Dr. Rangan Chatterjee แพทย์และนักเขียนหนังสือ Happy Mind, Happy Life บอกไว้ว่า “ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปไขว่คว้าหรือสร้างขึ้นใหม่ แต่มันฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเสมอ เพียงแต่เรามักไม่ได้ตั้งใจรับรู้มัน” สิ่งที่เขาเรียกว่า Happy Noticing คือการเปลี่ยนจากใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ให้กลายเป็นรับรู้ชีวิตในขณะที่มันกำลังเกิดขึ้น เป็นการฝึกตั้งใจสังเกตช่วงเวลาเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่มันจะผ่านไปโดยไม่มีใครเห็นหรือได้ยิน
แทนที่จะดื่มกาแฟไปพร้อมกับเลื่อนหน้าจอมือถือ ลองหยุดสักนิด แล้วรู้สึกถึงความอุ่นของแก้วในมือ กลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมา หรือแสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านม่านหน้าต่าง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้พิเศษ หรือถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเพราะเราเริ่มมองเห็นมันชัดขึ้นต่างหาก และนั่นแหละ คือหัวใจของ Happy Noticing
ทำไมสมองเราถึงไม่เก็บความสุข
ก่อนจะไปถึงวิธีฝึก ต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไมเราถึงไม่ค่อยสังเกตเห็นช่วงเวลาดีๆ อยู่แล้ว นักจิตวิทยา Dr. Rick Hanson อธิบายว่า สมองของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะดูดซับประสบการณ์เชิงลบได้เร็วกว่าเชิงบวก เปรียบได้ว่าสมองเราเหมือนตีนตุ๊กแกที่เกาะแน่นเมื่อเจอเรื่องร้ายๆ แต่กลับลื่นปรื๊ดไม่เกาะอะไรทั้งนั้นราวกับกระทะเทฟลอนเมื่อเจอเรื่องดีๆ ซึ่งนี่เป็นกลไกที่เคยช่วยให้บรรพบุรุษของเราอยู่รอดในสภาพแวดล้อมอันตราย แต่ในยุคนี้มันกลับทำให้เราพลาดโอกาสรับรู้ความสุขเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวไปซะแล้ว นั่นหมายความว่า ถ้าเราไม่ตั้งใจสังเกต ความสุขก็จะผ่านไปเงียบๆ ราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้น
เมื่อสายตาเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน
มีอีกหนึ่งแนวคิดที่ใกล้เคียงกับ Happy Noticing มากที่สุดคือ Savoring หรือการตั้งใจชิมช่วงเวลาดีๆ อย่างมีสติ นักวิจัยนิยาม Savoring ว่าคือความสามารถในการเอาใจใส่ ชื่นชม และเพิ่มคุณค่าให้กับประสบการณ์เชิงบวกในชีวิต
Dr. Rick Hanson แนะนำว่า เมื่อเราสังเกตเห็นช่วงเวลาดีๆ ให้หยุดอยู่กับมันนานขึ้น อย่างน้อย 10 ถึง 30 วินาที เพื่อให้นิวรอน (neurons) ในสมองมีเวลาเพียงพอที่จะทำงานไปพร้อมกัน และสร้างโครงสร้างประสาทใหม่ขึ้นมา กล่าวง่ายๆ ก็คือ ยิ่งเราฝึกสังเกตและอยู่กับความรู้สึกดีนานขึ้น สมองก็ยิ่งเรียนรู้ที่จะจำว่าชีวิตนี้มีสิ่งดีๆ ให้รู้สึกอยู่เสมอ
งานวิจัยจากนักประสาทวิทยายืนยันว่า การตามหาและสัมผัสช่วงเวลาเชิงบวกอย่างตั้งใจนั้น กระตุ้นการหลั่งสารเคมีในสมองที่ทำให้รู้สึกดีได้จริง และ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า คนที่รู้สึกขอบคุณต่อสิ่งเล็กๆ ในชีวิตมีระดับความเครียดและภาวะซึมเศร้าต่ำ ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตอะไรใหญ่โต
ฝึกอย่างไรให้เห็น
Happy Noticing ไม่ต้องใช้เวลาพิเศษ ไม่ต้องใช้เงิน และไม่ต้องรอให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ แค่เริ่มจากการชะลอลงเล็กน้อย แล้วถามตัวเองว่า ตอนนี้มีอะไรดีที่ฉันยังไม่ได้สังเกตเห็นบ้างนะ? อาจเป็นแสงแดดที่ลอดผ่านม่านเข้ามา อาจเป็นเสียงฝนที่โปรยเบาๆ ข้างนอกหน้าต่าง อาจเป็นรสชาติของอาหารที่ทำออกมาได้ดี หรือช่วงเวลาที่โทรศัพท์เงียบและรู้สึกว่าโลกช้าลงนิดหนึ่ง
เมื่อเราหยุดเพื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นของแสงแดดบนใบหน้า ฟังเสียงหัวเราะของเพื่อน หรือรับประทานอาหารอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกขอบคุณ เราก็กำลังเปลี่ยนประสบการณ์ธรรมดาให้กลายเป็นอาหารทางอารมณ์
เราอยากบอกว่าความสุขไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องไปถึง แต่เป็นการฝึกรายวันที่หล่อหลอมประสบการณ์และมุมมองของเรา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Happy Noticing แตกต่างจากการคิดบวกทั่วไป มันไม่ได้บอกให้เราโกหกตัวเองว่าทุกอย่างดี แต่ให้เราหยุดพอที่จะเห็นว่า มีบางอย่างที่ดีอยู่จริงๆ อย่าลืมว่าความสุขไม่ได้ต้องการให้ใครอธิบาย ไม่ต้องการถ่ายรูปหรือแชร์ แต่แค่เรารู้สึกได้ในขณะที่มันกำลังเกิดขึ้น ก็ดีต่อใจมากแล้ว
อ้างอิง: https://www.sciencefocus.com/wellbeing/rethink-pursuit-of-happiness-small-joys

