วันนี้ (15 กรกฎาคม) ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามการประเมินของธนาคารพบว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจหรือ GDP ไทย มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% จึงเร่งฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น
ประเด็นสำคัญ
ดร. อมรเทพยังปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้และปีหน้า (ปี 2026 และปี 2027) เป็นขยายตัว 2.0% ซึ่งนับเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า (ปี 2025) ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 2.4%
“เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” อมรเทพกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า “การจะไปให้ถึง 3% ผมไม่เห็นเลย ถ้ายังไม่ได้มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ”
ห่วง ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัญหาระยะยาว ไม่ใช่ผลกระทบระยะสั้น
ดร. อมรเทพกล่าวอีกว่า ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากยังไม่เห็นการฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพยังสูง และภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาการบริโภคจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ตามหลักการและสถานการณ์ในอดีตที่ผ่านมาพบว่า หลังมาตรการหมดลง การบริโภคมักจะกลับมาหดตัว เนื่องจากมาตรการแจกเงินไม่ใช่มาตรการที่จะสร้างงานหรือสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน
“มาตรการภาครัฐในไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวประคองสถานการณ์การบริโภค ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ทั่วไป แต่ของใช้ขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เสี่ยงชะลออยู่ เพราะรายได้ของคนไม่ได้โตมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นดูไม่ค่อยดีนัก”
ดังนั้น หากจะทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจริงๆ แรงขับเคลื่อนจะต้องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตนำหน้า GDP
“แต่ถ้าเรื่องของปัจจัยในประเทศวันนี้ เราห่วงเรื่องการบริโภค ที่จะไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้น เนื่องจากหลังจากนี้ระยะกลาง 5 ปี เราไม่เห็นการบริโภคจะโตมากกว่า GDP เลย ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เราผิดหวังว่า ถ้าจะฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นจริงๆ การบริโภคมันต้องโตได้มากกว่า GDP เป็นการเติบโตจากข้างใน แต่วันนี้เรายังไม่ได้เห็นภาพนั้น”
ยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่ คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง
นอกจากการบริโภคในประเทศแล้ว ดร. อมรเทพยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง โดยแม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯ ที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง
โดยตามประมาณการปัจจุบัน CIMB คาดว่า ต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้
ส่วนในด้านการลงทุนภาคเอกชนยังไม่นิ่ง แม้ FDI จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูณทางเศรษฐกิจที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น
ดร อมรเทพยังแนะว่า รัฐบาลควรจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนี้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ
อีกทั้ง “หวังว่า รัฐบาลจะเน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน”
ด้านนโยบายการเงิน สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์
สำนักวิจัยฯ ยังมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้

