×

Sushiro บุกสหรัฐฯ เปิดสาขาแรกที่นิวยอร์ก ท้าชนโอมากาเสะราคาแพงด้วยซูชิจานละ 166 บาท พร้อมนโยบายไม่รับทิป

01.09.2026
  • LOADING...
ภาพจานซูชิหลากหลายเมนูบนสายพานลำเลียงของร้าน Sushiro

Sushiro หนึ่งในเชนร้านซูชิสายพานรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เตรียมเปิดร้านสาขาแรกในสหรัฐฯ ที่นครนิวยอร์กในเดือนตุลาคมนี้ โดยเดิมพันว่าความต้องการร้านอาหารราคาเข้าถึงได้ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงหนุนให้บริษัทขยายตลาดได้สำเร็จ

 

 
 

ร้านดังกล่าวเป็นอาคาร 3 ชั้น ให้บริการทั้งซูชิแบบจานเดี่ยวและอาหารแบบเซตคอร์ส ซึ่งออกแบบมาเพื่อแนะนำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันรู้จักซูชิและอาหารญี่ปุ่นชนิดอื่น

 

มาซาฮิโระ ยามาโมโตะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Food & Life Companies บริษัทแม่ของร้านดังกล่าว ระบุว่าบริษัทให้คำมั่นว่าจะทำให้ประสบการณ์การกินอาหารแบบสบายๆ ดีขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ลดทอนคุณภาพ

 

สำหรับแผนการขยายตลาดนั้น บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียววางแผนโฟกัสที่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก โดยปัจจุบันมีร้านสไตล์อิซากายะชื่อ Sakabayashi Sushi Tavern เปิดให้บริการอยู่แล้วที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์

 

ราคาจับต้องได้ ท่ามกลางโอมากาเสะที่แพงขึ้นเรื่อยๆ

 

จุดยืนที่ Sushiro เลือกคือการเป็นทางเลือกที่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า ในเวลาที่ร้านโอมากาเสะระดับไฮเอนด์ผุดขึ้นจำนวนมากในนิวยอร์กและเมืองอื่นของสหรัฐฯ ซึ่งบางแห่งตั้งราคาสูงจนน่าตกใจ

 

ที่น่าสนใจคือซูชิเคยเป็นอาหารที่ผูกกับภาพของชนชั้นแรงงานมาก่อน ขณะที่ปัจจุบันค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังบีบให้ครัวเรือนอเมริกันต้องลดการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง

 

ในแง่ราคานั้น เมนูซูชิพื้นฐานของร้านมีทั้งแซลมอน, ทูน่า, กุ้ง และหอยเชลล์ ในราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 166 บาท) ต่อจานที่มี 2 คำ โดยแบ่งราคาออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 5, 6, 8 และ 10 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 166, 200, 266 และ 333 บาทตามลำดับ

 

แม้ราคาดังกล่าวจะสูงกว่าที่ขายในญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ก็ยังถูกกว่าร้านซูชิทั่วไปในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.32 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลจาก Sushi Council ของ National Fisheries Institute

 

ทำไมอาหารญี่ปุ่นถึงมาถูกจังหวะในสหรัฐฯ

 

ทอม เบลีย์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอาหารผู้บริโภคจาก Rabobank อธิบายว่าอาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนอเมริกัน จากการที่พวกเขาเดินทางบ่อยขึ้นและได้สัมผัสอาหารต่างชาติมากขึ้น

 

อีกแรงหนุนคือการท่องเที่ยวที่พุ่งสูง ซึ่งได้อานิสงส์จากเงินเยนที่อ่อนค่าและกระแสความนิยมบนโซเชียลมีเดีย ทำให้คนอเมริกันจำนวนมากขึ้นได้รู้จักอาหารญี่ปุ่น โดยเบลีย์สรุปว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้เปิดใจลองสิ่งใหม่มากขึ้น

 

นอกจากตัวอาหารแล้ว รูปแบบร้านเองก็เป็นจุดขาย โดย Rabobank มองว่าโมเดลสายพานโดยรวมถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าตื่นเต้นสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน

 

ที่ร้าน Sushiro ลูกค้าจะสั่งอาหารผ่านคีออสก์ระบบดิจิทัล จากนั้นซูชิและเมนูอื่นอย่างไข่ตุ๋นและราเมนจะถูกส่งมาตามสายพานที่ลากจากครัวมาถึงโต๊ะอาหาร

 

อีกปัจจัยที่เข้าทางคือผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้นและมองหาอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยลง พร้อมกับหลีกเลี่ยงเมนูทอดที่พบได้ทั่วไปในอาหารอเมริกัน ซึ่ง Rabobank ระบุว่าซูชิและซาชิมิตอบโจทย์ตรงนี้ในฐานะแหล่งโปรตีนที่สะอาด

 

ระบบอัตโนมัติกับการไม่รับทิปที่สวนธรรมเนียมอเมริกัน

 

โจทย์ที่ท้าทายคือร้านอาหารในสหรัฐฯ มักมีอัตรากำไรที่บางมาก ขณะที่การแข่งขันในเมืองอย่างนิวยอร์กก็รุนแรงเป็นพิเศษ อีกทั้งผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งค่าแรง, ค่าเช่า และค่าพลังงาน

 

นักวิเคราะห์มองว่าระบบอัตโนมัติของ Sushiro จะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้ต่ำลงได้ ขณะที่ทำเลก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยได้ เพราะร้านตั้งอยู่ใจกลางแมนฮัตตันซึ่งมีประชากรหนาแน่น บนพื้นที่ 9,000 ตารางฟุต หรือราว 836 ตารางเมตร รองรับได้ 170 ที่นั่ง

 

ความเคลื่อนไหวที่สวนธรรมเนียมท้องถิ่นคือ Sushiro จะใช้นโยบายไม่รับทิป ซึ่งต่างจากแนวปฏิบัติมาตรฐานในสหรัฐฯ

 

โยสุเกะ ทานากะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Food & Life U.S. ระบุว่านโยบายดังกล่าวจะสะท้อนอยู่ในราคาสินค้า รวมถึงเงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานแทน

 

เขาอธิบายว่าบริษัทพยายามทำให้ราคาแข่งขันได้สำหรับลูกค้า และเนื่องจากเป็นร้านซูชิแบบกึ่งอัตโนมัติ จึงคิดว่าสามารถรองรับรูปแบบนี้ได้

 

ความเคลื่อนไหวของ Sushiro สะท้อนแนวโน้มที่ใหญ่กว่านั้น คือเชนร้านอาหารญี่ปุ่นกำลังมองหาตลาดต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหนีตลาดในประเทศที่หดตัวลง

 

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสอาหารญี่ปุ่นระหว่างเดินทาง ซึ่งสามารถแปรเป็นความต้องการเมื่อพวกเขากลับถึงบ้านได้

 

สำหรับ Sushiro ที่ก่อตั้งขึ้นในโอซากาเมื่อปี 1984 ปัจจุบันเติบโตจนมีสาขาราว 800 แห่งทั่วโลกแล้ว

 

ขณะที่คู่แข่งอย่าง Kura Sushi ก็ขยายตัวอย่างดุดันในอเมริกาเหนือเช่นกัน เพียงแต่เน้นไปที่ชายฝั่งตะวันตกเป็นหลัก โดยบริษัทซึ่งจดทะเบียนทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นรายนี้มี 94 สาขา และจะเปิดเพิ่มอีก 16 แห่งภายในสิ้นปีนี้

 

Kura Sushi เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2009 และวางแผนเพิ่มจำนวนสาขาอีก 20%

 

นอกจากนี้ยังมีเชนร้านอาหารญี่ปุ่นรายอื่นที่ขยายตลาดในสหรัฐฯ ทั้ง Ippudo และ Yoshinoya ซึ่งเพิ่งประกาศเข้าซื้อกิจการเชนร้านราเมนสัญชาติอเมริกันอย่าง Kizuki International เพื่อขยายการมีอยู่ในตลาดสหรัฐฯ ให้มากขึ้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 1 กันยายน 2569

 

ภาพ: leungchopan / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories