×

SWITCH 2026: ปักหมุด 5 สตาร์ทอัพน่าจับตา เมื่อ DeepTech & AI พร้อมเปลี่ยนโลกความจริง

31.10.2026
ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหน้ากระดาษวิจัย งาน SWITCH 2026 ได้กลายเป็นเวทีสะท้อนศักยภาพของสตาร์ทอัพยุคใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนนวัตกรรมล้ำสมัยให้กลายเป็นเครื่องมือตอบโจทย์โลกความเป็นจริง พร้อมตอกย้ำบทบาทของสิงคโปร์ในการเป็น ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก’

 

 

สิงคโปร์มุ่งเน้นการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง (DeepTech) จากห้องปฏิบัติการวิจัย มาประยุกต์ใช้งานจริง เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มศักยภาพให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยั่งยืน การทลายขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ไปจนถึงหุ่นยนต์เอไอเชิงกายภาพ (Embodied AI) และการปกป้องโครงสร้างเมืองอัจฉริยะ

 

นี่คือ 5 ตัวอย่างสตาร์ทอัพที่น่าสนใจจากงาน SWITCH 2026

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 1

 

CRecTech กับโครงการแปรรูปก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงมูลค่าสูง

 

CRecTech เป็นบริษัทเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) เป็นผู้พัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนก๊าซที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบให้กลายเป็นสารเคมีและเชื้อเพลิงมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาเฉพาะของบริษัทที่มีชื่อว่า CRecREF™ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนกระบวนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonisation) และการขับเคลื่อนโซลูชันเคมีภัณฑ์สีเขียว

 

เทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยา CRecREF™ เป็นกระบวนการตัวเร่งปฏิกิริยา 2 ขั้นตอน (Two-Stage Process) ที่แปลงก๊าซชีวภาพและก๊าซคาร์บอน เช่น ก๊าซมีเทนและ CO2 จากน้ำเสียโรงงานน้ำมันปาล์ม หรือน้ำเสียเทศบาล ให้กลายเป็นก๊าซสังเคราะห์ (Synthesis Gas) แล้วแปรรูปต่อเป็น ‘ไบโอเมทานอล’ (Biomethanol)

 

CRecTech ได้ลงนาม MOU และความร่วมมือกับ Pertamina NRE ในอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาโรงงานนำร่องในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Sei Mangkei โดยมีโรงงานผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาที่เมือง Batang รวมถึงมีโครงการนำร่องร่วมกับลูกค้าในสหรัฐฯ สำหรับก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียเทศบาล

 

ดร. ลิม คัง ฮุย ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ CRecTech กล่าวว่า น้ำเสียจากโรงงานน้ำมันปาล์ม (POME) หรือน้ำเสียจากชุมชนสร้างก๊าซเรือนกระจกได้ การนำมาเปลี่ยนเป็นไบโอเมทานอล นอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และสร้างคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) ได้

 

อินโดนีเซียมีโรงงานน้ำมันปาล์มราว 1,000 แห่ง หากใช้เทคโนโลยีนี้เต็มศักยภาพจะผลิตไบโอเมทานอลได้ถึง 7 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะปิดช่องว่างการนำเข้าเมทานอลของอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันนำเข้า 1-2 ล้านตันต่อปี เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมไบโอดีเซล (B50) ได้ทันที พร้อมมีเป้าหมายขยายไปยังมาเลเซียและไทย

 

ส่วนเรื่องการรับมือกับวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดร. ลิม กล่าวกับ THE STANDARD ว่า โครงการนี้เป็นแนวทางสำคัญที่จะมีส่วนช่วยรับมือกับวิกฤตและการขาดแคลนพลังงานในอนาคต เนื่องจาก เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ต่อเนื่อง อาศัยวัตถุดิบชีวมวลและน้ำเสียจากภาคเกษตรกรรมที่มีการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นพลังงานหมุนเวียนทางเลือกที่ไม่ขาดตอน ทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงและยืดหยุ่นทางพลังงาน (Energy & Supply Chain Resilience) สนับสนุนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นผลิตเชื้อเพลิงใช้เอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 2

 

Qifrost กับความพยายามทลาย ‘ข้อจำกัด’ ของคอมพิวเตอร์ควอนตัม

 

Qifrost เป็นควอนตัมสตาร์ทอัพดาวรุ่งของสิงคโปร์ โดย อีริก เกา ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Qifrost ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า เป้าหมายสำคัญของ Qifrost คือ การมุ่งเน้นการทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัม “ทำงานได้จริง” และสามารถขยายขนาด (Scale) ระบบได้

 

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักพูดถึงการนำควอนตัมไปใช้ในเรื่องการค้นพบยาใหม่ (Drug Discovery), วิทยาศาสตร์วัสดุ, การพับโปรตีน, โลจิสติกส์ หรือการเงิน แต่อีริกมองว่า เรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากยังไม่สามารถทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำงานได้จริงในก้าวแรก โดยวิวัฒนาการจะต้องเล็กลง ถูกลง และกลายเป็นสินค้าแพร่หลาย (Commoditization) เปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ยุคแรกที่เคยมีขนาดใหญ่เท่าห้องและราคาหลายล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันถูกย่อส่วนและลดต้นทุนจนกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ทุกคนพกพาได้ คอมพิวเตอร์ควอนตัมก็ต้องผ่านวิวัฒนาการในการบีบอัดขนาด ลดต้นทุน และผลิตได้ในปริมาณมากเช่นกัน

 

อีริกอธิบายว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบัน แม้จะมีขนาดใหญ่และซับซ้อน แต่ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง เนื่องจากรองรับคิวบิต (Qubit) ได้เพียงประมาณ 100 คิวบิต ในขณะที่การใช้งานจริงต้องใช้ระดับ 1 ล้านคิวบิต ขึ้นไป โดย 3 อุปสรรคสำคัญในการขยายระบบ นั่นคือ

 

  1. สถาปัตยกรรมและการเดินสายเคเบิล (Architecture): ระบบเดิมต้องส่งสัญญาณจากกล่องควบคุมอุณหภูมิห้อง ลงไปยังชั้นอุณหภูมิเยือกแข็ง (Millikelvin) ที่คิวบิตประมวลผลอยู่ หากต้องการขยายเป็นล้านคิวบิต จะต้องใช้สายเคเบิลมหาศาลซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ
  2. ความร้อน (Heat): สัญญาณไฟฟ้าที่ส่งผ่านสายเคเบิลทำให้เกิดความร้อน ซึ่งความร้อนเพียงเล็กน้อยจะทำลายสภาวะควอนตัมที่เปราะบาง
  3. ต้นทุนที่สูงมาก (Cost): สายเคเบิล อุปกรณ์ควบคุม และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญมีต้นทุนสูงมาก ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องหนึ่งมีราคาสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์

 

Qifrost พัฒนาชิปควบคุมควอนตัม (Cryo-CMOS) ที่ทำงานได้ในอุณหภูมิเย็นจัด และเข้ากันได้กับควอนตัมคอมพิวเตอร์ทุกรูปแบบ โดยนำเทคโนโลยีชิปสารกึ่งตัวนำแบบที่ใช้ในอุปกรณ์ทั่วไปมาต่อยอด ช่วยให้ผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเพิ่มจำนวนคิวบิตและขยายระบบได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างฮาร์ดแวร์ควบคุมขึ้นมาเองใหม่

 

โดยการใส่ชิปควบคุมลงในระบบความเย็นช่วยแก้ไขปัญหา 3 ด้านพร้อมกัน นั่นคือ ช่วยลดจำนวนสายเคเบิลลงอย่างมาก ซึ่งเป็นการลดความซับซ้อนของโครงสร้าง และสายเคเบิล รวมถึงลดความร้อนสะสม และลดต้นทุนระบบลงทันที

 

Qifrost ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างตัวประมวลผลควอนตัมแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่าง IBM หรือ Google แต่เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น ‘ผู้แก้ปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของการขยายขนาดฮาร์ดแวร์’ (Scaling Bottleneck) จึงเป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพที่น่าสนใจในงาน SWITCH 2026 และโดดเด่นอย่างมากในวงการคอมพิวเตอร์ควอนตัมยุคปัจจุบัน

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 3

 

Menlo กับ Embodied AI แห่งอนาคต

 

เจีย ฉี ยิป นักวิจัยและนักพัฒนา Embodied AI จาก Menlo Research เล่าว่า Menlo เริ่มต้นจากการทำแอปพลิเคชัน GenAI แบบ Open-Source ในปี 2024 ก่อนจะขยายมาสร้างหุ่นยนต์ Asimov ในปี 2025 เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘ร่างกาย’ ให้กับ AI Agent ในการลงมาปฏิบัติงานและรับมือกับความซับซ้อนในโลกแห่งความเป็นจริง

 

ตัวหุ่นยนต์จำหน่ายในราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจัดส่งเป็นชิ้นส่วนให้ผู้ซื้อนำไปประกอบเองทั้งหมด ใช้เวลาประมาณ 2 วัน ถึง 1 สัปดาห์ มีคู่มือจำลอง 3D แบบโต้ตอบได้บนเว็บ เพื่อช่วยสอนวิธีประกอบ เพื่อให้นักพัฒนาเข้าใจโครงสร้างกลไกจริงจากล่างขึ้นบน

 

โดยชิ้นส่วนเครื่องกลส่วนใหญ่ผลิตด้วย CNC และ 3D Printing ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ไปพิมพ์ชิ้นส่วนทดแทนเองได้ และสามารถถอดเปลี่ยนมอเตอร์หรืออัปเกรดอะไหล่ได้ง่ายคล้ายกับการอัปเกรดคอมพิวเตอร์ PC

 

ขณะที่ ฮวี (ยูกิ) บุย นักวิจัยและนักพัฒนาอีกหนึ่งคนมองว่า ในอนาคตราคาฮาร์ดแวร์จะถูกลงและมีกำไรลดลงเรื่อยๆ เหมือนสมาร์ทโฟน แต่สิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดคือ การสร้างมาตรฐานอินเทอร์เฟซและแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันต่อยอดได้ในระยะยาว คล้ายกับรูปแบบของ App Store

 

พวกเขามองว่า ความกังวลเรื่องหุ่นยนต์แย่งงานมนุษย์จะมีอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงจะเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำงานร่วมกัน (Integration) หุ่นยนต์จะรับทำหน้าที่งานซ้ำๆ (Repetitive Tasks) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ส่วนมนุษย์จะขยับไปทำหน้าที่กำกับดูแล (Supervision) และใช้การคิดวิเคราะห์ขั้นสูง ซึ่งกระบวนการนี้จะสร้างงานประเภทใหม่ๆ ขึ้นมา คล้ายกับยุคที่คอมพิวเตอร์เข้ามาในสังคม

 

ปัจจุบันเริ่มเห็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ผู้ใช้งานซึ่งไม่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ สามารถเขียนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI เช่น ChatGPT สร้างนโยบายการเคลื่อนไหว (Locomotion Policy) หรือสั่งให้หุ่นยนต์ทำกิจกรรม เช่น การเก็บผ้า แล้วนำไปปรับใช้กับหุ่นยนต์จริงได้โดยตรง

 

ส่วนคำถามที่ว่า ในอนาคตหุ่นยนต์ AI จะครองโลกไหม ยูกิตอบอย่างชัดเจนว่า ไม่คิดว่า Embodied AI หรือหุ่นยนต์จะครองโลกอย่างแน่นอน แต่รูปแบบในอนาคตจะเป็นสภาวะการอยู่ร่วมกัน (Coexistence) ระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ AI โดยมนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุม ทั้งนี้เขายังชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า หุ่นยนต์ Asimov ถูกออกแบบมาให้มี ‘ปุ่มสีแดงขนาดใหญ่’ (Big Red Button) ติดไว้ที่ด้านหลังตัวเครื่อง ก่อนจะพูดเชิงติดตลกว่า หากในอนาคตหุ่นยนต์เกิดคิดจะครองโลกขึ้นมา มนุษย์ก็แค่เดินไปกดปุ่มนี้ เพื่อหยุดการทำงานทันที

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 4

 

The Robot Company กับหุ่นยนต์ควบคุมระยะไกล

 

บริษัทสตาร์ทอัพที่เน้นการนำปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical Intelligence) มาประยุกต์ใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมการทำงานของมนุษย์ โดยรวมการทำงานของหุ่นยนต์, โมเดล AI และผู้ควบคุมที่เป็นมนุษย์เข้าด้วยกัน โดยใช้ระบบสั่งการระยะไกล (Remote Teleoperation Stack) เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานที่มีประโยชน์ได้ทันทีในปัจจุบัน พร้อมค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความเป็นอัตโนมัติ (Autonomy) ที่สูงขึ้นในอนาคต

 

แดเนียล อึ้ง ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ของ The Robot Company มองว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในปัจจุบันยังไม่สามารถทดแทนมนุษย์แบบถอดคนออกแล้วเอาหุ่นยนต์ใส่แทนได้ทันที แต่มุ่งเน้นการนำหุ่นยนต์มา ‘ทำเฉพาะบางงาน’ (Certain Tasks) ที่มนุษย์ไม่ควรต้องทำ เช่น งานซ้ำซาก น่าเบื่อ (Menial tasks) งานขนย้ายและคัดแยกสิ่งของระยะไกล

 

เขามองว่า วิดีโอสาธิตหุ่นยนต์ตีลังกา เต้นรำ หรือวิ่งเร็วกว่านักวิ่งโอลิมปิก เป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องตอบให้ได้ตอนนี้คือ “แล้วจะนำความสามารถเหล่านั้นมาใช้งานจริงได้อย่างไร?” (Now What?) ซึ่งต้องอาศัยซอฟต์แวร์และการปรับใช้ที่ตรงกับโจทย์หน้างาน

 

ปัจจุบันร้านค้าปลีกบางแห่งในสิงคโปร์ใช้หุ่นยนต์ช่วยจัดการสต็อก ขนย้าย และรีดผ้า เพื่อลดภาระงานซ้ำซากให้พนักงานมีเวลาต้อนรับและบริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ขณะที่คลังสินค้าเซมิคอนดักเตอร์มีการใช้หุ่นยนต์ขนย้ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร (PCB) และมอเตอร์ ระหว่างพื้นที่จัดเก็บ จุดปรับปรุงสภาพ และจุดแพ็กเกจจิ้ง ช่วยปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน (Workflow) ให้สินค้าเคลื่อนที่มาหาคนแทนการให้คนเดินไปยก ขณะที่ภาคโรงแรมและการบริการหลายแห่งได้นำหุ่นยนต์ไปช่วยทำหน้าที่ขนย้ายสิ่งของทางไกลและงานประจำทั่วไป

 

แดเนียลยังมองเห็นโอกาสเติบโตสำคัญในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (Mining) รวมถึงน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas) เนื่องจากงานในเหมืองมีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมนุษย์สูง การใช้ระบบควบคุมหุ่นยนต์ระยะไกล (Remote Teleoperation) จะช่วยให้มนุษย์สั่งการอยู่ภายนอกพื้นที่เสี่ยงในขณะที่หุ่นยนต์เข้าไปปฏิบัติงานแทนได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 5

 

WaveScan กับเทคโนโลยีตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน

 

WaveScan เป็นบริษัท DeepTech ที่สปินออฟมาจากสถาบัน A*STAR ของสิงคโปร์ โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากว่า 8 ปี โดยพัฒนาระบบสแกนภาพ 3D ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic 3D Imaging) ชนิดมองทะลุเนื้อวัสดุ (See-Through) ในระดับมิลลิเมตรเป็นแห่งแรกของโลก สำหรับการทดสอบแบบไม่ทำลายโครงสร้าง (Non-Destructive Testing: NDT)

 

ตัวเครื่องสแกนออกแบบเป็นระบบโมดูลาร์ สามารถถือใช้งานด้วยมือ หรือนำไปติดตั้งบนหุ่นยนต์ไต่ผนังและโดรน เพื่อสแกนผนังอาคารสูงหรือหลังคาขนาดใหญ่ได้ โดยระบบประมวลผลจะทำงานร่วมกับ AI เพื่อสแกนวิเคราะห์ภาพ 3D แบบแยกชั้น (Layer-by-Layer) เสมือนการทำ X-ray หรือ CT Scan โครงสร้างคอนกรีต ช่วยตรวจหาเหล็กเสริม (Rebar), ช่องว่างภายใน (Voids) และรอยแตกร้าว จากนั้นสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโมเดล BIM หรือ Digital Twin เพื่อสร้างประวัติสภาพโครงสร้างอาคารแบบดิจิทัล

 

คุช อัครวาล ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ WaveScan มองว่า อาคารมีการเสื่อมโทรมตามกาลเวลาเช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ หากรอให้เกิดอาการหรือความเสียหายปรากฏภายนอกก่อนแล้วค่อยซ่อม มักจะสายเกินไป

 

การตรวจสอบในปัจจุบันมักพึ่งพาการมองด้วยตาเปล่า (Visual Inspection) หรือการถ่ายภาพความร้อน (Infrared Thermography) ซึ่งตรวจได้เฉพาะสิ่งที่เห็นภายนอกเท่านั้น ทำให้มองไม่เห็นความเสียหายภายใน จนนำไปสู่อุบัติเหตุอาคาร สะพาน หรืออุโมงค์ถล่มในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ฮ่องกง และไทย

 

WaveScan จึงสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) โดยวิศวกรจำเป็นต้องมี ‘X-ray Vision’ เพื่อมองทะลุคอนกรีต ช่วยให้วินิจฉัยความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Diagnosis) ก่อนจะเกิดความเสียหายร้ายแรง และช่วยยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างอาคาร

 

อีกทั้งการใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจจับและต่อภาพสแกน (Image Stitching) มีส่วนช่วยลดต้นทุนในการตรวจสอบ และลดความจำเป็นในการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตีความผลภาพสแกนตลอดเวลา

 

เบื้องต้น อุปกรณ์ WaveScan ได้รับมาตรฐาน CE Certified ผ่านการทดสอบความปลอดภัย และนำไปใช้งานในอาคารที่อยู่อาศัย อาคารเชิงพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรมในสิงคโปร์ ฮ่องกง และยุโรป ทั้งยังมีโอกาสได้นำเทคโนโลยีสแกนไปใช้งานจริงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและโรงงานผลิตในประเทศไทยแล้วเช่นกัน

 

ภาพรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก 5 สตาร์ทอัพในงาน SWITCH 2026 6

 

นอกจากสตาร์ทอัพที่น่าสนใจจากสิงคโปร์แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในงาน SWITCH 2026 คือการเปิดตัว ‘Thailand Pavilion’ เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการนำทัพ 16 สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยที่มีศักยภาพไปร่วมจัดแสดงบนเวทีระดับโลก การเข้าร่วมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันฝีมือคนไทยให้แก่ผู้ลงทุนและพันธมิตรต่างชาติได้สัมผัส แต่ยังเป็นการเปิดประตูสร้างความร่วมมือ ขยายเครือข่ายธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยอย่างก้าวกระโดด

 

ตัวอย่างสตาร์ทอัพไทยที่เข้าร่วมโชว์ศักยภาพปีนี้ เช่น Cynclair ผู้พัฒนาโซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์, Graffity ผู้พัฒนาเทคโนโลยีนำทางภายในอาคาร, RIFFAI ผู้พัฒนาเทคโนโลยีประมวลผลและวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม และ EGG Digital ผู้พัฒนาและผสานระบบ AI เข้ากับเทคโนโลยีด้านการตลาด

 

งาน SWITCH 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือภาพสะท้อนของการผนึกกำลังในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก ที่พร้อมจะเปลี่ยนงานวิจัยลึกซึ้ง (DeepTech) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในโลกแห่งความเป็นจริง การก้าวเดินร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกและความตื่นตัวของสตาร์ทอัพสิงคโปร์ รวมถึงไทยในวันนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนและเต็มไปด้วยโอกาสใหม่ๆ อย่างแน่นอน

 

ภาพ: Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD


READ MORE






Latest Stories