ฤดูร้อนของยุโรปกำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาวะโลกเดือดกำลังกลายเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ หลายประเทศมีอุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำห้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าพันราย โดยมีปัจจัยสำคัญจากปรากฏการณ์ ‘โอเมกาบล็อก’ (Omega Block) ที่กักมวลอากาศร้อนและแห้งไว้เหนือยุโรปต่อเนื่องหลายวัน
ประเด็นสำคัญ
แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าความรุนแรงของคลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว หากยังเป็นผลจากข้อจำกัดที่ยุโรปสะสมมานาน ทั้งบ้านเรือนและอาคารเก่าแก่ที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่น การใช้เครื่องปรับอากาศที่ยังไม่แพร่หลาย ต้นทุนและข้อจำกัดในการติดตั้ง รวมถึงทัศนคติเรื่อง ‘ความรู้สึกผิดทางคาร์บอน’ ที่ทำให้การใช้แอร์ยังเป็นประเด็นถกเถียงในหลายประเทศ
THE STANDARD พาทุกคนทำความเข้าใจเบื้องหลังคลื่นความร้อนครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปรากฏการณ์โอเมกาบล็อก ไปจนถึงเหตุผลที่ยุโรปอาจเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อโลกที่กำลังร้อนขึ้น
สถานการณ์ปัจจุบัน
ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และสหราชอาณาจักร หลายพื้นที่มีอุณหภูมิแตะหรือเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่บางประเทศประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด เนื่องจากความร้อนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชย
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนเป็นต้นมา ยุโรปมีผู้เสียชีวิตส่วนเกินมากกว่า 1,300 รายที่เชื่อมโยงกับอุณหภูมิสูง โดย เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เตือนว่า คลื่นความร้อนคือ ‘นักฆ่าเงียบ’ สำหรับชาวยุโรป เพราะบ้านเรือน ที่ทำงาน และโรงเรียนจำนวนมากไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับอุณหภูมิระดับนี้
WHO ยังเตือนว่า ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าของค่าเฉลี่ยโลก ขณะที่คลื่นความร้อนกำลังเกิดขึ้นเกือบทุกปี เนื่องจากความรุนแรงของภาวะโลกเดือด
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าคาดการณ์ราว 1,000 ราย นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในบ้านเพิ่มขึ้นราว 40%
ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำอย่างน้อย 74 รายตั้งแต่เกิดคลื่นความร้อน โดยหลายกรณีเกิดขึ้นในแหล่งน้ำที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล เช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และบ่อน้ำ
นอกจากนี้ คลื่นความร้อนยังทำให้อุณหภูมิในเยอรมนี โปแลนด์ และเช็กพุ่งทำลายสถิติ โดยเยอรมนีบันทึกวันที่ร้อนที่สุดเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังสถานีตรวจวัดในเมืองคอชเชน ทางตะวันออกของประเทศ ใกล้พรมแดนโปแลนด์ วัดอุณหภูมิได้ 41.7 องศาเซลเซียส
ขณะเดียวกัน เช็กทำสถิติใหม่เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังวัดอุณหภูมิได้ 41.1 องศาเซลเซียสที่เมืองด็อกซานี ทางเหนือของกรุงปราก ส่วนโปแลนด์ทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาลที่ 40.5 องศาเซลเซียสในเมืองสวูบีตเซ
รู้จัก ‘โอเมกาบล็อก’ ตัวการทำยุโรปร้อนจัด
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในปี 2026 มาจากรูปแบบสภาพอากาศอย่าง ‘โอเมกาบล็อก’ ที่เกิดขึ้น เมื่อระบบความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ปักหลักอยู่เหนือพื้นที่หนึ่ง และถูกขนาบด้วยระบบความกดอากาศต่ำที่เย็นกว่าทั้งสองด้าน จนมีรูปร่างคล้ายตัวอักษร Ω หรือโอเมกาในภาษากรีก
ทำความเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้ว กระแสลมกรด (Jet Stream) จะพัดพาระบบอากาศให้เคลื่อนตัวจากตะวันตกไปตะวันออก ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเกิดโอเมกาบล็อก กระแสลมกรดจึงถูกรบกวน และมีทิศทางคดเคี้ยวขึ้นลง ส่งผลให้ระบบความกดอากาศสูงบริเวณตรงกลางเคลื่อนตัวช้าลง หรือแทบไม่ขยับออกจากพื้นที่เดิม
นอกจากนี้ โอเมกาบล็อกยังกันอากาศเย็นจากมหาสมุทรแอตแลนติกไม่ให้แผ่เข้ามา ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง แดดจัดต่อเนื่อง ขณะที่มวลอากาศร้อนยังถูกพัดพาเข้ามาจากแอฟริกาเหนือและทะเลทรายซาฮารา
ผลที่ตามมาคือ มวลอากาศร้อนและแห้งถูกกักอยู่เหนือยุโรปเป็นเวลาหลายวัน คล้ายกับมี ‘ฝาครอบ’ กดทับความร้อนไว้ด้านล่าง ขณะที่เวลากลางคืนยังสั้นเป็นพิเศษ ทำให้ความร้อนสะสมมากขึ้นและแทบไม่มีช่วงให้อากาศคลายตัว
อย่างไรก็ตาม โอเมกาบล็อกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ภาวะโลกเดือดที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เพราะเมื่อเกิดรูปแบบอากาศที่กักความร้อนไว้กับที่ ความร้อนที่สะสมอยู่เหนือยุโรปจึงรุนแรงกว่าเดิม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนมากกว่าในอดีต
ทั้งนี้ เลขาธิการสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นบ่อยในอนาคต และยิ่งสร้างความเสียหายรุนแรง ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร (Met Office) ยังคาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า อุณหภูมิระดับ 40 องศาเซลเซียสในสหราชอาณาจักรอาจกลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกเดือดกำลังพลิกโฉมฤดูร้อนของยุโรปและโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ไร้แอร์ สถาปัตยกรรมเก่า ปัญหาศีลธรรม ซ้ำเติมวิกฤตความร้อนในยุโรป
น่าสนใจว่า บทความจาก CNN ระบุว่า สิ่งที่ทำให้คลื่นความร้อนในยุโรปอันตรายยิ่งขึ้น คือสภาพแวดล้อมในภูมิภาคไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมเก่าแก่และทัศนคติต่อการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
โดยทั่วไป หลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะยุโรปเหนือและสหราชอาณาจักร มีภูมิอากาศค่อนข้างเย็น ทำให้บ้านเรือน อาคาร และเมืองจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่นมากกว่าระบายความร้อน เมื่อเกิดคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง อาคารเหล่านี้จึงกักความร้อนไว้ภายใน และทำให้ประชาชนแทบไม่มีพื้นที่พักจากความร้อน
บทความจาก CNN ระบุว่า อาคารในยุโรปจำนวนมากเป็นอาคารเก่า สร้างขึ้นก่อนที่เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศจะกลายเป็นเรื่องแพร่หลาย โดยสถิติในอังกฤษชี้ว่า บ้าน 1 ใน 6 หลังถูกสร้างขึ้นก่อนปี 1900 ขณะที่ The Economist เปรียบเทียบว่า ยุโรปตอนใต้มักสร้างบ้านเรือนเพื่อรับมือกับความร้อนเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังมีวัฒนธรรม ‘นอนกลางวัน’ หรือ Siesta เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงอากาศร้อนจัด
ซ้ำร้าย เครื่องปรับอากาศยังไม่แพร่หลายในยุโรป โดยข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า บ้านเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศราว 20% เท่านั้น เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีเครื่องปรับอากาศถึง 90% ทำให้ชาวยุโรปจำนวนมากต้องพึ่งพาพัดลม ถุงน้ำแข็ง หรือการอาบน้ำเย็นเพื่อรับมือกับอากาศร้อน
ทั้งนี้ ไบรอัน มาเธอร์เวย์ หัวหน้าสำนักงานประสิทธิภาพพลังงานและการเปลี่ยนผ่านอย่างครอบคลุมของ IEA อธิบายว่า ยุโรปไม่มีวัฒนธรรมการใช้เครื่องปรับอากาศมาก่อน เพราะในอดีตไม่ใช่ความจำเป็นหลัก แอร์จึงมักถูกมองว่าเป็น ‘ของฟุ่มเฟือย’ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงต้นทุนการติดตั้งและค่าไฟฟ้า เนื่องจากราคาพลังงานในยุโรปสูงกว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชาชนต่ำกว่าสหรัฐฯ
ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อหลายครัวเรือนต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านเก่า แต่กลับเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งโครงสร้างอาคารที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับระบบทำความเย็นส่วนกลาง ต้นทุนการติดตั้งที่สูง ไปจนถึงกฎระเบียบด้านการอนุรักษ์อาคาร โดยเฉพาะในพื้นที่ประวัติศาสตร์หรืออาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งอาจถูกปฏิเสธไม่ให้ติดตั้งคอยล์ร้อนภายนอกอาคาร เพราะกระทบต่อรูปลักษณ์ของเมืองหรืออาคารเก่าแก่
นอกจากนี้ การติดแอร์ในยุโรปยังเกี่ยวข้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อม เพราะสหภาพยุโรปตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 นั่นหมายความว่า การเพิ่มจำนวนเครื่องปรับอากาศอาจสวนทางกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ หากระบบทำความเย็นยังใช้พลังงานสูง หรือไฟฟ้าส่วนหนึ่งยังมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
The Economist ยังขยายความว่า ชาวยุโรปจำนวนมากมี ‘ความรู้สึกผิดทางคาร์บอน’ (Carbon Guilt) เมื่อต้องติดตั้งหรือเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะกังวลว่า แอร์ใช้พลังงานสูงและอาจซ้ำเติมภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในช่วงที่ยุโรปพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเดินหน้าเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวซับซ้อนกว่านั้น เพราะในหลายประเทศ เช่น สเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศส มีระบบไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้การใช้แอร์อาจไม่ได้ปล่อยคาร์บอนสูงเท่าที่หลายคนกังวล เมื่อเทียบกับบางพื้นที่ของสหรัฐฯ ที่ระบบไฟฟ้ายังปล่อยคาร์บอนสูงกว่า
อนึ่ง The New York Times ฉายภาพให้เห็นว่า วิกฤตความร้อนยังทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นประเด็นการเมืองในยุโรปมากขึ้น เช่น นักการเมืองฝ่ายขวาหลายคนเริ่มใช้คลื่นความร้อนเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐเร่งติดตั้งแอร์ในบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารสาธารณะ เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน
ขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายจำนวนหนึ่งเริ่มยอมรับว่า ในบางสถานที่ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ แอร์อาจไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่จำเป็น
ภาพ: Yara Nardi / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.yourweather.co.uk/news/forecasts/everything-you-need-to-know-about-the-uk-june-heatwave-and-extreme-red-heat-alert.html?
- https://www.reuters.com/business/environment/what-is-omega-block-causing-europes-intense-heatwave-2026-06-23/
- https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/06/23/the-omega-block-bringing-saharan-heat-to-britain/
- https://edition.cnn.com/climate/europe-heat-air-conditioning
- https://time.com/article/2026/06/25/europe-heat-wave-infrastructure-air-conditioning/
- https://www.bbc.com/news/articles/cn4d2vv935lo


