ช่วงเดือนที่ผ่านมา หุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่โหมดปรับฐานแรงอีกครั้งทั้งในสหรัฐฯ และห่วงโซ่ชิปในเอเชีย แต่น่าแปลกที่ตลาดโดยรวมกลับดูไม่กังวลเท่ากับที่ราคาปรับลง
คำถามที่ผมได้รับกลับกลายเป็นว่า “เราเข้าลงทุนในหุ้นที่ปรับฐานรอบนี้เลยได้ไหม เพราะพัฒนาการของ AI และการลงทุนยังคงแข็งแกร่ง”
ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ผมมองว่านักลงทุนต้องรู้จักตลาดหมีที่กำลังเกิดขึ้น และอาจเกิดต่อไปหลังจากนี้ เพราะผลตอบแทนคาดหวัง และระยะเวลาในการกลับตัวอาจแตกต่างกันมาก
เริ่มจากทำความรู้จักตลาดหมีสามแบบ และสำหรับธีม AI รอบนี้ ผมเชื่อว่าโอกาสเกิดตลาดหมีจากวัฏจักรเศรษฐกิจต่ำที่สุด
ตลาดหมีแบบแรกคือ Cyclical Bear หรือตลาดหมีจากวัฏจักรเศรษฐกิจ เกิดเมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา กำไรหด การจ้างงานลด แล้วลากตลาดการเงินลงไปด้วย
รอบนี้ผมมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะการลงทุนเดินหน้าต่อเนื่องแน่นอน บริษัทยักษ์ใหญ่จะทุ่มงบลงทุน AI กำไรบริษัทจะเติบโต และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยง่าย ๆ
รูปแบบต่อมาคือ Event-Driven Bear (ตลาดหมีจากเหตุการณ์) เกิดจากเหตุการณ์นอกตลาดที่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มักลงแรง แต่กลับตัวเร็ว
ความเสี่ยงของตลาดหมีรอบนี้ ส่วนหนึ่งมีต้นเหตุมาจากบอนด์ยีลด์ และเงินเฟ้อที่สูงผิดปกติ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคยพุ่งขึ้นแตะ 5.3% สูงสุดในรอบสองทศวรรษ ราคาน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวสูงเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในช่องแคบ Hormuz เงินเฟ้อสหรัฐฯ ขยับเป็น 3.7% และ Fed ภายใต้ Kevin Warsh ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 3.75-4.00%
ในอดีต ตลาดหมีที่เกิดจากเหตุการณ์พิเศษมักกลับตัวได้รวดเร็ว เช่นในปี 1987 บอนด์ยีลด์ 10 ปีปรับตัวขึ้นไปเกือบ 10% กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงราว 20% ในวันเดียว แต่ภายในราวสองปี ตลาดก็กลับมาที่เดิม
ตัวอย่างที่สอง คือไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 ตลาดลงเกือบ 20% เพราะ Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่พอ Fed เปลี่ยนท่าที ตลาดก็กลับไปที่จุดสูงสุดได้ภายในราวสี่เดือน หรือเมื่อเดือนเมษายน 2025 หลังการประกาศภาษีนำเข้า ตลาดปรับฐานใกล้ระดับตลาดหมี ก่อนจะกลับมาทำสถิติใหม่ได้ภายในสามเดือนถัดมา
ตลาดหมีลักษณะนี้มีจุดร่วมคือเกิดจาก External Shock (ช็อกจากปัจจัยภายนอก) ขณะที่แนวโน้มการทำกำไรยังไม่เปลี่ยน การกลับตัวจึงเกิดได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ผมกังวลมากกว่าคือ AI อาจกลายเป็น Structural Bear (ตลาดหมีเชิงโครงสร้าง) จากการลงทุนที่เกินตัว และต้องใช้เวลาเติบโตเพื่อใช้หนี้อีกนาน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ที่เคยชนะ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์ถาวรแต่เติบโตเร็ว วันนี้กลับกลายเป็นธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์หนัก ลงทุนด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบทั้งหมด ต้องลดการซื้อหุ้นคืน และเริ่มกู้เงินเพิ่ม ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจึงมีโอกาสลดลงก่อนที่ผลิตภาพจาก AI จะมาถึง
ภาพนี้คล้ายช่วงปี 1999-2000 ที่บริษัทโทรคมนาคมกู้เงินมหาศาลเพื่อวางสายไฟเบอร์ทั่วโลก ผู้ขายอุปกรณ์ปล่อยกู้ให้ลูกค้ามาซื้อของตัวเอง สุดท้ายสายไฟเบอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้งานอีกหลายปี หลังฟองสบู่ดอทคอมแตกช่วงปี 2000-2002 ดัชนี S&P 500 ลงราว 49% ส่วน Nasdaq ลงราว 78% และใช้เวลาราว 15 ปีกว่าจะกลับไปที่จุดสูงสุดเดิม
ความยากคือตลาดหมีเชิงโครงสร้างในช่วงแรกมักหน้าตาเหมือน Event-Driven Bear ราคาเด้งกลับแรงหลายรอบ จนคนที่ซื้อตอนลงรู้สึกว่าตัดสินใจถูก ก่อนจะลงต่อ
ผมมองว่าตอนนี้ตลาดเป็นหมีแบบเหตุการณ์ แต่สุดท้ายถ้า AI ไม่สามารถสร้างรายได้ได้เพียงพอกับต้นทุน ตลาดหมีแบบโครงสร้าง อาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
สัญญาณที่ต้องจับตาคือ ประมาณการกำไรถูกปรับลงตามราคาหรือไม่ บริษัทกลุ่ม Hyperscaler (ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดยักษ์) ให้ทิศทางงบลงทุนรายปีอย่างไร และส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้นกู้กลุ่มศูนย์ข้อมูลกับพันธบัตรเริ่มกว้างขึ้นผิดปกติ
มาถึงจุดนี้ นักลงทุนหลายท่านอาจยังไม่คลายความกังวล และไม่กล้าลงทุน แต่จากสถิติในอดีตชี้ว่า การขายเร็วเกินไปก็เสียหายไม่ต่างกับการขายช้าเกินไป
เพราะหุ้นมักปรับตัวขึ้นแรงช่วงท้ายของตลาดกระทิง ถ้าตลาดหมีรอบนี้เป็นแค่เหตุการณ์ การหลบออกจากตลาดก่อนก็จะเป็นการเสียโอกาสมหาศาล
ขณะเดียวกัน ถ้าตลาดกลายเป็นหมีแบบโครงสร้าง ความต่างของการหนีเร็วหรือช้าไปไม่กี่เดือนก็เล็กมากเมื่อเทียบกับความเสียหายจากการถือสินทรัพย์ผิดประเภทเป็นเวลาหลายปี
สิ่งที่สำคัญจึงคือการเลือกสินทรัพย์และสไตล์การลงทุนให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้พอร์ตเสียหายหนักหลังเกิดตลาดหมี
บอนด์ เสี่ยงในระยะสั้น แต่เป็นโอกาสเมื่อนโยบายการเงินกลับทิศ
ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้นเป็นความเสี่ยงระยะสั้นของบอนด์ แต่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีที่ระดับ 5% ในวันนี้ สูงกว่าผลตอบแทนจากกำไรของหุ้นสหรัฐฯ (Earnings Yield) ที่ซื้อขายด้วย P/E 21-22 เท่าของกำไรใน 12 เดือนข้างหน้า แปลว่าบอนด์ได้กลับมาเป็นทางเลือกที่แข่งกับหุ้นได้จริงแล้ว
เงินดอลลาร์กับหุ้นเทคมีความสัมพันธ์กันสูง เปิดโอกาสการลงทุน AI ทั้งในและนอกสหรัฐฯ
ผมมองว่าโครงสร้างพิเศษของตลาดหมีรอบนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างดอลลาร์กับพัฒนาการของหุ้นเทคสหรัฐฯ เพราะเงินทุนทั่วโลกที่ไหลเข้าสหรัฐฯ หลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไหลเข้าเพื่อซื้อหุ้นTech ดอลลาร์จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผูกกับ AI โดยไม่รู้ตัว
ในทางทฤษฎี ดอลลาร์จะแข็งค่าเมื่อตลาดตื่นตระหนก แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าหุ้นสหรัฐฯ ลงโดยมี Tech นำ ดอลลาร์จะอ่อนค่าแทน ตลาดนอกสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มดีกว่าจากเงินทุนที่ไหลเข้า แต่ในทางกลับกัน การอ่อนค่าของดอลลาร์นั้น จะกลับมาส่งผลบวกต่อกำไรของหุ้นเทคสหรัฐฯ ในอนาคตจากรายได้สกุลเงินต่างประเทศไปพร้อมกันด้วย
สไตล์ของตลาดหุ้นคือโจทย์ที่ยากที่สุด ถ้าตลาดหมีเกิดขึ้น Value จะชนะ แต่คำถามคือเมื่อไหร่
ในประวัติศาสตร์ ผู้ชนะเมื่อหุ้นเทคเข้าสู่ตลาดหมีคือหุ้นผันผวนต่ำ หุ้นปันผล และหุ้นคุณค่า ช่วงปี 2000-2002 ที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงหนัก หุ้น Value ชนะดัชนีอย่างชัดเจน และในปี 2000 ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้
ในยุค AI ผมก็มองเช่นนั้น ผู้แพ้อาจเป็นธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์น้อย เช่น ซอฟต์แวร์และบริการ เพราะถูก AI แย่งงาน ส่วนผู้ชนะอาจเป็นธุรกิจที่มีสินทรัพย์จริงที่ไม่ล้าสมัยง่าย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และสาธารณูปโภค แต่คำถามที่ยากกว่าคือเมื่อไหร่ เพราะถ้าเร็วเกินไป หุ้นเหล่านี้ก็อาจอยู่ในช่วงลงทุนสูง มูลค่าแพง และยังขาดทุน
สุดท้ายและสำคัญที่สุด คือสัดส่วนการลงทุน ในยุค AI ที่ยีลด์สูง พอร์ต 60/40 มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
บทเรียนปี 2022 บอกว่า ถ้าต้นเหตุคือเงินเฟ้อ บอนด์ยาวจะลงพร้อมหุ้น แต่ถ้าต้นเหตุคือการลงทุนชะลอตัว บอนด์จะกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงดอลลาร์อ่อน และมีหุ้น Growth และ Value อยู่ในสัดส่วนที่ผสมผสาน
ถ้าพอร์ตเราพร้อม จะหมี AI แบบไหนก็ไม่ต้องกลัวครับ
ภาพ: Who is Danny / Shutterstock

