ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ไม่ได้สะท้อนแค่ความนิยมส่วนบุคคล แต่กำลังเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพฤติกรรมการโหวตของคนกรุงเทพฯ ที่พร้อมก้าวข้ามขั้วการเมือง หันมาเทใจให้กับภาพลักษณ์นักบริหารมืออาชีพ ที่เข้าถึงง่ายและไม่ทำการเมืองแบบท่ายาก
THE STANDARD ชวนถอดบทเรียนผ่านมุมมองนักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจาะลึกเหตุผลที่คนกรุงพร้อมใจแยกโหวตระหว่าง ผู้ว่าฯ กับ ส.ก. อย่างชัดเจน และนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญที่ส่งตรงถึงพรรคการเมืองใหญ่ที่กำลังสูญเสียความขลังของชื่อพรรคในสนามท้องถิ่น
ภายหลังผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปรากฏว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สามารถคว้าชัยชนะมาครองได้อย่างถล่มทลายและสร้างสถิติหน้าใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่น ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมส่วนบุคคล แต่ยังซ่อนนัยสำคัญทางพฤติกรรมการเมืองของชาวกรุงเทพมหานครที่น่าสนใจและชวนวิเคราะห์อย่างยิ่ง
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้มุมมองวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวกับ THE STANDARD โดยชี้ให้เห็นว่า ชัยชนะของชัชชาติคือการยืนยันความไว้วางใจที่คน กทม. มอบให้อีกครั้ง แม้ตลอดแคมเปญหาเสียงจะเผชิญกับกระแสการตรวจสอบหรือข้อครหาเรื่องความโปร่งใสและ ‘ระบอบอากง’ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาชี้ชัดว่า กระแสเหล่านี้ไม่อาจเปลี่ยนใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากได้
ปัจจัยชี้ขาดนอกเหนือจากนโยบาย คือภาพรวมความเป็นผู้บริหารที่ประชาชนสัมผัสได้ อรรถสิทธิ์ ระบุว่า ชัชชาติมีภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย ไม่ยึดติดพิธีการ สื่อสารตรงไปตรงมา และไม่ทำการเมืองแบบท่ายาก ซึ่งทำให้เขาดูเป็นคนทำงานมากกว่า นักการเมืองแบบดั้งเดิม
“คนกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งไม่ได้มองหานักการเมืองที่พูดเก่งที่สุด หรือมีวาทกรรมแรงที่สุด แต่มองหาคนที่ทำงานได้จริง อยู่กับปัญหา และไม่ห่างเหินกับประชาชน คุณชัชชาติกลายเป็นภาพจำของนักการเมืองที่คนเมืองอยากเห็น คือ ไม่ใหญ่โต ไม่ซับซ้อน ไม่ปะทะเกินจำเป็น แต่เป็นมืออาชีพและพร้อมทำงาน”
นอกจากนี้ การลงสมัครในนามอิสระและประกาศความพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้เขาอยู่เหนือข้อจำกัดของพรรคการเมือง ตอบโจทย์กลุ่มคนที่เหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้ง และต้องการเห็นเมืองเดินหน้า มากกว่าติดหล่มเกมการเมืองระดับชาติ รวมถึงยุทธศาสตร์หาเสียงที่ไม่เน้นป้ายโฆษณา แต่เน้นการลงพื้นที่และใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนเมืองอย่างกลมกลืน
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อรรถสิทธิ์ สังเกตเห็นพฤติกรรมการตัดสินใจของทั้งสายก้าวหน้าและสายอนุรักษ์นิยมที่คล้ายคลึงกัน สำหรับสายก้าวหน้า แม้ฐานเสียงของชัชชาติจะทับซ้อนกับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับเทใจให้ชัชชาติด้วยเหตุผลเลือกเพราะชอบ และเชื่อมั่นในความสามารถส่วนบุคคล มากกว่าการโหวตตามยุทธศาสตร์พรรค
ขณะที่ฝั่งอนุรักษ์นิยม การที่มัลลิกา บุญมีตระกูล ได้รับคะแนนความนิยมสูงกว่าอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งพร้อมที่จะเลือกคนที่ตนเองพึงพอใจและเห็นว่าตอบโจทย์มากกว่าการยึดติดกับชื่อพรรคเช่นเดียวกัน
“ในสนามผู้ว่าฯ กทม. ตัวบุคคลยังมีพลังสูงมาก พรรคมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ผู้สมัครที่สร้างความเชื่อมั่นได้ ย่อมมีโอกาสข้ามฐานการเมืองบางส่วนได้” อรรถสิทธิ์ ย้ำ
เมื่อมองไปยังสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ผลลัพธ์กลับสะท้อนธรรมชาติของการเมืองท้องถิ่นที่ฐานเสียงจริง และเครือข่ายในพื้นที่ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาด การที่ผู้สมัครหน้าเดิมหลายคนได้รับการเลือกตั้ง หรือแม้แต่ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคประชาชนที่คว้าที่นั่งมาได้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทุนทางการเมืองส่วนตัวและการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่า คนกรุงเทพฯ สามารถแยกแยะกระดานการเลือกตั้งสองระดับได้อย่างชัดเจน คือ การเลือกผู้ว่าฯ ด้วยเหตุผลชุดหนึ่ง และเลือก ส.ก. ด้วยเหตุผลอีกชุดหนึ่ง โดยที่คะแนนนิยมไม่ได้ถูกโอนถ่ายไปมาระหว่างกันโดยอัตโนมัติ
สัญญาณเตือนถึง ‘พรรคประชาชน’ และ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ต่อคำถามที่ว่า ผลการเลือกตั้ง กทม. จะสะท้อนไปถึงสนามการเมืองระดับชาติหรือไม่ นักวิชาการจากธรรมศาสตร์มองว่า ยังไม่สามารถประเมินได้โดยตรง เนื่องจากมีหลายพรรคใหญ่ที่ไม่ได้ส่งผู้สมัครลงสนามผู้ว่าฯ
อย่างไรก็ตาม สำหรับพรรคประชาชน ผลลัพธ์ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องทบทวนยุทธศาสตร์การหาเสียงและตัวผู้สมัครในสนามบริหารระดับท้องถิ่น แม้จะทำผลงานได้ดีในสภา ส.ก. ก็ตาม
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะระดมสรรพกำลังระดับแกนนำ อาทิ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กรณ์ จาติกวณิช ลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อดึงความไว้วางใจกลับคืนมา แต่ผลคะแนนที่ออกมาสะท้อนชัดเจนว่า พรรคเก่าแก่แห่งนี้ยังมีงานหนักรออยู่อีกมาก เพื่อกู้คืนศรัทธาในยุคที่คนเมืองพร้อมแยกพิจารณาทั้งตัวผู้สมัคร ภาพลักษณ์พรรค และความน่าเชื่อถือไปพร้อมๆ กัน


