ในช่วงที่ผ่านมา ญี่ปุ่นยอมรับว่า ญี่ปุ่นกลายเป็นเป้าหมายหลักของการจารกรรมจากต่างชาติ โดยเฉพาะรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ หลังจากที่ประเทศตะวันตกขับไล่สายลับรัสเซียออกนอกประเทศสืบเนื่องจากการรุกรานยูเครน สายลับรัสเซียจำนวนมากได้ย้ายฐานปฏิบัติการมายังญี่ปุ่นแทน
สำนักข่าว The New York Times ถึงกับเรียกญี่ปุ่นว่าเป็น ‘รังของสายลับ’ (Den of Spies) พร้อมระบุว่า รัสเซียใช้ ‘ญี่ปุ่น’ เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข่าวกรองและจัดหาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ทางทหาร (Dual-Use Technology) สำหรับทำสงครามในยูเครน
The New York Times ยังรายงานถึงการประเมินของรัฐบาลยูเครนที่ระบุว่า 90% ของชิ้นส่วนเทคโนโลยีต่างชาติที่พบในขีปนาวุธและโดรนของรัสเซีย มีอุปกรณ์และส่วนประกอบสำคัญจำนวนมากที่ถูกสืบย้อนกลับไปพบว่า มีต้นทางมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยใช้บริษัทสายการบิน Aeroflot สาขาโตเกียวเป็นฉากหน้า และลักลอบส่งออกผ่านประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม อุซเบกิสถาน และศรีลังกา
ขณะที่สำนักข่าวญี่ปุ่นอย่าง Nikkei Business ก็เคยรายงานข้อมูล เมื่อเดือนสิงหาคม 2022 ว่า มีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัสเซียประมาณ 120 คน ปฏิบัติการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ‘สอดคล้อง’ กับการแจ้งเตือนของตำรวจญี่ปุ่นที่ระบุว่า สายลับเหล่านี้พยายามเข้าหาพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ
ทำไมญี่ปุ่นถึงกลายเป็น ‘รังสายลับต่างชาติ’?
สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักระบุว่า ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดและความท้าทายบางประการที่ทำให้สายลับต่างชาติสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระ เช่น
1.ญี่ปุ่นไม่มีกฎหมายต่อต้านการจารกรรมโดยตรง
ในหลายๆ กรณี การจารกรรมในญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย ญี่ปุ่นขาดกฎหมายต่อต้านการจารกรรมที่ครอบคลุม ทำให้สายลับต่างชาติไม่ต้องรับโทษ และเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นก็ไม่มีอำนาจทางกฎหมายเพียงพอที่จะดักฟังการสื่อสารหรือดำเนินคดีกับตัวแทนต่างชาติที่ต้องสงสัย แม้จะมีกฎหมายปกปิดความลับของราชการ (Specially Designated Secrets Act) ที่ออกมาในปี 2013 แต่ก็มีบทลงโทษสูงสุดเพียงจำคุก 10 ปี ซึ่งถือว่าอ่อนแอมาก เมื่อนำมาบังคับใช้จริง
2.บาดแผลจากประวัติศาสตร์ยุคสงคราม
รากฐานของความอ่อนแอทางกฎหมายนี้มาจากความบอบช้ำในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประชาชนถูกกดขี่และสอดแนมโดยตำรวจสันติบาล (Tokko) ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับหลังสงครามของญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างมาก และจำกัดอำนาจรัฐในการสอดแนมประชาชน ความพยายามที่จะออกกฎหมายต่อต้านสายลับในปี 1985 เคยถูกต่อต้านอย่างหนักจนต้องล้มเลิกไป
3.ญี่ปุ่นเป็นแหล่งเทคโนโลยีชั้นสูง
การที่ญี่ปุ่นมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็น ‘เป้าหมายสำคัญ’ ในการสอดแนมหรือขโมยความลับทางการค้าและเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคงและการทหาร
4.ระบบข่าวกรองที่กระจัดกระจาย
ในช่วงสงครามเย็น ญี่ปุ่นพึ่งพาข่าวกรองจากสหรัฐอเมริกา เป็นหลัก แม้จะมีหน่วยข่าวกรองสัญญาณและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น (Directorate for Signals Intelligence: DFS) ที่ทำงานร่วมกับ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (National Security Agency: NSA) มาตั้งแต่ยุค 1950 แต่โครงสร้างข่าวกรองโดยรวมของญี่ปุ่นนั้นกระจัดกระจาย ไม่มีหน่วยงานใดมีอำนาจสั่งการให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร ส่งผลให้ข้อมูลข่าวกรองไม่ถูกนำมารวมศูนย์อย่างเป็นระบบ
ญี่ปุ่นแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?
เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับจุดเปลี่ยนในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักว่า ต้องพึ่งพาตนเองด้านการข่าวมากยิ่งขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบัน จึงได้ผลักดันการปฏิรูปหน่วยข่าวกรองครั้งใหญ่ที่สุดในยุคหลังสงคราม
รัฐสภาญี่ปุ่นได้ผ่านกฎหมายจัดตั้ง ‘สภาข่าวกรองแห่งชาติ’ (National Intelligence Council Establishment Act) ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรอง โดยจะเปลี่ยนรูปหน่วยงานเดิม (CIRO) ให้กลายเป็นสภาข่าวกรองแห่งชาติ และตั้ง ‘สำนักข่าวกรองแห่งชาติ’ (National Intelligence Bureau: NIB) ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ 700 คน เพื่อดูแลปฏิบัติการต่อต้านข่าวกรองโดยเฉพาะ
ญี่ปุ่นยังเตรียมก่อตั้งหน่วยงานข่าวกรองที่ปฏิบัติการในต่างประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติการได้ในต้นปี 2028 โดยได้รับคำปรึกษาจากชาติพันธมิตรตะวันตก เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี และออสเตรเลีย
คาดว่าญี่ปุ่นจะเสนอชุด ‘กฎหมายต่อต้านจารกรรมฉบับใหม่’ ที่พุ่งเป้าไปที่สายลับและตัวแทนของรัฐต่างชาติที่ปฏิบัติการในญี่ปุ่นภายในสิ้นปี 2026 เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีอยู่
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) และเตรียมยกเลิกข้อห้ามในการส่งออกอาวุธร้ายแรง ซึ่งการปฏิรูปเหล่านี้ได้รับการต่อต้านจากประชาชนน้อยลงอย่างมาก โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า มีเพียง 19% ที่ ‘คัดค้าน’ ร่างกฎหมายปฏิรูปข่าวกรอง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่ได้ยึดติดกับบาดแผลในอดีตเหมือนคนรุ่นก่อนหน้า
การตื่นตัวของญี่ปุ่นต่อภัยคุกคามด้านการจารกรรม ถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ในการก้าวข้ามข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์และช่องว่างทางกฎหมายที่เคยมีมา ซึ่งความพยายามเหล่านี้จะช่วยพลิกโฉมญี่ปุ่น จากประเทศที่เคยถูกมองว่า เป็นเป้าหมายที่ปฏิบัติการได้ง่าย ให้กลายเป็นชาติที่มีระบบป้องกันภัยความมั่นคงและต่อต้านการจารกรรมที่เข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงในอนาคตอันใกล้นี้
แฟ้มภาพ: Anelo / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.nytimes.com/2026/07/12/world/asia/russia-spies-japan-war-drones-electronics.html
- https://www.theguardian.com/world/2026/jul/15/japan-russian-den-of-spies-explainer
- https://www.aljazeera.com/news/2026/7/13/what-is-japans-new-intelligence-agency-and-why-is-tokyo-building-it
- https://www.themoscowtimes.com/2026/07/14/japan-admits-need-to-counter-espionage-after-russian-den-of-spies-report-a93245


