×

เลือกตั้งกลางเทอม 2026: คลื่นสึนามิสีน้ำเงินกำลังจะกวาดทั้งสภาล่างและสภาสูง

30.10.2026
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาและการเมืองในสภาคองเกรส

ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ชาวอเมริกันจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีกครั้ง ทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งก็ถือได้ว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำแหน่งประธานาธิบดีในการกำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศ เพราะการผ่านร่างกฎหมายใดๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น จำเป็นจะต้องได้รับการรับรองจากสามสถาบันอันได้แก่วุฒิสภา, สภาผู้แทนราษฎร และทำเนียบขาว ดังนั้นการควบคุมเสียงข้างมากให้ได้ทั้งสองสภาจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อที่เขาจะได้ผลักดันนโยบายตามที่เขาได้หาเสียงไว้ในช่วงสองปีที่เหลือ

 

 
 

บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าเดโมแครตหรือรีพับลิกัน ใครจะมีโอกาสมากกว่ากันในการครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

 

ทรัมป์เสื่อมความนิยม

 

กล่าวกันว่า การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกานั้น เปรียบเสมือนการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจของประธานาธิบดีโดยประชาชน กล่าวคือประธานาธิบดีที่มีผลงานบริหารบ้านเมืองที่ไม่ดี ไม่เป็นที่นิยม มักจะโดนประชาชนสั่งสอนด้วยการสูญเสียที่นั่งในสภา ยกตัวอย่างเช่นอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่เสียที่นั่งในสภาล่างไปถึง 63 ที่ ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2010 หลังจากที่เขาผลักกันกฎหมายปฎิรูปประกันสุขภาพ (Obamacare) ที่ไม่เป็นที่นิยมเอาเสียเลย (ณ ขณะนั้น)

 

หรือกรณีอดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ที่เสียคะแนนความนิยมจากสงครามที่ยืดเยื้อในอิรักและอัฟกานิสถาน ทำให้พรรครีพับลิกันเสียที่นั่งถึง 31 ที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006

 

หรือแม้แต่ทรัมป์เองก็สูญเสียที่นั่งในสภาล่างไปถึง 41 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งกลางเทอมสมัยแรก (ปี 2018) ที่เขามีคะแนนตกต่ำจากปัญหาภาพลักษณ์ส่วนตัว เช่นการพูดจาโอ้อวดเกินจริง, การพูดจาในเชิงเหยียดผิว และปัญหาการนอกใจภรรยา

 

สำหรับในการเลือกตั้งรอบนี้ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่างทรัมป์ก็มีคะแนนนิยมต่ำกว่าก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในสมัยแรกของเขาเสียอีก โดยปัจจุบันเขามีคะแนนติดลบอยู่ที่ราวๆ 23% ในขณะที่ก่อนการเลือกตั้งในรอบปี 2018 เขามีคะแนนติดลบแค่ราวๆ 11%

 

สาเหตุที่คะแนนของทรัมป์ในรอบนี้ตกต่ำกว่าเดิมเป็นเพราะว่าชาวอเมริกันไม่ได้มองแค่ว่าเขามีปัญหาด้านคาแรกเตอร์อย่างเดียวเหมือนในสมัยแรก แต่ยังมองว่าทรัมป์ไม่สามารถแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงและเงินเฟ้อได้อย่างที่หาเสียงไว้ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในปี 2024 ด้วยสัญญาประชาคมว่าเขาจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่รัฐบาลของไบเดนได้สร้างปัญหาไว้ เขาสัญญาว่าเขาจะทำให้เศรษฐกิจกลับไปรุ่งเรืองเหมือนสมัยทรัมป์ 1.0 แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่หาเสียงไว้ ทรัมป์กลับทำให้ปัญหาเงินเฟ้อแย่ลงกว่าเดิมจากการทำสงครามการค้าและสงครามกับอิหร่านที่ทำให้อุปทานของน้ำมันดิบลดลงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

คะแนนนิยมที่ต่ำเตี้ยของทรัมป์ทำให้คะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันนั้นตกต่ำลงไปด้วย โดยที่ผลโพลในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาระบุว่าคะแนนนิยมของเดโมแครตนั้นสูงกว่ารีพับลิกันถึงเกือบๆ 10% (generic ballot) ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มากกว่าสมัยปี 2018 เสียด้วยซ้ำ

 

เดโมแครตแทบจะนอนมาในสภาล่าง

 

ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาอย่างฉิวเฉียด โดยมีสมาชิก 219 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 214 ที่นั่ง ส่วนอีก 2 ที่นั่งยังว่างอยู่ เป็นที่นั่งเดิมของทั้งสองพรรคฝ่ายละ 1 ที่นั่ง

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตที่ดีแต่แรกที่จะพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่างได้อีกครั้ง เพราะพวกเขาต้องการเพียงชัยชนะสุทธิเพิ่มเติม 4 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะเพียงพอที่จะยึดเสียงข้างมากกลับคืนมาได้ ซึ่งตามตามสถิติแล้วพรรคของประธานาธิบดีมักจะเสียที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม (โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 26 ที่นั่ง) ด้วยเหตุที่ชาวอเมริกันชื่นชอบการคานอำนาจและมักจะเลือกพรรคตรงข้ามไปคานอำนาจกับทำเนียบขาว

 

ยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ตัวประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีคะแนนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็ไม่เป็นน่าแปลกใจเลยว่าพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มสูงมากที่จะเสียที่นั่งสุทธิไม่ต่ำกว่า 4 ที่

 

ทรัมป์และพรรครีพับลิกันทราบถึงปัญหานี้ และพยายามที่จะสู้กลับด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ให้ตัวเองได้เปรียบมากกว่าเดิม (gerrymandering) ในหลายๆ รัฐ เช่น เทกซัส, ลุยเซียนา, นอร์ทแคโรไลนา และแอละแบมา แต่เดโมแครตก็พยายามสู้กลับด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างแคลิฟอร์เนีย ทำให้ในที่สุดแล้วรีพับลิกันก็ไม่ได้แต้มต่อมากขึ้นเท่าไรจาก gerrymandering

 

รีพับลิกันมีแนวโน้มจะเสียที่นั่งในเขตสามกลุ่มหลัก อันได้แก่

 

1) เขตชานเมืองที่คนมีการศึกษาชอบพรรครีพับลิกันน้อยลงเรื่อยๆ ได้แก่ เนแบรสกา เขต 2, แอริโซนา เขต 1, โคโลราโด เขต 8, เวอร์จิเนีย เขต 2, เพนซิลเวเนียเขต 1 และ 8)

 

2) เขตที่มีประชากรเชื้อสายฮิสแปนิกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเคยสวิงไปเลือกทรัมป์ในปี 2024 แต่จะกลับมาเลือกเดโมแครตในรอบนี้ เนื่องจากทรัมป์แก้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้ ประกอบกับปมที่เขาปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือ ICE ใช้อำนาจข่มขู่ชาวฮิสแปนิกตามอำเภอใจ เขตเหล่านี้ได้แก่ เทกซัส เขต 15, แอริโซนา เขต 8 และเพนซิลเวเนีย เขต 7

 

และ 3) เขตกสิกรรมที่ภูมิภาคมิดเวสต์ที่ได้ผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้าที่ทำให้พืชผลส่งออกไปขายต่างประเทศไม่ได้จากการโดนตั้งกำแพงภาษี และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากอันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากสงครามอิหร่าน เขตเหล่านี้ได้แก่ ไอโอวา เขต 1, 2 และ 3, วิสคอนซิน เขต 5, มอนแทนา เขต 1 และนอร์ทแคโรไลนา เขต 11

 

รีพับลิกันยังพอมีลุ้นที่สภาสูง

 

สมาชิกวุฒิสภามีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ทำให้ในการเลือกตั้งรอบนี้มีการเลือกตั้งกันแค่ 35 ที่นั่ง (ไม่ใช่ทั้ง 100 ที่นั่ง) และถึงแม้ว่าคะแนนความนิยมของทรัมป์จะตกต่ำลง แต่โอกาสที่รีพับลิกันจะยังรักษาเสียงข้างมากในสภาสูงนั้นยังเป็นไปได้อยู่ เพราะในขณะนี้ รีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ที่ 53 ต่อ 47 ที่นั่ง ซึ่งก็แปลว่าเดโมแครตจะต้องแย่งที่นั่งมาให้ได้ถึง 4 ที่นั่ง (หากได้แค่ 3 ที่นั่ง เสียงจะเท่ากันที่ 50 ต่อ 50 ซึ่งก็แปลว่ารีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากอยู่ดี เพราะรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ จะเป็นผู้ลงคะแนนตัดสินเป็นคนสุดท้าย) ซึ่งก็เป็นงานที่ไม่ใช่ว่าจะง่ายสำหรับเดโมแครต เพราะใน 35 รัฐที่มีการเลือกตั้งนั้นเป็นเขตรัฐสีแดงเสียเป็นส่วนใหญ่

 

เดโมแครตมีโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะพลิกกลับมาชนะในรัฐนอร์ธแคโรไลนาที่เจ้าของที่นั่งเดิมจากรีพับลิกันอย่าง ทอม ทิลลิส ตัดสินใจรีไทร์ และฝั่งเดโมแครตได้อดีตผู้ว่าการรัฐที่มีคะแนนนิยมสูงอย่าง รอย คูเปอร์ มาเป็นผู้แทนพรรค โดยคะแนนเฉลี่ยจากผลโพลระบุว่าคูเปอร์มีคะแนนนิยมเหนือกว่า ไมเคิล วัทลีย์ จากพรรครีพับลิกันอยู่ราวๆ 10%

 

นอกจากนี้เดโมแครตยังมีโอกาสที่จะพลิกกลับมาชนะในอีก 4 รัฐ ได้แก่ เทกซัส, โอไฮโอ, อะแลสกา และเมน โดยที่สามรัฐแรก แม้จะเป็นรัฐสีแดง แต่ด้วยคะแนนนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์และความนิยมส่วนตัวของผู้สมัครจากเดโมแครตทำให้พวกเขามีคะแนนนำในรัฐเหล่านี้อยู่ที่ราวๆ 2-3%

 

ส่วนเมนนั้นเป็นรัฐสีน้ำเงิน แต่ทว่า สว.ซูซาน คอลลินส์ของรีพับลิกันที่ครองที่นั่งอยู่ ก็มีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักการเมืองสายกลางที่ได้รับความนิยมจากชาวเมนมาอย่างยาวนาน ทำให้โอกาสที่เธอจะยังรักษาที่นั่งไว้ก็ยังเป็นไปได้อยู่ ผลโพลล่าสุดระบุว่า ทรอย แจ็กสัน ของเดโมแครตมีคะแนนนำคอลลินส์อยู่ราวๆ 3-4%

 

นอกจากนี้ยังมีอีก 3 รัฐในเขตมิดเวสต์อันได้แก่ ไอโอวา, เนแบรสกา และแคนซัส ที่ผลโพลระบุว่าคะแนนของผู้สมัครจากสองพรรคแทบจะเท่ากันเลย ที่จริงแล้วทั้งสามรัฐเป็นรัฐสีแดงจัด แต่ทั้งสามรัฐนี้เป็นรัฐที่พึ่งพากสิกรรมและปศุสัตว์อย่างมากและได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้าและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากสงครามในอิหร่าน ทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์และพรรครีพับลิกันตกต่ำเป็นพิเศษ

 

ถ้าเดโมแครตชนะในรัฐทั้งหมดที่ว่ามานี้จะทำให้พวกเขามีที่นั่งในสภาสูงถึง 55 ที่นั่ง ซึ่งจะเป็นจำนวนที่นั่งสูงสุดของพวกเขาในรอบศตวรรษ เรียกได้ว่าเป็นคลื่นยักษ์สึนามิที่พัดถล่มรีพับลิกันจนพ่ายแพ้แบบยับเยิน

 

เว็บไซต์ Silver Bulletin ของนักสถิติชื่อดังอย่าง เนต ซิลเวอร์ ที่ได้รับการยอมรับว่ามีโมเดลพยากรณ์การเลือกตั้งที่แม่นยำ (เขาใช้ทั้งโพลและปัจจัยพื้นฐานในการทำนาย) ให้โอกาสที่เดโมแครตจะชนะที่สภาล่างที่ 95% และที่สภาสูงที่ 78%

 

วันอังคารที่จะถึงนี้เราก็จะได้รู้แล้วว่าผลโพลและการพยากรณ์ทางสถิติจะแม่นยำหรือไม่ และทรัมป์จะมีอำนาจมากน้อยแค่ไหนในการกำหนดนโยบายในช่วงสองปีที่เหลือของเขา

 

ภาพ: REUTERS / Eric Lee


READ MORE






Latest Stories