อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกไต่กลับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ หลังราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจุดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ประเด็นสำคัญ
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นอายุ 10 ปี แตะ 3% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ขณะที่ออสเตรเลียพุ่งสู่ระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 2011 ทั้งจากเงินเฟ้อที่ค้างอยู่ในระดับสูง และการขาดดุลการคลังที่กว้างขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ ต่อเนื่องจากแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ผลักให้อัตราผลตอบแทนอายุ 10 ปีขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมของปีที่แล้ว
ขณะที่อัตราผลตอบแทนของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกที่จัดทำโดย Bloomberg ปรับขึ้นเป็นวันทำการที่ 4 ติดต่อกัน ขึ้นมาอยู่ที่ 3.72% ณ วันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2008
สุนทรพจน์ที่พลิกความคาดหวังของตลาด
สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ตัวเร่งล่าสุดที่ดันอัตราผลตอบแทนขึ้นคือสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเขาย้ำจุดยืนอีกครั้งถึงคำมั่นที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้ได้
แรงเทขายพันธบัตรครั้งนี้เป็นโจทย์ใหม่สำหรับ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งออกมาตรการเพิ่มเติมเมื่อเดือนที่ผ่านมาเพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนไม่ให้พุ่งเกินไป และยังเป็นโจทย์สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นเสี่ยงจะกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน
“ตลาดกำลังสะท้อนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่สูงขึ้น ไม่เฉพาะในสหรัฐฯ แต่ทั่วโลกด้วย” Idanna Appio ผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสของ First Eagle Investments กล่าวกับ Bloomberg TV “นักลงทุนเริ่มประเมินใหม่ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นกลางควรอยู่ตรงไหน และระดับดังกล่าวก็ค่อยๆ ขยับสูงขึ้น”
พันธบัตรทั่วโลกอยู่ภายใต้แรงกดดันมาหลายเดือนแล้ว จากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐที่อยู่ในระดับสูงในตลาดอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ซึ่งทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยที่สูงขึ้นสำหรับการถือครองตราสารหนี้อายุยาว
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้จุดความกังวลว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกกระทบเป็นเวลานาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทั้งชุดปัจจุบันและอดีตหลายรายประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน
ล่าสุด ดัชนีตราสารหนี้โลกของ Bloomberg ปรับตัวลง 0.9% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 6.8% ในปี 2025 ขณะที่การประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีเมื่อวันอังคาร มีอุปสงค์อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 12 เดือน ขณะที่ในออสเตรเลีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุใกล้เคียงกันพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 2011
“ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ย แต่คือความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไป”
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่าการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์รอบนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไป มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องทิศทางดอกเบี้ย
“บอนด์ยีลด์ขึ้นมาสักระยะแล้ว จากทั้งเรื่องหนี้และเงินเฟ้อ” กรรณ์กล่าว พร้อมชี้ว่าจุดที่กระทบความเชื่อมั่นโดยตรงคือขนาดของมาตรการซื้อคืนพันธบัตรที่สหรัฐฯ ประกาศออกมา ซึ่งเล็กเกินกว่าที่ตลาดคาดหวัง จนทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังมีปัญหาหนี้หรือไม่
กรรณ์ยังชี้ถึงแรงกดดันอีกด้านที่มักถูกมองข้าม คือการที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ออกหุ้นกู้ระยะยาวเพื่อระดมทุนไปลงทุน โดยผลตอบแทนของหุ้นกู้กลุ่มนี้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น และกลายเป็นการดูดสภาพคล่องออกจากระบบไปอีกทาง
สามเหตุผลที่ทำให้ยีลด์ยังไม่ลง
ด้าน สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ประเมินว่าแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรอบนี้มาจากสามปัจจัยหลัก
ปัจจัยแรก คือระดับหนี้ของสหรัฐฯ ที่แตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และการขาดดุลที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเขาย้ำว่าไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นฉากหลังที่กดดันตลาดอยู่ตลอด
ปัจจัยที่สอง คือไตรมาสหน้าจะเป็นไตรมาสแรกนับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัว ที่กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่พลิกมาติดลบ จากเดิมที่เคยอยู่ระดับ 5-6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุน โดยมีต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลราว 1-1.2% ส่งผลให้ซัพพลายตราสารหนี้ไหลออกสู่ตลาดจำนวนมาก
ปัจจัยที่สาม คือการลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ของผู้ถือรายใหญ่ โดยญี่ปุ่นลดลงราว 2% จาก 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่อังกฤษและจีนก็ลดการถือครองลงเช่นกัน
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทะลุ 4.5% มักกดดันตลาดหุ้น
นักวิเคราะห์ทั้งสองรายเห็นตรงกันว่าระดับที่ต้องจับตาคือเมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีทะลุ 4.5%
“ทุกครั้งที่บอนด์ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุ 4.5% ดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นบวกได้น้อยมาก” กรรณ์ระบุ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของ Raymond James และ FactSet ที่ CGS International นำมาวิเคราะห์ พบว่าในรอบดอกเบี้ยนี้ ผลตอบแทนรายวันเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 เริ่มลดลงเมื่อยีลด์ 10 ปีสูงกว่า 4.3% และพลิกเป็นลบเมื่อยีลด์สูงกว่า 4.5% โดยหากยีลด์ขึ้นไปเกิน 4.8% ผลตอบแทนรายวันเฉลี่ยจะติดลบถึง 0.38%
ผลพวงอีกด้านของบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นคือการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินลงทุน โดยกรรณ์ระบุว่าเมื่อหุ้นสหรัฐฯ เริ่มย่อตัว เงินก็ไหลเข้าสู่สินทรัพย์อย่างบิตคอยน์และทองคำมากขึ้น
สรพลประเมินในทิศทางเดียวกัน โดยอ้างอิงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1960 ว่าหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีซึ่งขณะนี้อยู่ที่ราว 4.7% – 4.8% ขยับขึ้นไปแตะ 5% จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างตลาดพันธบัตรกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทำให้หุ้นสหรัฐฯ ติดลบได้ แม้ผลประกอบการของบริษัทจะไม่มีปัญหาก็ตาม
“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะไม่ขึ้นไม่ลง โดย P/E จะลดลงมาที่ค่าเฉลี่ย 20 เท่า จากปัจจุบันที่ 22 เท่า” สรพลกล่าว พร้อมมองว่าดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideway) โดยประเมินระดับดัชนีที่เหมาะสมไว้ที่ 7,600 จุด
อัตราผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นยังเสี่ยงจะลดความน่าสนใจของหุ้น และเป็นความเสี่ยงต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกที่นำโดยธีมปัญญาประดิษฐ์ โดยดัชนี MSCI All Country World ปรับตัวลงราว 1% นับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อกลางเดือนสิงหาคม
สรพลระบุว่าสิ่งที่ต้องติดตามคือวันที่ 9 กันยายนนี้ ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะเข้าซื้อพันธบัตร ซึ่งเขามองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เนื่องจากวงเงินที่จะเข้าซื้อราว 6-7 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังน้อยกว่าซัพพลายพันธบัตรที่ทยอยออกสู่ตลาด โดยสถานการณ์นี้จะคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อเริ่มเห็นเงินเฟ้อปรับตัวลง ซึ่งผูกโยงกลับไปที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง
ภาพ: Deacons docs / Shutterstock

