ประเด็นธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในระบบงบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถูกหยิบยกมาถามบนเวที ‘Think Tank Bangkok ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ’ ที่เป็นการรวมตัวของ 3 ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, 4 ตัวแทนภาคประชาสังคม และ 5 ตัวแทนพันธมิตรสื่อมวลชน โดยมี Thai PBS เป็นเจ้าภาพหลัก
ประเด็นสำคัญ
ในช่วงหนึ่ง ชยพล มาลานิยม ตัวแทนสื่อมวลชนจากสำนักข่าว THE STANDARD ได้ตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการงบประมาณของ กทม. ผ่าน 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ
- 1. งบแปรญัตติ: ซึ่งมักมีช่องว่างให้ ส.ก. ใช้ เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับผู้ว่าฯ จะมี วิธีทำให้การแปรญัตติมีความโปร่งใส และ เปิดเผยเป็น Open Budget ได้หรือไม่
- 2. การจัดซื้อจัดจ้างแบบ ‘เฉพาะเจาะจง’: ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ จริงหรือไม่ หรือ ตอบโจทย์เฉพาะคนในบางเขต
- 3. ความสัมพันธ์ในรูปแบบ ‘ระบอบ’: จะ แก้ไขต้นตอการทำงานระหว่างฝ่ายบริหาร (ผู้ว่าฯ) กับฝ่ายนิติบัญญัติ (ส.ก.) อย่างไร เพื่อไม่ให้ต้องนำงบประมาณของ กทม. ไป เป็นตัวประกัน
• ‘งบแปร’ ต้องเสนอละเอียด ไม่ใช่ส่งกระดาษแผ่นเดียว
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ เบอร์ 9 ได้ชี้แจงถึงกระบวนการแปรญัตติ ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ว่าฯ เสนองบประมาณประจำปีเข้าสู่สภา กทม. จากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาตัดลดรายการงบประมาณบางส่วน ซึ่งทำให้ต้องเสนอโครงการใหม่เข้าไปทดแทนเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในข้อบัญญัติงบประมาณ
ชัชชาติอธิบายอีกว่า ในอดีตมีการต่อรองงบประมาณเกิดขึ้นจริง แต่วิธีการป้องกันคือการกำหนดให้การแปรญัตติต้องมีหลักฐานและรายละเอียดโครงการที่ชัดเจนครบถ้วน ไม่ใช่การเสนอด้วยกระดาษแผ่นเดียว ซึ่งในปัจจุบันมีการปรับปรุงกระบวนการให้เข้มข้นขึ้นหลังจากมีกรณีการตรวจสอบทุจริตเครื่องกีฬา
สำหรับกรณีดังกล่าว กทม. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสำนักงบประมาณเป็นครั้งแรก ส่วนในมิติของการต่อรองทางการเมือง ชัชชาติระบุว่า ขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังของฝ่ายบริหาร โดยผู้ว่าฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการยุบสภา กทม. หากไม่สามารถหาข้อสรุปในกระบวนการงบประมาณร่วมกันได้
• ดีเบตย่อมๆ: กทม. จัดซื้อ ‘เฉพาะเจาะจง’ ทำได้?
ในประเด็นความจำเป็นของการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงนั้น ชัชชาติได้ชี้แจงว่า จำนวนการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงของ กทม. มีปริมาณประมาณ 30,000 ถึง 40,000 รายการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากเป็นรายการย่อย เช่น การซื้อหมึกพิมพ์หรือกระดาษ
โดยกระบวนการนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดซื้อจัดจ้างฉบับปี พ.ศ. 2560 ของกระทรวงการคลังที่กำหนดให้งบประมาณต่ำกว่า 500,000 บาท สามารถใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้เพื่อความสะดวกในการทำงาน ซึ่ง กทม. ดำเนินการตามแนวทางนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561
“จริงๆ แล้วของผมดีกว่ารัฐบาลใหญ่นะ กทม. ประมาณ 95% ของโครงการเป็นการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษเพราะเป็นรายการย่อย ขณะที่ข้อมูลทั้งประเทศอยู่ที่ 97% มันเป็นเรื่องที่กฎหมายก็ให้ทำได้ ดังนั้น ก็อย่ามาโจมตีผมในเรื่องที่มันไม่เป็นประเด็น”
อย่างไรก็ตาม ชัชชาติระบุว่าสิ่งที่เป็นข้อกังวลจริงมีอยู่ 2 เรื่อง คือ การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซึ่งมีหน่วยงานตรวจสอบงบประมาณคอยดูแลอยู่ และการสั่งซื้อแล้วไม่ได้รับของจริง หรือ ‘ซื้อทิพย์’ ซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบภายใน
ขณะที่ อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีคำว่าโจมตี โดยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์และตนเองไม่มีเจตนาที่จะกล่าวหาหรือโจมตีฝ่ายบริหาร แต่เป็นการใช้ข้อมูลจริงผ่านแพลตฟอร์ม ‘ส่องรัฐ’ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติและตั้งคำถามอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง
“ผมดีใจมากที่เรามาพูดเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันกันโดยเปิดเผย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันแบบเงียบๆ อ. ชัชชาติพูดเองว่า ข้อมูลไม่มี นี่ไงผมกำลังทำให้อยู่นะครับ” อนุชากล่าว
อนุชาชี้ว่า หากฝ่ายบริหารสามารถตอบคำถามและชี้แจงรายละเอียดในส่วนที่เป็นพิรุธได้ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะช่วยคลายข้อครหาในสังคมได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องโต้เถียงกัน
“ด้วยความเคารพ อ. ชัชชาติ ไม่ได้คิดที่จะโจมตีหรือว่ากล่าวหาเลย แต่ก็ต้องตอบ ถ้าท่านตอบไม่ได้ในส่วนนี้ก็จะเป็นข้อครหาใน ในสังคม” อนุชาระบุ
• แก้ทุจริตระยะยาว ชูระบบ AI จับโกง
ด้าน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน เบอร์ 10 ได้นำเสนอข้อมูลสถิติว่า ปัจจุบัน กทม. มีจำนวนโครงการที่เป็นการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92% ของโครงการทั้งหมด เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมูลค่าน้อยกว่า 500,000 บาท ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่เลือกซื้อของจากบุคคลที่ต้องการได้โดยตรงตามระเบียบ
ชัยวัฒน์ได้เปิดเผยสถิติเปรียบเทียบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยที่มีการจัดซื้อของต่ำกว่าราคากลาง โดยระบุว่าอันดับ 1 ที่ซื้อของใกล้เคียงกับราคากลางมากที่สุดคือจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งซื้อต่ำกว่าราคากลางเพียง 1%
ส่วนอันดับ 2 คือ กรุงเทพมหานคร ที่ซื้อของต่ำกว่าราคากลางเพียง 2% เท่านั้น ชัยวัฒน์มองว่า แม้กระบวนการจะถูกต้องตามระเบียบ แต่สามารถยกระดับให้ดีขึ้นได้โดยการปรับระบบให้มีการเสนอราคาแข่งขันเพื่อเลือกผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุด
ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ยังได้นำเสนอนโยบายแก้ปัญหาความโปร่งใสในระยะยาว โดยเสนอให้ทำโครงสร้างกรุงเทพฯ ให้โปร่งใสผ่านระบบ ‘AI จับโกง’ ซึ่งผู้ว่าฯ สามารถใช้อำนาจในการยับยั้งการใช้งบประมาณได้ในทุกขั้นตอน
“สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนข้อมูลคำของบประมาณทั้งหมดตั้งแต่ต้นทางให้เป็นรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ได้ หรือเป็นข้อมูลประเภท Machine Readable เพื่อให้ระบบ AI สามารถตรวจสอบข้อพิรุธได้โดยอัตโนมัติ”
ชัยวัฒน์ยังเน้นย้ำถึงการสร้างระบบกลไกราชการแบบใหม่ ที่มุ่งส่งเสริมข้าราชการน้ำดีให้เติบโตตามสายงาน และลงโทษขับข้าราชการที่กระทำการทุจริต รับส่วย หรือโกงกินงบประมาณออกจากระบบ เพื่อแก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างยั่งยืน


