×

อ่าน ‘รองช้ำ’ ในนักวิ่ง สัญญาณเตือน วิธีรักษา และการเตรียมตัวก่อนวันแข่ง

22.04.2026
  • LOADING...
ลง web / fb / ig

HIGHLIGHTS

  • รองช้ำไม่ใช่แค่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ฝ่าเท้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอาการที่สะท้อน ความไม่สมดุลของทั้งระบบร่างกาย เพราะในความเป็นจริง กล้ามเนื้อและพังผืดของเราทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายเดียว อาการที่แสดงออกที่เท้าจึงอาจมีต้นเหตุจากน่อง สะโพก หรือแม้แต่โครงสร้างการลงน้ำหนักของร่างกายตั้งแต่ต้น
  • อีกหนึ่งจุดสำคัญที่หมอเปียงเน้นคือ น่อง ซึ่งมักเป็นต้นเหตุที่หลายคนมองข้าม เพราะพังผืดบริเวณน่องและฝ่าเท้ามีความเชื่อมโยงกันโดยตรง หากน่องยังตึงอยู่ แรงดึงจะถูกส่งลงมาที่ฝ่าเท้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม้จะรักษาที่เท้าแล้ว อาการก็ยังมีโอกาสกลับมาอีก 
  • หมอเปียงแนะนำให้เริ่มดูแลร่างกายล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสามารถปรับตัวและซ่อมแซมโครงสร้างได้จริง โดยเฉพาะการเรียงตัวของคอลลาเจนในเส้นเอ็น

 

ยิ่งใกล้วันแข่ง โปรแกรมซ้อมก็มักจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ระยะทางยาวขึ้น ความเร็วเพิ่มขึ้น และความคาดหวังก็สูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน สัญญาณบางอย่างจากร่างกายก็เริ่มดังขึ้นเงียบๆ อาการเจ็บเล็กๆ ที่ไม่ถึงกับต้องหยุดวิ่งแต่ก็ไม่เคยหายไปจริง มันอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างคำว่า ยังไหว กับ เริ่มไม่โอเค และในหลายครั้ง นักวิ่งก็มักเลือกจะวิ่งต่อ เพราะคิดว่ายังเอาอยู่ ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่พอให้ต้องหยุดซ้อม

 

 
 

หนึ่งในอาการที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดในกลุ่มนักวิ่งคือ รองช้ำ หรือ Plantar fasciitis ภาวะที่พังผืดใต้ฝ่าเท้าเกิดการอักเสบ จากการรับแรงกระแทกซ้ำๆ เป็นเวลานาน อาการที่ดูเหมือนเล็ก แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่โปรแกรมซ้อมเริ่มเข้มข้นขึ้น อาการมักจะมาในรูปแบบที่ยังไม่รุนแรงพอให้หยุด แต่ก็ชัดพอให้รู้ว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บในก้าวแรกหลังตื่นนอน เจ็บเมื่อกดหรือนวดฝ่าเท้า ไปจนถึงอาการแปลกๆ ระหว่างวิ่งระยะยาว ที่พวกเรามักมองข้ามไป

 

ลง web / fb / ig 1

PYONG Rehabilitation Clinic ชั้น L, Gaysorn Village, BTS สถานีชิดลม

 

เรื่องนี้ นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์ หรือ หมอเปียง ผู้ก่อตั้ง PYONG Rehabilitation Clinic และแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) อธิบายว่า รองช้ำไม่ใช่แค่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ฝ่าเท้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอาการที่สะท้อน ความไม่สมดุลของทั้งระบบร่างกาย เพราะในความเป็นจริง กล้ามเนื้อและพังผืดของเราทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายเดียว อาการที่แสดงออกที่เท้าจึงอาจมีต้นเหตุจากน่อง สะโพก หรือแม้แต่โครงสร้างการลงน้ำหนักของร่างกายตั้งแต่ต้น

 

ลง web / fb / ig 2

นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์ หรือ หมอเปียง

 

วิธีสำรวจอาการที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย การตรวจของหมอเปียงเริ่มตั้งแต่สิ่งพื้นฐานที่สุดอย่าง รองเท้า หลังหมอเปียงสังเกตรูปแบบการสึกของพื้นรองเท้า ตรวจดูหนังแข็งที่สะสมบริเวณฝ่าเท้า และเปรียบเทียบลักษณะอุ้งเท้าทั้งสองข้าง ก่อนจะพบว่าปัจจัยสำคัญในเคสนี้คือโครงสร้างเท้าแบบอุ้งสูง หรือ high arch ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวกระจายลงฝ่าเท้าได้ไม่สม่ำเสมอ บางจุดต้องรับแรงมากเกินไปในทุกก้าวที่เดินและวิ่ง หนังแข็งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ผิวหนังหนา แต่เป็นร่องรอยของแรงกดที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง

 

ลง web / fb / ig 3

โครงสร้างเท้าแบบอุ้งสูง หรือ high arch 

 

เมื่อรวมกับพฤติกรรมการใช้งาน เช่น การใส่รองเท้าที่ไม่มีซัพพอร์ต เช่น รองเท้าหนัง หรือรองเท้าแตะฟองน้ำ เป็นประจำ การเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็ง (การเดินในบ้าน)  หรือการเพิ่มความหนักของการซ้อมโดยไม่ได้เพิ่มการฟื้นฟู ปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งเร่งให้อาการรองช้ำกลับมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มีโครงสร้างเท้าแบบนี้เป็นทุนเดิม

 

อีกหนึ่งจุดสำคัญที่หมอเปียงเน้นคือ น่อง ซึ่งมักเป็นต้นเหตุที่หลายคนมองข้าม เพราะพังผืดบริเวณน่องและฝ่าเท้ามีความเชื่อมโยงกันโดยตรง หากน่องยังตึงอยู่ แรงดึงจะถูกส่งลงมาที่ฝ่าเท้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม้จะรักษาที่เท้าแล้ว อาการก็ยังมีโอกาสกลับมาอีก 

 

ในขณะเดียวกันอาการตึงคอ บ่า ไหล่ หรือออฟฟิศ ซินโดรม ที่หลายคนคิดว่าไม่เกี่ยวกันก็อาจอยู่ในกลุ่ม Myofascial pain syndrome ซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกันของพังผืด และสามารถรักษาควบคู่กันได้ เพราะเวลาที่เราวิ่ง เราใช้กล้ามเนื้อแทบทุกส่วนในร่างกาย ไม่ว่าจะส่วนบนอย่างคอ บ่า ไหล ไล่ลงมาแกนกลางลำตัว ก้น และขา เมื่อจุดใดสะดุดหรือถูกดึงรั้ง ย่อมส่งอาการต่อให้กับจุดอื่นๆ ไปด้วย 

 

รักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ

 

ลง web / fb / ig 4

 

แนวทางการรักษาของหมอเปียงจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การกดหรือคลายจุดที่เจ็บ แต่เป็นการแก้ที่ต้นเหตุของแรงดึงในระบบ โดยมีการใช้ Acupuncture หรือการฝังเข็ม เพื่อคลายกล้ามเนื้อและลดอาการปวดในจุดที่มีการสะสมของ trigger point ร่วมกับ Myofascial Release Injection หรือการฉีดแยกพังผืดด้วยน้ำเกลือ บริเวณน่องที่ตึงจัด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้น้ำเกลือผสม dextrose และยาชา ฉีดเข้าไปในชั้นพังผืดโดยใช้อัลตราซาวด์นำทาง เพื่อแยกเนื้อเยื่อที่ยึดติดกัน คลายแรงดึงสะสม และกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น 

 

ลง web / fb / ig 5

ลง web / fb / ig 6

ลง web / fb / ig 7

ลง web / fb / ig 8

Myofascial Release Injection 

 

การรักษาลักษณะนี้ต้องทำต่อเนื่องประมาณ 3–5 ครั้ง หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ด้วยการใช้เครื่องต่างๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะ Shockwave Therapy หรือ Peripheral Magnetic Stimulation (PMS)  ซึ่งนักกายภาพบำบัดจะประเมินให้ว่าเราควรใช้เครื่องมือแบบไหน  เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนจริงๆ ไม่ใช่แค่หายชั่วคราวแล้วอาการกลับมาใหม่ 

 

การรักษาที่ไม่ได้อยู่แค่ในคลินิก 

 

หมอแนะนำว่า การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันเป็นอีกส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการหายของรองช้ำ อย่างที่บอกว่าเรามีลักษณะของโครงสร้างเท้าแบบอุ้งสูง หมอเปียงเลยแนะนำให้ทำ Custom Insole หรือแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักให้สมดุล ลดแรงกดในจุดที่รับน้ำหนักมากเกินไป รวมถึงการยืดกล้ามเนื้อน่องอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดแรงดึงที่ส่งไปถึงฝ่าเท้า แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างการใส่รองเท้าในบ้านก็มีผลอย่างมาก เพราะพื้นแข็งสามารถส่งแรงกระแทกเข้าสู่เท้าโดยตรงโดยไม่มีการซัพพอร์ต

 

ลง web / fb / ig 9

 

เตรียมตัวนานเท่าไรดี ? 

 

ลง web / fb / ig 10

 

ในมุมของการเตรียมตัวก่อนการแข่งขัน หมอเปียงแนะนำให้เริ่มดูแลร่างกายล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสามารถปรับตัวและซ่อมแซมโครงสร้างได้จริง โดยเฉพาะการเรียงตัวของคอลลาเจนในเส้นเอ็น หากเริ่มช้ากว่านั้น เช่น ในช่วง 2–3 สัปดาห์ก่อนแข่ง แนวทางจะเปลี่ยนเป็นการฟื้นฟูแบบไม่เพิ่มการอักเสบ เช่น การใช้เลเซอร์พลังงานสูง การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีอย่าง Quantum Molecular Resonance ที่ช่วยให้ร่างกายคลายตัวและพร้อมใช้งานมากขึ้นในเวลาจำกัด

 

ลง web / fb / ig 11

 

Mindset ที่หมอเปียงอยากให้ทุกคนมี 

 

สิ่งที่หมอเปียงอยากฝากไว้ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษารองช้ำ แต่คือวิธีคิดของคนที่ออกกำลังกาย เพราะ performance ไม่ได้มาจากการซ้อมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสมดุลระหว่างการใช้งานและการฟื้นฟู อาการเล็กๆ ที่เกิดซ้ำในจุดเดิม หรือความรู้สึกผิดปกติที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อวิ่งถึงระยะหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกมองข้าม แต่คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังพยายามบอกว่าต้องการการดูแล

 

ลง web / fb / ig 12

 

การรอให้แข่งจบแล้วค่อยมาซ่อมอาจเป็นการตัดสินใจที่สายเกินไป เพราะความเสียหายที่สะสมไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเมื่อยล้า แต่ในบางกรณีอาจหมายถึงเนื้อเยื่อที่เสียหายจริง และเมื่อถึงจุดนั้น การฟื้นฟูอาจไม่เพียงพออีกต่อไป 

 

การเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามครั้งต่อไปจึงไม่ใช่แค่การซ้อมให้หนักขึ้น แต่คือการดูแลร่างกายให้ดีพอที่จะไม่พังกลางทาง เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ไปถึงเส้นชัยได้ อาจไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจและดูแลร่างกายตัวเองได้ดีที่สุดต่างหาก 

 

PYONG Rehabilitation Clinic

Location: ชั้น L, Gaysorn Village, BTS สถานีชิดลม

Open: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.30-20.00 น., วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น.

Budget: เริ่มต้น 1,500-4,000 บาทต่อครั้ง (ขึ้นอยู่กับแผนการรักษา)

Facebook: PYONG Rehabilitation Clinic

Instagram: www.instagram.com/pyongrehabclinic

Website: www.pyongrehab.com

 



  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories