×

ทรัมป์มอง Data Center อย่างไร ทำไมถึง ‘สนับสนุน’ แม้มีกระแสต่อต้านรุนแรง

01.09.2026
  • LOADING...
โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนอยู่หน้าศูนย์ข้อมูล (Data Center)

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาสนับสนุน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างเต็มตัว เมื่อวานนี้ (31 สิงหาคม) พร้อมเตือนว่า ผู้ที่คัดค้านโครงการเหล่านี้กำลัง ‘ขัดขวาง’ ความเจริญทางเศรษฐกิจและโอกาสในการสร้างงานของประเทศ

 

 
 

แม้ว่าโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินมหาศาลจากมหาเศรษฐีในซิลิคอนวัลเลย์ แต่กลับต้องเผชิญกับ กระแสต่อต้านอย่างรุนแรง จากทั้งนักการเมืองและประชาชนในหลายรัฐ เนื่องจากความกังวลเรื่อง ราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น และอิทธิพลที่มากเกินไปของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

 

ทรัมป์มอง Data Center อย่างไร

 

ทรัมป์มองว่า Data Center คือ ขุมทรัพย์ หรือ ‘ห่านทองคำ’ (Golden Goose) ของประเทศ โดยเชื่อว่า หากชุมชนต่างๆ ยอมรับและเปิดทางให้กับการสร้าง Data Center จะทำให้ชุมชนเหล่านั้น “ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย มีการเก็บภาษีที่ต่ำลงอย่างมาก และมีตำแหน่งงานเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง” ภายใต้แนวคิดหลักของเขาคือ ‘Let Data Reign’

 

ทรัมป์วิจารณ์กลุ่มคนหรือชุมชนที่คัดค้านโครงการ Data Center อย่างรุนแรง โดยระบุว่า เหตุผลเดียวที่ชุมชนจะไม่ต้องการโครงการเหล่านี้ คือการที่พวกเขาอยากลงเอยด้วยความ “ล้าหลังและยากจน” (Backwards and Poor) และเตือนว่า หากโครงการเหล่านี้ถูกยกเลิกไป ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องโทษตัวเองเท่านั้นที่ยอมทำลายโอกาสนี้

 

ทำไมทรัมป์ถึงสนับสนุน Data Center อย่างสุดตัว

 

ทรัมป์มองว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ถือเป็น ‘กลไกหลัก’ ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกจากปัจจัยลบอื่นๆ เช่น ผลกระทบจากภาวะสงครามของทรัมป์ในอิหร่าน และปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ รวมถึง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเชื่อว่า Data Center เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งใน ‘ระบบเศรษฐกิจ AI” และเตือนว่า การชะลอตัวในการขยายตัวของ Data Center ในสหรัฐฯ จะทำให้ประเทศจีนขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI แทน

 

ทรัมป์พยายามชี้ให้เห็นว่า การหยุดชะงักของโครงการเหล่านี้จะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศจีน ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายต่อความมั่นคงในอนาคต

 

โดยทรัมป์อ้างว่า จีนไม่มีทางจะมีความสุขไปมากกว่านี้อีกแล้ว กับกระแสต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ และพวกเขาก็แทบไม่เชื่อว่า เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นจริง

 

ประเด็นความขัดแย้งและกระแสต่อต้านในสหรัฐฯ

 

แม้ทรัมป์จะมีจุดยืนสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่การขยายตัวของ Data Center ในสหรัฐฯ กลับเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากประชาชนในพื้นที่และนักการเมืองจากทั้งสองพรรค (Bipartisan Backlash) เนื่องจากความกังวลเรื่องปัญหาพลังงานและค่าไฟพุ่งสูง เนื่องจาก Data Center ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่มหาศาล ซึ่งสร้างภาระหนักต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) และส่งผลให้ค่าไฟของประชาชนในพื้นที่รอบข้างดีดตัวสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวยังเตือนว่า Data Center ต้องการน้ำปริมาณมหาศาล เพื่อระบายความร้อนให้กับระบบเซิร์ฟเวอร์ ท่ามกลางภาวะภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม และความมั่นคงด้านอาหาร นอกจากนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงยังได้รับความเดือดร้อน จากมลพิษทางเสียงของพัดลมระบายความร้อนอีกด้วย

 

ผลสำรวจระบุว่า ชาวอเมริกันราว 3 ใน 4 ‘คัดค้าน’ การสร้าง Data Center ใกล้กับบ้านของตนเอง และจากผลสำรวจของ Gallup ในเดือนมีนาคมชี้ว่า 71% ‘คัดค้าน’ การสร้าง Data Center สำหรับ AI ในพื้นที่ท้องถิ่นของตน

 

กระแสคัดค้านจากกลุ่มภาคประชาชนสามารถหยุดยั้งหรือชะลอโครงการ Data Center ไปได้แล้วอย่างน้อย 75 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 130,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 โดยมีหลายพื้นที่ที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถสกัดโครงการได้สำเร็จ เช่น เมือง Monterey Park (แคลิฟอร์เนีย), Prince William county (เวอร์จิเนีย) และ Wake county (นอร์ทแคโรไลนา)

 

ประเด็นนี้กลายเป็นสิ่งที่นักยุทธศาสตร์มองว่า ‘เป็นพิษทางการเมือง’ (Politically Radioactive) โดยเป็นภาพสะท้อนของความกังวลของประชาชนต่ออิทธิพลของกลุ่ม Big Tech และผลกระทบจาก AI

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยอมรับว่า โครงการ Data Center จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการประชาสัมพันธ์ (PR) เพื่อลดแรงเสียดทานในสังคม โดยรัฐบาลทรัมป์สนับสนุนข้อตกลงโดยสมัครใจ (Voluntary Pledge) ของบริษัทเทคโนโลยีที่จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของตนเองทั้งหมด เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าไฟของประชาชนทั่วไป

 

ทั้งยังมีข้อเสนอให้บริษัทผู้พัฒนาควร สร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาควบคู่กับ Data Center เพื่อป้อนพลังงานกลับคืนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) แทนการดึงพลังงานไปใช้ฝ่ายเดียว ซึ่งหากทำได้ รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่า ความขัดแย้งของโครงการเหล่านี้จะลดลงอย่างมาก

 

ภาพ: KM Stock / Shutterstock / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising