×

บทเรียนจาก FIRE เทรนด์เกษียณก่อนวัยที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ ก่อนหลายคนพบว่าอิสรภาพที่ได้มา กลับว่างเปล่ากว่าที่คิด

29.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบชายผู้มั่งคั่ง สื่อถึงความสำเร็จทางการเงินและอิสรภาพ

ทุกวันนี้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องทำงานประจำ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นไปจนแก่ ทั้งที่หากวางแผนการเงินดีๆ ก็อาจมีอิสระที่จะเลือกได้ว่าจะทำงานต่อหรือไม่ แนวคิดเรื่องการมีอิสรภาพทางการเงินและเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อยจึงได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากผูกชีวิตทั้งหมดไว้กับงานประจำ

 

 
 

แนวคิดนี้มีชื่อเรียกว่า FIRE ย่อมาจาก Financial Independence, Retire Early หรือการมีอิสรภาพทางการเงินเพื่อเกษียณก่อนวัย ซึ่งเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมานาน แต่สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้คือ คนรุ่นใหม่กำลังปรับ FIRE ให้เป็นเวอร์ชันที่ผ่อนคลายและยืดหยุ่นกว่าเดิม แทนที่จะอดออมอย่างสุดโต่งเหมือนในอดีต

 

จากรายงานของ Business Insider ที่พูดคุยกับนักลงทุนและผู้ที่เดินบนเส้นทางนี้จำนวนมาก พบว่าหัวใจของ FIRE ยุคใหม่ไม่ใช่การกดดันตัวเองให้ประหยัดทุกบาททุกสตางค์ แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่างการเก็บเงินเพื่ออนาคตกับการใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้

 

เรื่องราวของคนเหล่านี้สะท้อนทั้งด้านที่ชวนติดตามและบทเรียนราคาแพง ตั้งแต่คนที่ไปถึงเป้าหมายได้ในเวลาไม่กี่ปี ไปจนถึงคนที่เกษียณเร็วแล้วกลับพบว่าชีวิตไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิด

FIRE คืออะไร และทำไมคนรุ่นใหม่ถึงให้ความสนใจ

 

แนวคิด FIRE มักถูกสืบย้อนไปถึงหนังสือชื่อ ‘Your Money or Your Life’ ที่ตีพิมพ์ในปี 1992 ก่อนจะถูกขยายต่อผ่านบล็อก, พอดแคสต์ และชุมชนออนไลน์จนกลายเป็นกระแสที่คนพูดถึงในวงกว้าง

 

ในรูปแบบที่เข้มข้นที่สุด FIRE หมายถึงการนำรายได้ส่วนใหญ่ไปเก็บออมหรือลงทุน, หารายได้เสริมหลายทาง, รับงานพิเศษ หรือแม้กระทั่งเลื่อนก้าวสำคัญในชีวิตอย่างการแต่งงานหรือมีลูกออกไป เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่ใหญ่พอจะลาออกจากงานก่อนวัยเกษียณตามปกติหลายสิบปี

 

แต่ในความเป็นจริง อิสรภาพทางการเงินไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการใช้ชีวิตแบบอดออมจนแทบไม่เหลือความสุข นี่คือจุดที่คนรุ่นใหม่เริ่มมองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า

 

ความสนใจในเรื่องนี้สะท้อนผ่านตัวเลขที่ชวนให้คิด จากรายงาน The Great Wealth Reset ปี 2025 ที่จัดทำโดย The Harris Poll สำรวจผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 2,000 คน พบว่าคน Gen Z หรือผู้ที่มีอายุ 18-28 ปี มองว่าอายุในฝันที่อยากมีอิสรภาพทางการเงินคือ 32 ปี แต่หากวัดกันตามความเป็นจริงที่พอจะเป็นไปได้ มากถึง 94% ขอแค่ไปให้ถึงจุดนั้นภายในอายุไม่เกิน 55 ปีก็พอใจแล้ว

 

ภาพประกอบชายผู้มั่งคั่ง สื่อถึงความสำเร็จทางการเงินและอิสรภาพ 1

 

ที่สำคัญคือคนรุ่นนี้ไม่ได้ฝากความหวังไว้กับงานประจำ ผลสำรวจเดียวกันพบว่า 60% ของ Gen Z เชื่อว่างานประจำแบบดั้งเดิมจะไม่ช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายทางการเงิน แต่หันไปพึ่งพางานเสริม งานฟรีแลนซ์ และการเป็นผู้ประกอบการแทน

 

สตีเวน หวัง (Steven Wang) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแอปลงทุน dub ซึ่งเป็นคน Gen Z เอง อธิบายว่า “คนอเมริกันรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธความมั่งคั่ง แต่พวกเขากำลังสร้างเส้นทางใหม่ในการไปให้ถึง”

 

หวังชี้ว่าสาเหตุหนึ่งมาจากโอกาสในโลกดิจิทัลที่มีมากขึ้นกว่าเดิม การสร้างตัวตนในฐานะครีเอเตอร์จนโด่งดังและทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เมื่อ 10 ปีก่อน แต่ปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง อีกสาเหตุคือความรู้สึกสูญเสียศรัทธาต่อระบบและอนาคต เมื่อคนรุ่นนี้เห็นช่องว่างความมั่งคั่งที่ขยายตัวและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินแบบเดิมจึงลดลง

 

สูตรสู่อิสรภาพทางการเงิน บทเรียนจากคนที่ทำ ‘สำเร็จ’

 

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพได้ดีคือ โคดี เบอร์แมน (Cody Berman) วัย 30 ปี ที่สามารถไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้ก่อนวันเกิดอายุ 26 ปี ด้วยสูตรที่เขาบอกว่าเรียบง่ายกว่าที่หลายคนคิด

 

เบอร์แมนเล่าว่า คนที่ตามหา FIRE มักหมกมุ่นกับการวางแผนภาษี, รายละเอียดการลงทุน และกลยุทธ์ซับซ้อน แต่เส้นทางของเขากลับง่ายกว่านั้นมาก เขาใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘สองคันโยก’ พร้อมกัน คือการเพิ่มรายได้ไปพร้อมกับควบคุมรายจ่ายให้ต่ำ แล้วนำส่วนต่างไปลงทุน

 

คันโยกแรกคือการคุมรายจ่าย เบอร์แมนเริ่มประหยัดทันทีหลังเรียนจบ ด้วยการย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ 7 เดือนเพื่อประหยัดค่าที่พักระหว่างทำงานบริษัทแรกในบอสตัน เมื่อย้ายออกมาเขาก็ยังคุมค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดด้วยการอยู่ร่วมกับเพื่อนและแชร์ห้อง ทำให้จ่ายค่าเช่าเพียงเดือนละ 450 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14,985 บาท)

 

ต่อมาเขาซื้อบ้านสำหรับหลายครอบครัว (multi-family home) แล้วใช้วิธีที่เรียกว่า house-hacking คือการอยู่อาศัยเองส่วนหนึ่งและปล่อยเช่าอีกส่วน ทำให้ที่อยู่อาศัยเปลี่ยนจากรายจ่ายกลายเป็นรายได้ จากที่เคยจ่ายค่าเช่าเดือนละ 450 ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นมีเงินค่าเช่าเข้ากระเป๋าเดือนละราว 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,650 บาท) เท่ากับว่าสถานะการเงินด้านที่อยู่อาศัยของเขาดีขึ้นราวเดือนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,300 บาท) เมื่อเทียบกับตอนที่ต้องจ่ายค่าเช่า

 

จุดที่ต้องเน้นคือ เบอร์แมนยืนยันว่าเขาไม่ได้ใช้ชีวิตแบบอดอยาก ในช่วงปี 2019-2021 เขาใช้เงินราวเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 66,600 บาท) ยังออกไปกินข้าวกับเพื่อน ทานอาหารนอกบ้าน และใช้เงินกับสิ่งที่เห็นคุณค่า เพียงแต่เลือกอย่างมีสติ เช่น แบ่งกันสั่งอาหาร, ซื้อเครื่องดื่มน้อยลง, คุมค่าที่พัก และเลี่ยงการผ่อนรถ

 

ภาพประกอบชายผู้มั่งคั่ง สื่อถึงความสำเร็จทางการเงินและอิสรภาพ 2

 

“คอนเทนต์ FIRE ยุคเก่าเน้นการประหยัดสุดขั้ว เช่น ขายรถแล้วปั่นจักรยาน 20 ไมล์ฝ่าพายุหิมะไปทำงาน หรือไปอยู่ในห้องเก็บของ” เบอร์แมนกล่าว “ผมไม่คิดว่าคุณต้องทำขนาดนั้น คุณแค่ใช้ชีวิตต่างจากคนรอบข้างเล็กน้อย เล็กน้อยจนคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณกำลังทำอยู่”

 

คันโยกที่สองคือการเพิ่มรายได้ เบอร์แมนไม่ได้โฟกัสแค่การตัดค่าใช้จ่าย แต่เริ่มทำงานเสริมตั้งแต่สมัยเรียนและทำต่อเนื่องระหว่างทำงานประจำ ตลอดหลายปีเขาลองทำงานเสริมมากกว่า 30 แบบ ทั้งขายสินค้าดิจิทัล, จัดสวน, สอนพิเศษ, ทำพอดแคสต์, รับงานฟรีแลนซ์ และขายของต่อบน eBay

 

ในที่สุดงานเสริมเหล่านี้ตกผลึกเป็น 3 แหล่งรายได้หลัก คือสินค้าดิจิทัล, อสังหาริมทรัพย์ และการให้ความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคล โดยสินค้าดิจิทัล ซึ่งหมายถึงสินค้าที่ขายและส่งมอบผ่านช่องทางออนไลน์ กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด เริ่มจากการขายไฟล์ที่ลูกค้าดาวน์โหลดไปพิมพ์เองได้บน Etsy และ Shopify ก่อนเติบโตเป็นบริษัทที่มีทั้งคลังเทมเพลต, คอร์สเรียน และคอมมูนิตี้

 

ผลลัพธ์คือ ในปี 2019 ซึ่งเป็นปีแรกที่ทำธุรกิจเต็มตัว เบอร์แมนมีรายได้ 9.6 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านบาท) ปีถัดมาเพิ่มเป็น 1.98 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.59 ล้านบาท) และในปี 2021 ขยับขึ้นไปถึง 4.03 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13.42 ล้านบาท) ขณะที่ใช้เงินเพียงปีละราว 2.4 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 799,200 บาท) ตลอดทั้ง 3 ปี

 

หัวใจของสูตรนี้คือการลงทุนด้วยส่วนต่าง ตลอด 3 ปีนั้น เบอร์แมนสร้างช่องว่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายไว้ราว 6.25 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20.81 ล้านบาท) ซึ่งกลายเป็นเงินทุนที่ทำให้ความมั่งคั่งของเขาเติบโตแบบทบต้น โดยช่วงแรกเขานำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในกองทุนดัชนี (index fund) ก่อนจะเริ่มซื้ออสังหาริมทรัพย์

 

“โดยเฉพาะในโลกของ FIRE เราเป็นพวกบ้าสเปรดชีต” เบอร์แมนกล่าว “คนชอบลงลึกกับรายละเอียดเรื่องบัญชีเกษียณแบบนู้นแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้ว ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทาง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือช่องว่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายของคุณ”

 

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพแนวคิดการใช้ชีวิตเรียบง่ายเพื่อเป้าหมายระยะยาวคือ เรย์มอนด์ เซง (Raymond Zeng) วิศวกรซอฟต์แวร์วัย 24 ปีของ Meta ในซานฟรานซิสโก ที่มีรายได้ปีละ 3.06 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.21 ล้านบาท) แต่กลับไม่มีทั้งรถยนต์, โซฟา และโทรทัศน์

 

เซงบอกว่าวิถีชีวิตแบบนี้เป็นความตั้งใจ เขามีกำลังซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือใช้ชีวิตหรูหรากว่านี้ได้ แต่เลือกจัดลำดับความสำคัญไปที่การลงทุน, การท่องเที่ยว และงานอดิเรกแทน ห้องนั่งเล่นของเขาทำหน้าที่เป็นทั้งที่ทำงานและพื้นที่ทำงานอดิเรก ส่วนโทรทัศน์เขาใช้คอมพิวเตอร์แทนเพราะแทบไม่ได้ดูทีวี โดยตั้งเป้าจะเกษียณราวอายุ 30 ปี

 

ภาพประกอบชายผู้มั่งคั่ง สื่อถึงความสำเร็จทางการเงินและอิสรภาพ 3

 

‘ด้านมืด’ ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

 

แม้ FIRE จะฟังดูน่าดึงดูด แต่การโฟกัสกับการสะสมเงินอย่างหนักก็มาพร้อมกับสิ่งที่ต้องแลก Business Insider ได้พูดคุยกับผู้ที่เกษียณก่อนวัยหลายคน และบางคนบอกว่าการไล่ตาม FIRE ทำให้พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อ ‘หยุดทำงาน’ แล้ว พวกเขาต้องเผชิญคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องเงิน นั่นคือ พวกเขา ‘เกษียณไปเพื่ออะไร’ กันแน่

 

โรส ฮัน (Rose Han) เป็นหนึ่งในนั้น เธอโฟกัสอย่างหนักกับการหาเงินให้มากขึ้น ใช้จ่ายให้น้อยลง และลงทุนอย่างจริงจัง จนสามารถปลดหนี้การศึกษาราว 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.33 ล้านบาท) และสร้างความมั่งคั่งระดับ 7 หลัก จนลาออกจากงานในวอลล์สตรีทได้

 

แต่สิ่งที่ความมีวินัยนั้นมอบให้ คือการได้ใช้ชีวิตในรถบ้านพร้อมอิสระที่เธอใฝ่หามานาน กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ความตื่นเต้นจางหายไปอย่างรวดเร็ว “มันสนุกแค่ราว 6 เดือนแรก” เธอเล่า ก่อนจะพบว่าตัวเองเริ่มเบื่อและไม่รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายเท่าที่ควร ทั้งที่เพิ่งเกษียณมาไม่ถึงปี

 

ประสบการณ์นั้นทำให้ฮันตั้งคำถามกับแนวคิดการสะสมเงินที่มากับ FIRE “การให้น้ำหนักกับเงินและการสะสมเงินมันเลยเถิดไปแล้ว” เธอกล่าว พร้อมมองว่าแนวคิดแบบนี้อาจดึงคนออกห่างจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ อย่างเวลากับคนที่รักและการสร้างความสัมพันธ์

 

ที่น่าคิดคือ แม้จะมีความมั่งคั่งแตะ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.3 ล้านบาท) แล้ว เธอก็ยังพบว่าตัวเองคิดต่อว่า “แล้วทำไมไม่ไปให้ถึง 10 ล้านล่ะ” ความคิดนั้นทำให้เธอหยุดและถามคำถามที่ใหญ่กว่าว่า เท่าไรถึงจะพอ สุดท้ายฮันสรุปบทเรียนว่า แทนที่จะถามว่าจะเกษียณเร็วได้อย่างไร คำถามที่ดีกว่าคือ จะสร้างชีวิตที่ดีจนไม่รู้สึกอยากลาออกหนีไปไหนได้อย่างไรต่างหาก

 

อีกกรณีคือ เกวนโดลิน เมิร์ซ (Gwendolyn Merz) ที่ลาออกจากงานประจำตอนอายุ 28 ปี หลังเก็บออมอย่างหนักถึงขั้นออมได้มากถึง 78% ของรายได้ จนมีเงินเก็บราว 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.66 ล้านบาท) ในเวลา 5 ปี

 

แต่แผนของเธอหลายอย่างไม่เป็นไปตามคาด เงินส่วนใหญ่ถูกล็อกอยู่ในบัญชีเกษียณ ค่ารักษาพยาบาลสูงกว่าที่คิด และการทำงานอิสระที่หวังว่าจะให้ความเป็นอิสระ กลับสร้างความเครียดมากกว่าเดิม “ฉันรู้ตัวว่าการทำงานหนักจนแทบขาดใจ แล้วก็ไม่ได้มีความสุขกับการเป็นนายตัวเอง มันไม่คุ้มกันเลย” เธอกล่าว ภายในเวลา 9 เดือน เมิร์ซจึงกลับไปทำงานประจำอีกครั้ง

 

เสียงวิจารณ์ที่ดังที่สุดเสียงหนึ่งมาจาก เฮลีย์ แซ็กส์ (Haley Sacks) อินฟลูเอนเซอร์การเงินที่รู้จักกันในชื่อ Mrs. Dow Jones ผู้มองว่า FIRE เป็นเรื่องหลอกลวง

 

ในการให้สัมภาษณ์กับ Business Insider แซ็กส์โต้แย้งแนวคิดนี้ว่า การประหยัดสุดโต่งสร้างผลเสียมากกว่าผลดี และยังทำให้คนทั่วไปกลัวการลงทุนไปเลย “ฉันมีปัญหากับพวกเขานะ” แซ็กส์กล่าว “ฉันมองว่า FIRE ก็เหมือนการอดออมแบบหักโหมจนทำร้ายตัวเอง เพราะมันสุดโต่งและบีบบังคับให้ใช้ชีวิตแบบอดๆ อยากๆ เกินไป”

 

แซ็กส์ยังชี้ว่า หลายคนที่โปรโมต FIRE ในโลกออนไลน์ความจริงแล้วยังไม่ได้เกษียณ เพราะงานปัจจุบันของพวกเขาคือการหาเงินจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์และขายคอร์สออนไลน์ “คนที่บอกให้คุณทำ FIRE ไม่ได้เกษียณก่อนวัยจริง พวกเขาคือบล็อกเกอร์และอินฟลูเอนเซอร์สาย FIRE ที่ยังทำเงินได้หลายล้าน ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องหลอกลวง” เธอกล่าว

 

ภาพประกอบชายผู้มั่งคั่ง สื่อถึงความสำเร็จทางการเงินและอิสรภาพ 4

 

Coast FIRE ทาง ‘สายกลาง’ ที่ยืดหยุ่นกว่า

 

จากด้านมืดและเสียงวิจารณ์เหล่านี้ ทำให้เวอร์ชันที่ผ่อนคลายกว่าของ FIRE อย่าง Coast FIRE เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น

 

Coast FIRE เป็นหนึ่งในหลายแขนงของ FIRE ที่มีทั้ง Lean FIRE, Fat FIRE และ Barista FIRE หลักการของ Coast FIRE คือ เมื่อนักลงทุนเก็บออมและลงทุนได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว ในทางทฤษฎีพวกเขาไม่จำเป็นต้องใส่เงินเข้าบัญชีเกษียณเพิ่มอีก เพราะเงินที่ลงทุนไว้แล้วจะเติบโตแบบทบต้นจนกลายเป็นจำนวนที่ต้องการในวัยเกษียณได้เอง

 

สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าพวกเขาหยุดทำงาน แต่หมายความว่าพวกเขาแค่ต้องหาเงินให้พอกับค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ในขณะที่มีพอร์ตการลงทุนเติบโตอยู่เบื้องหลัง ซึ่งสำหรับบางคน นี่เปิดโอกาสให้ยอมลดเงินเดือน เปลี่ยนสายอาชีพ ทำงานของตัวเอง ลดเวลาทำงานเหลือพาร์ตไทม์ หรือเลือกงานที่เครียดน้อยลง

 

แอนดี ฮิลล์ (Andy Hill) โค้ชการเงินครอบครัวที่ไปถึง Coast FIRE พร้อมภรรยา อธิบายว่ามันคือกลยุทธ์ ‘ทางสายกลาง’ ที่ได้ประโยชน์บางส่วนของอิสรภาพทางการเงิน เช่น การถอยออกจากงานบริษัทที่กดดัน โดยไม่ต้องเก็บออมหนักเท่า FIRE แบบดั้งเดิม

 

“มันเหมาะกับครอบครัว เหมาะกับคู่รัก เหมาะกับคนที่ไม่ได้มีรายได้หลายแสนดอลลาร์ และผมหวังว่าจะได้รู้จักมันเร็วกว่านี้” ฮิลล์กล่าว

 

จุดที่ต่างจากคนอื่นคือ ฮิลล์มองว่าก้าวแรกของการมีอิสรภาพทางการเงินไม่เกี่ยวกับการคำนวณตัวเลขเลย เขาเสนอคำถามชวนคิดว่า “ถ้าวันนี้คุณได้รับเช็ค 5 ล้านดอลลาร์ (ราว 166.5 ล้านบาท) คุณจะหยุดทำอะไรทันที”

 

ฮิลล์เชื่อว่าการทดลองทางความคิดนี้บอกอะไรเกี่ยวกับเป้าหมายของเราได้มากกว่าเครื่องคำนวณเกษียณใดๆ “ถ้าคำตอบของคุณคือ ผมจะลาออกทันที นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณไม่ชอบงานของคุณ” เขากล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อว่า แล้วคุณจะหางานที่จ่ายเท่ากันแต่บรรยากาศดีกว่าได้ไหม หรือทำงานน้อยลงได้ไหม โดยไม่ต้องรอให้ถึงจุดอิสรภาพทางการเงินก่อน

 

สำหรับครอบครัวฮิลล์ ตัวเลข Coast FIRE ของพวกเขาคือการมีเงินลงทุนราว 5.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.32 ล้านบาท) ภายในอายุ 40 ปี ซึ่งเมื่อคิดที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6% ฮิลล์ประเมินว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นราว 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 66.6 ล้านบาท) เมื่อถึงวัยเกษียณ “นั่นมากพอสำหรับเราที่จะใช้ชีวิต” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ฮิลล์เตือนว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประเมิน และไม่มีอะไรในการลงทุนที่การันตีได้ จึงควรตรวจสอบตัวเลขเป็นระยะ โดยคำนึงถึงเงินเฟ้อ ค่าธรรมเนียมกองทุน และค่าที่ปรึกษาทางการเงินด้วย

 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ แอมเบอร์ลี แกรนต์ (Amberly Grant) ที่เป็นคนรายได้ไม่สูงตลอดอาชีพการงาน ตอนอายุ 19 ปีเธอออกจากเมืองเล็กๆ ในแคนาดาบ้านเกิด แล้วใช้เวลาหลายปีท่องเที่ยวพร้อมรับงานจิปาถะระหว่างทาง

 

“ฉันเคยทำความสะอาดบ้าน, พาสุนัขเดินเล่น, ทำงานในบาร์และร้านอาหาร, เคยสอนภาษาอังกฤษในไทย และช่วยเพื่อนดูแลสตูดิโอโภชนาการและพิลาทิสในซิดนีย์” แกรนต์เล่า “ฉันแค่เที่ยวรอบโลกและทำงานจิปาถะ รวมรายได้เฉลี่ยปีละราว 1.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 499,500 บาท)”

 

FIRE แบบดั้งเดิมอาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเธอ แต่ Coast FIRE กลับไม่ใช่ แกรนต์บอกว่าเธอไปถึงเป้าหมาย Coast FIRE ในวัย 30 กลางๆ และยังคงเก็บเงินต่อ เพราะอยากมีทางเลือกที่จะเกษียณก่อนอายุ 60 ปี

 

บทเรียนสำคัญที่แกรนต์ได้เรียนรู้คือ ชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง “คุณอาจตั้งเป้าไปที่ Coast FIRE หรือ Fat FIRE หรือ FIRE แต่ชีวิตก็จะมีเรื่องเข้ามา และการปรับเปลี่ยนแผนก็เป็นเรื่องที่โอเค”

 

เรื่องราวของคนเหล่านี้ชี้ให้เห็นตรงกันว่า อิสรภาพทางการเงินวัดกันที่ตัวเลขในพอร์ตการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะหัวใจจริงๆ อยู่ที่การออกแบบชีวิตที่เราต้องการ และบางที คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าจะเกษียณให้เร็วที่สุดได้อย่างไร แต่เป็นจะสร้างชีวิตแบบที่เราไม่อยากหนีออกไปได้อย่างไรต่างหาก

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.30 บาท ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising