี้ว่า สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการมากที่สุดในปัจจุบันคือ ‘ความเร็ว’ โดยเฉพาะการลดขั้นตอนขอใบอนุญาตตั้งโรงงานผ่านโครงการ Thailand Fast Pass ซึ่งปัจจุบันบริษัทต่างชาติตั้งเป้าสร้าง โรงงานและเริ่มผลิตให้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 6 เดือนถึง 1 ปี
โดยมี 4 คอขวดสำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ความพร้อมของพลังงานสะอาดและระบบสายส่งไฟฟ้า การผลิตกำลังคนทักษะสูงให้ทันความต้องการ และการพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศให้ครบวงจร เพื่อเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้เป็นรากฐานความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของคนไทย

