×

‘5 ยุทธศาสตร์ที่จะไม่เสียใจภายหลัง’ ทางรอดในวันที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิม

19.08.2026
  • LOADING...
ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวที

ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ (Benedikt Franke) รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) การประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) กล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ “จากความไม่แน่นอนเชิงกลยุทธ์สู่ความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์: การคิดใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2026 วานนี้ (18 สิงหาคม) โดยชี้ให้เห็นถึง ‘ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง (No-Regret Strategies)’ ที่จะเป็นแนวทางรับมือกับภาวะความปั่นป่วนของโลก ท่ามกลางระเบียบโลกเดิมที่ตายไปแล้ว

 

 
 

“ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกปีนี้ ผู้คนไม่ได้เห็นพ้องต้องกันในหลายๆ เรื่อง แต่พวกเขาเห็นพ้องต้องกันในเรื่องเดียว นั่นคือพวกเขาเห็นตรงกันว่า ระเบียบโลกที่เราเคยชอบนั้นจะไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีการกลับไปสู่สถานะดั้งเดิมก่อนหน้านี้ (Status Quo Ante) อีกต่อไป และสิ่งใหม่ๆ กำลังจะเข้ามา”

 

“คำกล่าวของชาวอิตาลีชื่อ กรัมชี (Gramsci) กล่าวไว้ในปี 1927 ว่า: ระเบียบเก่ายังไม่ตาย ระเบียบใหม่ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น บัดนี้คือเวลาของเหล่าอสูรกาย อสูรกายเหล่านั้นมีอยู่ในยุคนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว และเพื่อที่จะรับมือกับพวกมัน คุณจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง” ดร.เบเนดิกต์กล่าว และยืนยันว่า นี่คือยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเสมอ ไม่ว่าผู้นำโลกหรือผู้นำทางการเมืองจะทำอะไรก็ตาม

 

เขากล่าวว่า ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกปีนี้ มีกลุ่มความคิดอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่

 

  • กลุ่มที่เชื่อว่าโลกได้แตกสลาย และถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
  • กลุ่มที่เชื่อว่าระเบียบโลกยังไม่พังทลายมากพอ ยังเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและสองมาตรฐาน และจำเป็นต้องกำจัดความอยุติธรรมเหล่านี้ทิ้งไป
  • กลุ่มตัวแทนแนวคิด MAGA (Make America Great Again) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชื่อว่า จริงๆ แล้ว ระเบียบโลกกำลังได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั้งสามกลุ่มเห็นตรงกัน คือข้อเท็จจริงที่ว่า ‘ระเบียบโลกเดิมได้ตายไปแล้ว’

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่ายุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง มีทั้งหมด 5 ข้อที่สำคัญ ได้แก่

 

1. จัดการบ้านของตัวเองให้เรียบร้อย

 

เขายกตัวอย่าง แนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน-ออสเตรีย ชื่อ ชุมเพเทอร์ (Schumpeter) ผู้กล่าวไว้ว่า “คุณจำเป็นต้องปล่อยให้สิ่งที่ลิขิตมาให้ตายได้ตายไป” ซึ่งหมายถึง อุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป กลไกการกำกับดูแลระดับโลกที่ไม่ทำงานเพื่อประชาชนอีกต่อไป

 

สำหรับเยอรมนี ดร.เบเนดิกต์ มองว่ามีการทำผิดพลาดมากมายในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยข้อผิดพลาดใหญ่เป็นพิเศษประการหนึ่ง คือการพึ่งพาอุตสาหกรรมเดียวมากเกินไป

 

“ผมมั่นใจว่าพวกคุณทุกคนชื่นชอบรถยนต์เยอรมัน แต่พวกมันไม่ได้มีช่วงเวลาที่ดีเลิศในยุคนี้ การแข่งขันจากจีนและสหรัฐฯ เติบโตขึ้น ค่าแรงและค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในเยอรมนีสูงเกินไป ค่าพลังงานสูงเกินไป”

 

“และแม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่เห็นว่าสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้น แต่เยอรมนีกลับไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้หันไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ และพึ่งพาแต่ขี่ม้าตัวเก่ามานานเกินไป” เขากล่าว และชี้ว่า ความผิดพลาดนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนักในประเทศไทย ที่ก็มีอุตสาหกรรมดั้งเดิมมากมายที่ประคับประคองให้อยู่รอดมาหลายปี

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่าปัจจุบัน ประเทศเยอรมนีกำลังเริ่มคิดแตกต่างออกไป โดยกำลังเริ่มมองไปในทิศทางใหม่ๆ และกำลังเริ่มปล่อยให้สิ่งที่ชะตากำหนดให้ตาย ได้ตายลงไป ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดและยากลำบาก แต่เป็นยุทธศาสตร์แบบไม่ต้องเสียใจภายหลังที่ชัดเจน และจะนำไปสู่ความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้อย่างยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

 

ข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่งที่เยอรมนีทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ การไม่ใส่ใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงและการพึ่งพาอาศัย รวมถึงความเสี่ยงเชิงกลุ่มก้อนต่างๆ ตราบใดที่ทุกอย่างยังคงราบรื่นดี

 

เขายกตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เยอรมนีพึ่งพาตลาดจีนอย่างสิ้นเชิง พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่างสิ้นเชิง และพึ่งพาเทคโนโลยีและการป้องกันทางทหารจากอเมริกาอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งอื่นๆ อีกมากมาย และไม่เคยที่จะคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ ไม่เคยมีกลยุทธ์ระดับชาติในการระบุและลดความเสี่ยงจากกลุ่มอุตสาหกรรมและความพึ่งพาเหล่านั้นเลย

 

“เราไม่เคยย้อนคิดเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนเลย ไม่เคยคิดค้นยุทธศาสตร์ชาติในการระบุและลดความเสี่ยงเชิงกลุ่มก้อนและความเชื่อมโยงของการพึ่งพานี้เลย”

 

อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกตื่นเต้นมากที่สายลมกำลังเปลี่ยนทิศในเยอรมนี โดยมีการจัดตั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี และจัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

 

โดยสองสิ่งนี้ อาจไม่ได้เกี่ยวกับการรับมือกับเรื่องอย่าง รัสเซีย หรือจีน เป็นหลัก แต่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่าง ทองแดง อะลูมิเนียม ราคาพลังงาน และการพึ่งพาต่างๆ

 

2. ตระหนักถึงการพึ่งพาต่างๆ และวางแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาเหล่านั้น

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่า ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง ที่มีการผลักดันอย่างต่อเนื่องในการประชุมความมั่นคงมิวนิก คือแนวคิดเรื่องการตระหนักถึงการพึ่งพาต่างๆ และวางแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่พลังงาน แร่หายาก แต่ต้องลงลึกไปกว่านั้น

 

เขายกตัวอย่างของสหรัฐฯ มีการประชุมด้านความมั่นคงขนาดเล็กในหน่วยงานต่างๆ ที่มีชื่อย่อสามตัว และจุดประสงค์หนึ่งของการประชุมนี้คือ ปีละครั้ง หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล จะต้องอธิบายภายในสามนาทีว่า พวกเขาได้ทำอะไรบ้างเพื่อทำให้สหรัฐอเมริกามีความปลอดภัยมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ดร.เบเนดิกต์ เป็นหนึ่งในชาวต่างชาติเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมเหล่านี้ และเขารู้สึกทึ่งกับสิ่งที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เหล่านี้กำลังทำอยู่เพื่อระบุจุดอ่อนและลดจุดอ่อนเหล่านั้นอย่างมีกลยุทธ์

 

ตัวอย่างที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ คือเครนยกตู้คอนเทนเนอร์จากเรือสู่ฝั่ง ซึ่งเป็นเครนขนาดใหญ่ที่ท่าเรือทุกแห่งใช้เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์จากเรือสู่ท่าเรือ โดยชาวอเมริกันนับจำนวนเครนเหล่านี้ได้ประมาณ 3,800 ตัว จากนั้นจึงทำการตรวจสอบว่า เครนเหล่านี้ผลิตที่ไหน และปรากฏว่า เครนทั้ง 3,800 ตัวผลิตในประเทศจีน โดยชาวจีน และใช้ซอฟต์แวร์ของจีน ซึ่งชาวอเมริกันคิดว่านี่อาจเป็นคอขวดในกรณีเกิดสงคราม ความขัดแย้ง หรือแม้แต่ข้อพิพาท

 

อย่างไรก็ตาม การหยุดใช้งานเครนเหล่านี้อย่างกะทันหันนั้นทำไม่ได้ ดังนั้นหน่วยงานของสหรัฐฯ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเครนยกสินค้าจากเรือขึ้นฝั่งทั้งหมด 3,800 ตัว โดยสร้างโรงงานในญี่ปุ่น ในรัฐวอชิงตัน

 

“คุณคิดว่าพวกเราในเยอรมนีรู้จำนวนเครนที่เรามีหรือไม่? ไม่รู้ เราทราบหรือไม่ว่าเครนเหล่านี้ผลิตในจีนกี่ตัว หรืออาจมีซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายหรือไม่? ไม่รู้ และการทำให้ถูกต้อง การทำให้แน่ใจว่าเรารู้ว่าจุดคอขวดอยู่ที่ไหน และเราต้องพึ่งพาใคร เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะไม่เสียใจในภายหลัง” เขาย้ำ

 

3. จงดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่ากลยุทธ์ที่สามของยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง คือการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

 

“คุณต้องแน่ใจว่า ไม่ว่าคุณจะใช้กลยุทธ์การรับมือแบบใด ไม่ว่าคุณจะฝึกซ้อมการเตรียมความพร้อมทางทหารแบบใด ไม่ว่าคุณจะวางแผนฉุกเฉินและต่อเนื่องแบบใด หากคุณไม่ดึงประชาชนของคุณเข้ามามีส่วนร่วม คุณจะเปิดกล่องแพนโดรา คุณจะเปิดประตูแห่งนรก และคุณจะทำให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด พรรคประชานิยม สามารถใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ข้อมูลนี้ เพื่อดึงประชาชนไปจากคุณได้ง่ายขึ้น”

 

เขาชี้ว่า ประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ดีเป็นพิเศษคือประเทศสวีเดน โดยงานประชุมต่างๆ ในสวีเดน วนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า รัฐบาลสวีเดนชุดปัจจุบันสามารถให้ข้อมูลแก่ประชาชนได้ดี ต่อเนื่อง และบ่อยครั้งขนาดไหน ส่งผลให้การสำรวจนโยบายต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนสูงถึง 98% ในการตัดสินใจส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนยูเครน (98%) การจัดตั้งหน่วยงานป้องกันทางจิตวิทยา (98%) การนำระบบเกณฑ์ทหารกลับมาใช้ใหม่ (85%) การเข้าร่วมนาโต้กับฟินแลนด์ (มากกว่า 80%)

 

“ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากภัยคุกคามจากรัสเซีย หรือระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือความไม่แน่นอนทางยุทธศาสตร์ แต่เป็นผลมาจากการทำงานหนักของรัฐบาลที่ไม่ละเลยประชาชนของตนเองและดึงพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม”

 

4. การลงทุนในความร่วมมือ

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่าสิ่งสำคัญในการมีส่วนร่วมกับประชาชน คือการลงทุนในความร่วมมือ และมองว่า ความคิดที่ว่าความยืดหยุ่นหมายถึงการกีดกันทางการค้า หรือหมายถึงการอยู่แต่ในประเทศและตัดความสัมพันธ์กับต่างชาตินั้นเป็นความคิดที่ผิด และไม่ตรงกับความเป็นจริง

 

เขายกคำกล่าวของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำคืนก่อนหน้านี้ ซึ่ง ดร.สุรเกียรติ์ ได้พูดถึงหัวข้อนี้โดยตรง คือ “ความยืดหยุ่นที่แท้จริงหมายถึงการกระจายการลงทุนให้กว้างขึ้น” โดยการวางไข่ไว้ในตะกร้าหลายๆ ใบ และไม่ใช่การปกป้องอุตสาหกรรมของตนเอง ไม่ใช่การลดความร่วมมือ แต่ต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

 

“ปัจจุบันมี 204 ประเทศในโลกนี้ จำนวนประเทศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เราทราบกันดี ท่านมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับกี่ประเทศ มีความร่วมมือกับกี่ประเทศ และมีมิตรภาพกับกี่ประเทศ ผมไม่ทราบคำตอบ แต่ผมรู้ว่ามันยังไม่เพียงพอ” ดร.เบเนดิกต์ กล่าว และชี้ว่า เยอรมนีเองก็ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับประเทศอื่นๆ มากพอ โดยพึ่งพาพันธมิตร ความร่วมมือ และมิตรภาพเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

 

“ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นทุกวันนี้ คุณจำเป็นต้องมีทุกอย่างมากขึ้นความร่วมมือมากขึ้น มิตรภาพมากขึ้น พันธมิตรมากขึ้น และนั่นอาจหมายถึงการประนีประนอมที่ยากลำบากมาก เพราะไม่ใช่ทุกประเทศที่จะมีค่านิยม มีลำดับความสำคัญทางการเมือง และมีมุมมองต่อโลกเหมือนกับคุณ แต่เราจำเป็นต้องลดบทบาททางการเมืองในความร่วมมือเหล่านี้เพื่อให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปได้ และนี่คือสิ่งที่เยอรมนีกำลังทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

 

5. ช่วยฟื้นฟูระบบพหุภาคีและการกำกับดูแลระดับโลก

 

ดร.เบเนดิกต์ กล่าวถึงกลยุทธ์ที่เขาชื่นชอบที่สุดในยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง คือกลยุทธ์ที่ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่าย นั่นคือการช่วยฟื้นฟูระบบพหุภาคีระดับโลกและฟื้นฟูการกำกับดูแลระดับโลก

 

โดยเขาเชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ นั้นพูดถูก ในการวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนขององค์การสหประชาชาติ ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 เพื่อแก้ปัญหาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์อีกต่อไปแล้ว และไม่มีการปฏิรูป

 

“สถาบันที่ยอดเยี่ยมนี้ แนวคิดที่ยอดเยี่ยมของระบบพหุภาคีระดับโลกนี้ ไม่ได้ให้ประโยชน์ที่แท้จริงแก่ผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นมันจึงต้องเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม มันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงอย่างแน่นอน หากประเทศเหล่านั้นที่แบ่งปันค่านิยมพื้นฐาน การสนับสนุนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แนวคิดเรื่องความยุติธรรมขั้นพื้นฐาน และความปรารถนาที่จะเห็นประชากรของตนเองเจริญรุ่งเรือง ไม่ให้ความร่วมมือ”

 

เขาเชื่อว่าประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี และไทย เป็นหุ้นส่วนโดยธรรมชาติในการต่อสู้เพื่อฟื้นฟูระบบพหุภาคีระดับโลกนี้

 

โดยการลงทุนในอนาคตของ UN การลงทุนในองค์กรระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่จัดการกับปัญหาในปัจจุบันและอนาคตอย่างแท้จริงนั้นเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผล

 

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเผชิญร่วมกันในปัจจุบัน คือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีองค์กรระหว่างประเทศใดที่ถูกตั้งมาเพื่อจัดการกับเรื่องนี้

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายหัวข้อที่ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ และต้องการองค์กรระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่มีความร่วมมือที่ดีขึ้นและเข้มข้นขึ้น

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising