ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมต่อความมั่นคงโลก แต่ยังได้ส่งผ่านผลกระทบโดยตรงมายังค่าครองชีพของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตรารวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมไปถึงกลยุทธ์การลงทุนต่อจากนี้
ในบทความนี้ UOB Privilege Banking จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังตัวเลขเงินเฟ้อที่กำลังกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง พร้อมคาดการณ์แผนรับมือของ Fed ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่อย่าง Kevin Warsh
เจาะลึกเงินเฟ้อสหรัฐฯ เมื่อราคาน้ำมันดันต้นทุนพุ่งสูง
ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% และ 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) เงินเฟ้อได้กลับไปยืนเหนือระดับ 4% และถือเป็นระดับที่สูงที่สุด ในรอบ 3 ปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามในอิหร่าน
การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยคิดเป็นมากกว่า 60% ของการเพิ่มขึ้นของ CPI รายเดือน เมื่อเทียบกับปีก่อน ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 23.5% ขณะที่หมวดอาหารเพิ่มขึ้น 3.1% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากภาวะอุปทานด้านพลังงานที่หยุดชะงัก (Supply shock) ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สัญญาณเตือนล่วงหน้าที่สำคัญยังมาจากตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งค้าส่งหรือดัชนีราคาผู้ผลิต (Headline PPI) ที่เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการพุ่งแรงถึง 6.5% YoY ในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่าต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น กำลังถูกส่งผ่านไปยังภาคส่วนต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นความเสี่ยงที่จะกดดันให้เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคทรงตัวในระดับสูงต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความคาดหวังต่อเงินเฟ้อระยะยาว 10 ปี (10-year inflation expectations) ของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 2.47% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2007 อิงจากข้อมูลของ Federal Reserve Bank of Cleveland
Dot Plot ใหม่ของ Fed เพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติเอกฉันท์ 12-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด
รายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) บ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดจำนวน 9 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 เทียบกับการประชุมรอบเดือนมีนาคมที่ส่งสัญญาณว่าไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช คือ การส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินที่ลดลง โดยแถลงการณ์หลังการประชุมสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีความยาวมากกว่า 300 คำ เหลือเพียงประมาณ 130 คำ
สะท้อนแนวคิดของเควิน วอร์ช ที่เคยวิจารณ์ว่า การสื่อสารแนวโน้มดอกเบี้ยมากเกินไปอาจจำกัดความยืดหยุ่นของธนาคารกลาง และทำให้ตลาดยึดติดกับคำพูดของ เฟดมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่การลดการสื่อสารนี้ ทำให้นักลงทุนต้องตีความข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน
การสื่อสารในฐานะประธานเฟดครั้งแรกของเควิน วอร์ช ยังมีท่าทีที่ระมัดระวัง และแม้จะมีแนวโน้มไปในทางการใช้ขโยบายที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย (slightly hawkish) แต่ก็ยังไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน
เควิน วอร์ชได้จัดตั้ง 5 คณะทำงานเฉพาะกิจที่จะเข้ามาดูแลด้านการสื่อสาร, งบดุลของเฟด, การพึ่งพาแหล่งข้อมูล, ผลิตภาพและการจ้างงาน และผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงเทคโนโลยีที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ตลอดจน กรอบการทำงานด้านเงินเฟ้อของเฟด UOB มองว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นการ “ซื้อเวลา” ให้คณะ FOMC ได้มีเวลาทบทวนและตัดสินใจการใช้นโยบายการเงินในอนาคต
และจาก Dot Plot ล่าสุดที่เสียงแตกยังมีกรรมการ 8 ท่านที่มีมุมมองให้คงดอกเบี้ยในปีนี้ UOB จึงยังคงมุมมองคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯว่า เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2026 นี้ และเมื่อเงินเฟ้อชั่วคราวที่พุ่งสูงเริ่มผ่อนคลาย เฟดจะเริ่มกลับมาลดดอกเบี้ยในปี 2027 จำนวน 2 ครั้งในช่วงปลายไตรมาส 2 และ 4 แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ เรายังคงตระหนักถึงความเสี่ยงขาขึ้นของดอกเบี้ยด้วย หากเงินเฟ้อเร่งตัวต่อเนื่องและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น

โอกาสลงทุนซ่อนอยู่ที่ไหน ท่ามกลางดอกเบี้ยที่ค้างสูง?
ภาวะ Higer for longer กลับมาอีกครั้ง UOB Privilege Banking มองว่าจังหวะนี้คือโอกาสในการปรับพอร์ตและคัดเลือกสินทรัพย์เข้าลงทุน
การลงทุนในตราสารหนี้ ในสภาวะที่เฟดคงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น นักลงทุนจะได้รับ yield ในระดับที่สูงยาวนานขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้าง income ให้พอร์ตการลงทุน และตราสารหนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการลดความผันผวน สร้างเสถียรภาพให้พอร์ตในยามที่ตลาดผันผวนด้วย โดย UOB ยังแนะนำลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade) เป็นหลัก และปรับลด duration ลงเพื่อลดความผันผวน จาก 5-7 ปี สู่ระดับ 4-5 ปี
นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญทั้งการสร้าง income และคุณภาพของตราสาร รวมถึงการปรับพอร์ตให้เหมาะกับสภาวะตลาดในกองทุน K-GDBOND-A(A) ความเสี่ยงระดับ 5 ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund, Class INST USD Acc
และยังสามารถเลือกลงทุน Offshore Bond หุ้นกู้บริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น AIA Group , Citigroup , NVIDIA , Bangkok Bank PCL/Hong Kong หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อล๊อคอัตราผลตอบแทนสม่ำเสมอได้เช่นกัน
และภายใต้สภาวะการลงทุนที่ตลาดอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนได้รวดเร็วนั้น การลงทุนที่มีผู้ช่วยจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญสูงจะช่วยลดภาระในการดูแลพอร์ตของนักลงทุนลงได้ และเรายังคงแนะนำการจัดพอร์ตกระจายการลงทุนให้หลากหลาย หลีกเลี่ยงการกระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป ธนาคาร UOB มีกองทุนที่ตอบโจทย์เหล่านี้ นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม UIFT ความเสี่ยงระดับ 5 นโยบายลงทุนในตราสารหนี้ 50% และหุ้น 50% เป็นกองทุนผสมลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกที่จะช่วย balanced พอร์ตการลงทุน และสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวที่สูงขึ้น สามารถเลือกลงทุนกองทุน UGFT ความเสี่ยงระดับ 6 นโยบายลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% เป็นกองทุนหุ้นโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง และสัดส่วนของตราสารหนี้ 20% นั้นเปรียบเหมือนหลุมหลบภัยในยามที่ตลาดผันผวนได้
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

