×

ศึก UNCLOS ไทย-กัมพูชา: ประนอมภาคบังคับ หรือ สงครามชิงทะเล?

โดย THE STANDARD TEAM
19.06.2026
  • LOADING...
ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

บทนำ: การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพรมแดนทางทะเล (Legal Transition)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

หน้าประวัติศาสตร์การทูตและกฎหมายระหว่างประเทศของราชอาณาจักรไทยได้บันทึกจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษ เมื่อกรอบความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘MOU 2544’ (Memorandum of Understanding 2001) ได้สิ้นสุดบทบาทลงอย่างเป็นทางการ พลวัตของข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลในพื้นที่อ่าวไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสูงสุดจำต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กลไกสากลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea)

 

ใจกลางของข้อพิพาทนี้คือพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (Overlapping Claims Area: OCA) ขนาดใหญ่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งซุกซ่อนแหล่งพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบอันเป็นขุมทรัพย์สำรองที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ในทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานโลกและสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ ทั้งประเทศไทยและกัมพูชาต่างเผชิญหน้ากับความกดดันในการนำทรัพยากรเหล่านี้ขึ้นมาใช้ ทว่า อุปสรรคสำคัญคือ “เส้นเขตแดนทางทะเล” ที่ยังไม่เคยปักปันกันได้อย่างเด็ดขาด

 

เมื่อกลไกทวิภาคีเดิมภายใต้ MOU 2544 ถึงทางตัน การเผชิญหน้าครั้งใหม่จึงอุบัติขึ้นในรูปแบบที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย นั่นคือ ‘กระบวนการประนอมภาคบังคับ’ (Compulsory Conciliation) ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดเกมรุกยื่นโนติส (Notification) เพื่อดึงไทยเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทสากล การดำเนินกลยุทธ์ในครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องร้องต่อศาลโลกเพื่อให้มีคำพิพากษาแพ้-ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเกมการทูตและกฎหมายที่มีความสลับซับซ้อน สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยมเชิงยุทธศาสตร์ และมีกรอบเวลาเร่งรัดอย่างยิ่ง

 

บทความวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จึงจัดทำขึ้นเพื่อถอดรหัส แสวงหาข้อเท็จจริง และวิเคราะห์แนวทางการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของประเทศไทย โดยบูรณาการข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นของสองผู้เชี่ยวชาญหลักของประเทศ ได้แก่ คุณเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและหัวหน้าส่วนปฏิบัติการทางกฎหมายของรัฐ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกในเวทีภูมิรัฐศาสตร์สากลโดยตัวผู้เขียน เพื่อชี้ทิศทางว่าในสงครามกฎหมายและการทูตครั้งนี้ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ ณ จุดใด และจะปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของชาติได้อย่างไร

 

1.นิยามและแก่นแท้ของ ‘การประนอมภาคบังคับ’ (The Doctrine of Compulsory Conciliation)

 

ปรากฏการณ์ที่สังคมไทยเกิดความตระหนกและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางเมื่อกัมพูชาประกาศนำข้อพิพาทเข้าสู่ ‘การประนอมภาคบังคับ’ ส่วนใหญ่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อคำว่า ‘ภาคบังคับ’ (Compulsory) โดยเกรงว่า ประเทศไทยกำลังถูกบีบบังคับให้สูญเสียเอกราชอธิปไตย หรือถูกลากไปขึ้นศาลระหว่างประเทศโดยไม่ยินยอม ซึ่งในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ร่วมกันอธิบายหลักการทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกรอบความคิดที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

 

1.1 เบื้องหลังการตั้ง ‘ข้อสงวน’ ของประเทศไทย

 

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) เมื่อประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญา UNCLOS 1982 นักกฎหมายและส่วนราชการไทยในอดีตได้วางแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศไว้อย่างรัดกุม โดยการตั้ง ‘ข้อสงวน’ หรือ ‘คำประกาศปัดปฏิเสธ’ (Reservation / Declaration) ตามมาตรา 298 วรรค 1 (a) ของอนุสัญญา ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า:

 

“ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจผูกพันของศาลระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนทางทะเล (Maritime Delimitation)”

 

การตั้งข้อสงวนนี้เป็นเกราะกำบังไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถฟ้องร้องลากประเทศไทยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลสากลที่มีคำพิพากษาผูกพันเด็ดขาดได้แบบทางตรง ทว่า อนุสัญญา UNCLOS ได้ออกแบบกลไก ‘ทางเลือกสำรอง’ ไว้ในกรณีที่รัฐภาคีตั้งข้อสงวนไม่ไปศาล นั่นคือ หากเกิดข้อพิพาทขึ้นและไม่สามารถตกลงกันได้ผ่านการเจรจาทวิภาคีปกติ รัฐคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะร้องขอให้เปิดกระบวนการที่เรียกว่า Compulsory Conciliation หรือ ‘การประนอมภาคบังคับ’

 

1.2 สภาพบังคับทางกฎหมาย: บังคับให้คุย แต่ไม่บังคับให้ยอมรับผล

 

แก่นแท้ของกระบวนการนี้สามารถสรุปเป็นสูตรทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “บังคับให้ต้องเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจาต่อหน้าคณะกรรมการคนกลาง แต่ไม่มีอำนาจผูกพันหรือบังคับให้ต้องปฏิบัติตามผลลัพธ์”

 

คุณเบญจมินทร์ ย้ำเตือนว่า ผลผลิตสุดท้ายของกระบวนการนี้หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาพิจารณา จะไม่ออกมาในรูปแบบของ ‘คำพิพากษา’ (Judgment) หรือ ‘คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ’ (Arbitral Award) แต่จะปรากฏในลักษณะของ ‘รายงานและคำแนะนำ’ (Report and Recommendations) เท่านั้น ซึ่งโดยสภาพตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำแนะนำนี้ ‘ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย’ (Non-binding) รัฐภาคีทั้งไทยและกัมพูชามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในรายงานฉบับดังกล่าว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายปฏิเสธ รายงานนั้นก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ และคู่กรณีต้องกลับไปแสวงหาหนทางเจรจาต่อรองกันเองต่อไป กระบวนการนี้จึงต่างจากการไปขึ้นศาลโลก (ICJ) ที่ไทยเคยมีประสบการณ์อันเจ็บปวดในอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

2. โครงสร้างองค์คณะผู้ประนอมระดับโลกและการขับเคลื่อนเชิงเวลา (The Conciliation Commission & Timeline)

 

ตามภาคผนวก 5 (Annex V) ของอนุสัญญา UNCLOS กระบวนการประนอมภาคบังคับจะถูกขับเคลื่อนและกลั่นกรองผ่านบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับสากล โดยมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดว่า “ห้ามมิให้ตั้งบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐภาคีคู่พิพาทเข้ามาเป็นกรรมการ” เพื่อรับประกันความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นกลางอันเป็นที่ยอมรับในสากล (Impartiality and Independence)

 

โครงสร้างของ ‘คณะกรรมาธิการประนอม’ (Conciliation Commission) จะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน โดยฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้รับสิทธิ์ในการเสนอชื่อฝ่ายละ 2 ท่าน และผู้ประนอมทั้ง 4 ท่านแรกจะร่วมกันโหวตเลือกประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 5 ซึ่งรายชื่อจริงและภูมิหลังเชิงลึกขององค์คณะในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงดุลอำนาจและการดำเนินกลยุทธ์ที่น่าสนใจยิ่ง:

 

2.1 ฝ่ายกัมพูชา: สายปฏิบัติการเชิงทูตและเจนสนามจากเคสประวัติศาสตร์

 

ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 พร้อมเปิดเผยรายชื่อผู้ประนอม 2 ท่านแรก ซึ่งเป็นทีมงานระดับหัวกะทิที่เคยสร้างชัยชนะให้กับประเทศติมอร์-เลสเตมาแล้ว:

 

  • ปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน (Peter Taksøe-Jensen) — สัญชาติเดนมาร์ก: อดีตเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐอเมริกา และเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากบทบาท ‘ประธานคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ’ ในคดีติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติการในการไกล่เกลี่ยคดีพลังงานและพรมแดน
  • ศาสตราจารย์ ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน (Jean-Marc Thouvenin) — สัญชาติฝรั่งเศส: เลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก (Hague Academy of International Law) ทนายความผู้เจนจัดในเวทีศาลโลก (ICJ) และเป็นอดีตทนายความหลักของฝ่ายติมอร์-เลสเต

 

2.2 ฝ่ายประเทศไทย: เสาหลักตุลาการและผู้พิพากษาขั้นสูงสุดของกฎหมายทะเล

 

ประเทศไทยภายใต้การเสนอของกระทรวงการต่างประเทศและมติคณะรัฐมนตรี ได้ตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ด้วยการเสนอชื่อ 2 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในโครงสร้างตุลาการกฎหมายทะเลโลก ซึ่งมีจุดร่วมคือ เป็นอดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) ทั้งสองท่าน:

 

  • ผู้พิพากษา รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Rüdiger Wolfrum) — สัญชาติเยอรมัน: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2005–2008) และผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งยาวนานกว่า 20 ปี ถือเป็นหนึ่งในบิดาแห่งกฎหมายทะเลสมัยใหม่ของยุโรป
  • ผู้พิพากษา อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน (Albert Hoffmann) — สัญชาติแอฟริกาใต้: อดีตประธานศาล ITLOS (ค.ศ. 2020–2023) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลไกการระงับข้อพิพาทและการปักปันเขตแดนทางทะเล

 

2.3 โครงสร้างและการขับเคลื่อนตามกรอบเวลา (Procedural Roadmap)

 

กฎหมายทะเลกำหนดให้กระบวนการนี้ต้องเสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน (1 ปี) นับตั้งแต่วันที่องค์คณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างการทำงานและกรอบเวลาจึงถูกจำกัดไว้ในสมการที่ตึงตัว ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบเชิงขั้นตอนต่อไปนี้:

 

 

3. ยุทธศาสตร์กำลังพลและกลไกบูรณาการภายในของ ‘ทีมประเทศไทย’

 

การเข้าสู่สมรภูมิกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูงระดับนี้ ไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามลำพัง คุณเบญจมินทร์ ได้เปิดเผยแนวทางการเตรียมพร้อมและการจัดทัพของฝั่งไทย ซึ่งเป็นการรวบรวมขุนพลระดับ ‘ครีม’ ของประเทศในทุกมิติ มารวมกันภายใต้รหัสปฏิบัติการ ‘ทีมประเทศไทย’ (Team Thailand)

 

3.1 โครงสร้างและสายการบังคับบัญชาของคณะผู้แทนเจรจา (The Agent System)

 

ในภาษาทางกฎหมายระหว่างประเทศ สมาชิกที่เป็นปากเสียงและตัวแทนของรัฐบาลจะถูกเรียกว่า Agent (ผู้แทน) และ Deputy Agent (รองผู้แทน) ซึ่งรัฐบาลไทยได้วางตัวบุคคลไว้ดังนี้:

 

  • หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Agent): คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) บุคคลผู้ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ปรมาจารย์ทางการทูตสากล’ ของไทย มีบารมีและสายสัมพันธ์กว้างขวางในเวทีพหุภาคีและอาเซียน
  • รองหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Deputy Agent): คุณทรงชัย ชัยปฏิยุทธ์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศคูเวต) ซึ่งคุณเบญจมินทร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของท่านทูตทรงชัยว่า เป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ ค่ำหวอด และแม่นยำในเทคนิคกฎหมายทะเลอันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นผู้ถือพิมพ์เขียวข้อต่อสู้ทางกฎหมายทั้งหมด

 

3.2 การบูรณาการ 3 มิติหลัก: กฎหมาย – เทคนิค – ทรัพยากร

 

  • มิติกฎหมายระหว่างประเทศ: นำโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นทนายความฝั่งไทย ร่วมมือกับ ทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ (International Counsel) ระดับโลก เช่น Sir Michael Wood อดีตที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ และ Professor Alain Pellet ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทีมที่ทำงานและเห็นฝีไม้ลายมือร่วมกับรัฐบาลไทยในฐานะที่ปรึกษามานานกว่า 10 ปี
  • มิติทางเทคนิคและแผนที่: กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รับบทบาทสำคัญที่สุดในการคำนวณพิกัดทางคณิตศาสตร์ ขีดเส้นแผนที่ทางทะเล และใช้วิทยาศาสตร์ทางทะเลในการพิสูจน์แนวชายฝั่ง เพื่อคัดค้านเส้นที่ลากโดยมิชอบ
  • มิติทรัพยากรและพลังงานใต้ทะเล: กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ข้อมูลธรณีวิทยาปิโตรเลียม และปริมาณสำรองพลังงานในพื้นที่ OCA เพื่อส่งข้อมูลหนุนหลังทีมเจรจา

 

3.3 โมเดล ‘ผู้ใหญ่บ้านไกล่เกลี่ยลูกบ้าน’

 

เพื่อลบภาพความน่ากลัวของกฎหมายระหว่างประเทศ คุณเบญจมินทร์ได้ใช้การเปรียบเปรยอย่างเรียบง่ายว่า กระบวนการนี้แท้จริงแล้วก็ยังเป็น ‘กระบวนการทวิภาคี’ (Bilateral Process) ที่มีบุคคลที่สามเข้ามาช่วยเสริม เหมือนคนในหมู่บ้าน 2 คน ทะเลาะกันเรื่องแนวรั้วบ้าน แทนที่จะเดินขึ้นโรงขึ้นศาลให้แตกหักและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งคู่เลือกที่จะเดินไปหา ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ เพื่อเล่าเรื่องราวให้ฟัง ผู้ใหญ่บ้านจะฟังหลักฐานของทั้งคู่แล้วให้คำแนะนำสายกลาง หรือทางออกใหม่ ๆ (Breakthrough) ที่ลูกบ้านอาจนึกไม่ถึง โดยผู้ใหญ่บ้านไม่มีสิทธิ์สั่งยึดที่ดินใคร แต่คำแนะนำนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ลูกบ้านทั้งสองกลับไปเจรจาตกลงกันด้วยความพึงพอใจ

 

4. มหากาพย์กรณีศึกษา ‘ติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย’

 

การจะเข้าใจ ‘เกมรุกของกัมพูชา’ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จำเป็นต้องศึกษาคดีประวัติศาสตร์ที่เป็น ‘พิมพ์เขียวและกรณีศึกษาเดียวในโลก’ ที่เคยผ่านกระบวนการประนอมภาคบังคับสำเร็จ นั่นคือกรณีพิพาทระหว่าง ประเทศติมอร์-เลสเต และ ประเทศออสเตรเลีย (ค.ศ. 2016-2018) โดยเราสามารถถอดบทเรียนจากกรณีนี้ เพื่อฉายภาพให้เห็นพฤติกรรมศาสตร์ของรัฐขนาดใหญ่และรัฐขนาดเล็กในเวทีสากล

 

4.1 บริบทแห่งการกดขี่ทางประวัติศาสตร์และปมขุมทรัพย์พลังงาน

 

ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือติมอร์ตะวันออก เป็นประเทศเกิดใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่มีประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดจากการตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสยาวนาน และถูกรุกรานยึดครองโดยอินโดนีเซียในปี 1975 ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของชาวติมอร์ ประเทศเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่อย่าง ออสเตรเลีย กลับมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใต้ทะเลบริเวณที่เรียกว่า Timor Gap (ช่องว่างติมอร์) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดมหึมา นามว่า ‘Greater Sunrise’ และ ‘Bayu-Undan’

 

ออสเตรเลียได้ทำสนธิสัญญากับอินโดนีเซียในปี 1989 (Timor Gap Treaty) เพื่อแบ่งเค้กผลประโยชน์พลังงานร่วมกัน โดยออสเตรเลียยอมรับสิทธิการเข้ายึดครองติมอร์ของอินโดนีเซียในทางพฤตินัย เพื่อแลกกับการได้สิทธิ์สำรวจปิโตรเลียมที่ตนเองได้เปรียบ ต่อมาเมื่อติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลาย โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย และยากจนที่สุดในภูมิภาค ติมอร์ฯ จำเป็นต้องพึ่งพารายได้ปิโตรเลียมเพื่อสร้างชาติ แต่ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วและร่ำรวยกว่ามาก กลับใช้ความเหนือกว่าทางการทูตและเศรษฐกิจ บีบให้ผู้นำติมอร์ฯ ลงนามในข้อตกลงชั่วคราวหลายฉบับ (เช่น Treaty between Australia and the Democratic Republic of Timor-Leste on Certain Maritime Arrangements in the Timor Sea – CMATS ปี 2006) ที่ระบุให้แบ่งรายได้คนละครึ่ง (50:50) และมีเงื่อนไขอันโหดร้ายคือ “สั่งห้ามมิให้ติมอร์-เลสเตเรียกร้องหรือเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนถาวรไปอีก 50 ปี”

 

ธงชาติไทยและธงชาติกัมพูชาปักอยู่ในน้ำ แสดงถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 1

 

4.2 จุดหักเหทางกฎหมาย: เมื่อประเทศเล็กขยับหมากรุกสากล

 

ติมอร์-เลสเตตระหนักว่า ตนเองกำลังถูกขูดรีดทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถฟ้องออสเตรเลียต่อศาลโลก (ICJ) หรือศาลกฎหมายทะเล (ITLOS) ได้ เนื่องจากก่อนที่ติมอร์ฯ จะประกาศเอกราชเพียงไม่กี่วัน รัฐบาลออสเตรเลียได้ชิง ‘ถอนตัวออกจากการรับเขตอำนาจศาลระหว่างประเทศทั้งหมด’ ในคดีปักปันเขตแดน เพื่อปิดประตูไม่ให้ประเทศเกิดใหม่นี้ฟ้องร้องตนเองได้

 

ภายใต้สภาวะจนตรอก รัฐบุรุษและฮีโร่สงครามกู้ชาติของติมอร์-เลสเตอย่าง ชานานา กุฌเมา (Xanana Gusmão) พร้อมทีมที่ปรึกษากฎหมาย (ซึ่งปัจจุบันมาอยู่ฝั่งกัมพูชา) ได้ค้นพบช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ในอนุสัญญา UNCLOS 1982 นั่นคือกลไก ‘การประนอมภาคบังคับ’ ในภาคผนวก 5 ซึ่งต่อให้ออสเตรเลียจะประกาศปฏิเสธศาลไว้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธกลไกนี้ได้ ติมอร์-เลสเตจึงตัดสินใจยื่นคำร้องเปิดกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกเมื่อปี ค.ศ. 2016 บีบให้ออสเตรเลียต้องเดินลงจากแท่นมหาอำนาจมาร่วมโต๊ะเจรจาในฐานะคู่กรณีที่เท่าเทียมกันตามกฎหมายสากล

 

5. บริบทนอกกระบวนการประนอม: ปมจารกรรมและข้อต่อสู้เชิงมนุษยธรรม

 

คดีประวัติศาสตร์ระหว่างติมอร์-เลสเตและออสเตรเลียจะไม่มีทางเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ หากปราศจากการวิเคราะห์บริบทนอกห้องพิจารณา ซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องอื้อฉาวและน่าละอายที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตสมัยใหม่’ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนดุลอำนาจในกระบวนการประนอม

 

5.1 ปฏิบัติการดักฟังห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (The Bugging Scandal)

 

ในระหว่างที่กระบวนการประนอมภาคบังคับดำเนินอยู่ ความจริงอันน่าตกใจได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนโลกว่า ในช่วงที่มีการเจรจาสนธิสัญญา CMATS เมื่อปี ค.ศ. 2004 รัฐบาลออสเตรเลียได้สั่งการให้ หน่วยสืบราชการลับของออสเตรเลีย (Australian Secret Intelligence Service – ASIS) ดำเนินปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลขั้นสูง

 

เจ้าหน้าที่สอดแนมของออสเตรเลียได้แฝงตัวเป็น ‘ช่างเทคนิคและอาสาสมัครในโครงการความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการพัฒนา’ เข้าไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสำนักงานและทำเนียบรัฐบาลของติมอร์-เลสเต แต่อาศัยโอกาสดังกล่าว ลักลอบติดตั้งเครื่องดักฟัง (Bugging Devices) ไว้ในผนังห้องประชุมคณะรัฐมนตรีของติมอร์-เลสเต ปฏิบัติการจารกรรมนี้ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียล่วงรู้ข้อมูล ข้อมูลลับ กลยุทธ์การเจรจา และจุดยืนขั้นต่ำสุดของรัฐบาลติมอร์-เลสเตในทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถควบคุมเกมและต้อนติมอร์-เลสเตจนมุมในการเซ็นสัญญาแบ่งผลประโยชน์พลังงานปิโตรเลียมในอดีต

 

5.2 บทบาทของ ‘Witness K’ และความพังทลายของความชอบธรรมทางศีลธรรม

 

ความลับนี้ถูกเปิดโปงโดยอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ASIS ผู้ควบคุมปฏิบัติการ ซึ่งรู้จักกันในนาม ‘Witness K’ และทนายความของเขา Bernard Collaery ด้วยความรู้สึกผิดทางมโนธรรมที่เห็นประเทศมหาอำนาจแฝงตัวเป็นผู้ใจบุญ เพื่อรังแกและปล้นทรัพยากรจากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เมื่อติมอร์-เลสเตได้หลักฐานนี้มา พวกเขาได้ใช้เป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการทูต’ ทันที

 

แม้ในทางกฎหมาย คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะพิจารณาตามตัวบทของ UNCLOS แต่ในทางปฏิบัติเชิงรัฐศาสตร์ ปมดักฟังอันน่าละอายนี้ได้ทำลาย ‘ความชอบธรรมทางศีลธรรม’ (Moral High Ground) ของออสเตรเลียในเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง ออสเตรเลียถูกตราหน้าจากมิตรประเทศว่า เป็นรัฐที่รังแกเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ออสเตรเลียตกเป็น ‘จำเลยของสังคมโลก’ และเผชิญแรงกดดันอย่างมหาศาล จนไม่อาจเล่นเกมดึงเช็งหรือใช้มาตรการแข็งกร้าวในกระบวนการประนอมได้ และจำต้องยอมประนีประนอมในที่สุด

 

(สิ่งที่ไทยต้องคำนึงถึงและระมัดระวังให้มากก็คือ หากระบอบฮุนเซนใช้กระบวนการข่าวสารข้อมูล เพื่อสร้างภาพพจน์ให้ไทยอยู่ในสภาพที่ประชาคมนานาชาติพิจารณาว่าเป็น ‘ประเทศใหญ่กว่า’ ที่รังแก ‘ประเทศเล็กกว่า’ อย่างกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าระบอบฮุนเซนทำอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันก็เริ่มเดินสายปราศรัยในประเทศกัมพูชาแล้ว)

 

6. มิติแห่งความยุติธรรม: เมื่อหลัก ‘Equity’ อยู่เหนือ ‘Fairness’ แบบทื่อๆ

 

ประเด็นทางนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ลึกซึ้งและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อต่อสู้ของรัฐขนาดเล็ก นั่นคือ การปะทะกันระหว่างคำว่า ‘Fairness’ (ความถูกต้องตามแบบแผนสัญญารูปแบบเดิม) กับ ‘Equity’ (หลักความยุติธรรมตามสภาพการณ์จริงที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ)

 

6.1 การต่อสู้ระหว่างสองหลักการกฎหมายทะเล

 

ในคดีติมอร์-ออสเตรเลีย ออสเตรเลียพยายามสู้ด้วยหลักเกณฑ์ข้อตกลงเดิมและความ ‘แฟร์’ ในมุมของตน โดยอ้างหลักกฎหมายทะเลโบราณที่เรียกว่า ‘หลักการยื่นยาวตามธรรมชาติของไหล่ทวีป’ (Natural Prolongation of Continental Shelf) ออสเตรเลียชี้ว่า แผ่นดินทวีปของออสเตรเลียใต้ทะเลที่เป็นข้อพิพาทสืบสายยาวออกไปใต้ทะเลจนเกือบจะถึง ‘แนวร่องลึกติมอร์’ (Timor Trough) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งติมอร์เพียงไม่กี่ไมล์ทะเล

 

ดังนั้นตามสิทธิ์ธรรมชาติ พื้นที่ทะเลและทรัพยากรก๊าซเกือบทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของออสเตรเลีย ออสเตรเลียอ้างว่านี่คือความถูกต้องตามสิทธิ์ (Fairness) ของตนที่มีแผ่นดินใหญ่กว่า (ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวทางที่ประเทศไทยอาจจะใช้ในการกระบวนการประนอม นั่นคือ แผนที่ที่ลากโดยกัมพูชาในปี 1972 ไม่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ ในขณะที่แผนที่ที่ไทยจัดทำขึ้นในปี 1973 มีความถูกต้องตามหลักวิชาการมากกว่า)

 

ทว่า ฝ่ายติมอร์-เลสเตและคณะกรรมาธิการประนอมสากลได้ร่วมกันผลักดันกฎหมายทะเลสมัยใหม่ที่ยึดหลัก Equity ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อคุ้มครองรัฐที่เสียเปรียบ โดยเปลี่ยนมาใช้ ‘หลักเส้นกึ่งกลาง’ (Median Line / Equidistant Line) ควบคู่กับหลักการพิจารณาสภาพการณ์พิเศษ (Special Circumstances) (ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยต้องระวังให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณากับเจตนาการทำสงครามข่าวสารข้อมูลที่บิดเบือนของระบอบฮุนเซน)

 

คณะกรรมาธิการประนอมฯ มองว่า หากยึดตามหลักออสเตรเลีย ประเทศเล็กๆ ที่ยากจนและติดอยู่กับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์จะไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้เลย หลัก Equity จึงเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางธรรมชาติ โดยกำหนดให้ลากเส้นแบ่งครึ่งกึ่งกลางระหว่างชายฝั่งของทั้งสองประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักการที่สะท้อนอยู่ในกฎหมาย UNCLOS มาตรา 74 และ 83 ในปัจจุบัน

 

6.2 ผลลัพธ์ประวัติศาสตร์ที่เป็นธรรม

 

แรงกดดันจากหลัก Equity และความพังทลายของภาพลักษณ์จากการจารกรรม ทำให้ออสเตรเลียยอมจำนนและลงนามใน สนธิสัญญาพรมแดนทางทะเลถาวรฉบับใหม่ ณ กรุงนิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 2018 ผลลัพธ์คือ:

 

  • การลากเส้นเขตแดนถูกเปลี่ยนมาใช้ ‘เส้นกึ่งกลาง’ (Median Line) ตามหลักกฎหมายสมัยใหม่
  • ติมอร์-เลสเต ได้สิทธิอธิปไตยเหนือแหล่งก๊าซ Bayu-Undan เต็ม 100%
  • ติมอร์-เลสเต ได้ส่วนแบ่งรายได้จากขุมทรัพย์พลังงาน Greater Sunrise สูงถึง 70% ถึง 80% (ขึ้นอยู่กับว่าท่อก๊าซจะลากไปขึ้นฝั่งที่ใด) กลายเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลเชิงอำนาจแบบอสมมาตร (Asymmetric Equalizer) พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่นี้ให้มีกินมีใช้จนถึงปัจจุบัน

7. การเทียบเคียงเชิงยุทธศาสตร์: กรณีไทย-กัมพูชา เทียบกับ ติมอร์-ออสเตรเลีย ได้จริงหรือ?

 

เมื่อกัมพูชาหันมาใช้กลไกประนอมภาคบังคับ คำถามที่สำคัญที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยคือ “เราสามารถนำกรณีไทย-กัมพูชา ไปเทียบเคียงกับคดีติมอร์-ออสเตรเลียได้หรือไม่?” ในประเด็นนี้ ทั้งคุณเบญจมินทร์ และ รศ.ดร.ธนภัทร ได้ให้ข้อวิเคราะห์ตรงกันว่า “กัมพูชาพยายามเลียนแบบโมเดลติมอร์เต็มรูปแบบ แต่ในข้อเท็จจริงทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองกรณีนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไทยไม่ใช่รอยเท้าของออสเตรเลีย”

 

7.1 สิ่งที่กัมพูชา ‘ลอกเลียนแบบ’ มา (The Similarities)

 

  • กลไกกฎหมายและตัวบุคคล: กัมพูชาจงใจข้ามขั้นตอนเจรจาปกติเพื่อใช้ช่องทางบังคับของ UNCLOS เหมือนที่ติมอร์ทำ และที่สำคัญคือการไปดึงตัว นายปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน และ ศ.ฌอง-มาร์ค ตูเวนิน ซึ่งเป็นผู้พาติมอร์คว้าชัยชนะมาเป็นกรรมการฝั่งตน ย่อมสะท้อนเจตนาว่ากัมพูชาต้องการ “รีเมก” ละครเรื่องเดิม
  • จิตวิทยาการทูตและภาพจำ (The Underdog Narrative): กัมพูชาต้องการฉายภาพให้สังคมโลกเห็นว่า ตนเองเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจด้อยกว่า กำลังถูกประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า มีกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพกว่า และได้เปรียบทางกฎหมายมากกว่า ปฏิเสธการแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทย

 

7.2 ข้อแตกต่างในสาระสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ใช้ไม่ได้กับไทย (The Great Differences)

 

แม้กัมพูชาจะพยายามตีบทเป็นติมอร์-เลสเต แต่โครงสร้างทางกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยแตกต่างจากออสเตรเลียอย่างสิ้นเชิงใน 3 มิติหลัก:

 

  • มิติพรมแดนทางบกที่ผูกพัน: ออสเตรเลียและติมอร์กั้นด้วยทะเลเปิดกว้าง ไม่มีพรมแดนทางบกติดกัน ต่างจากไทยและกัมพูชาที่มีชายแดนทางบกติดกันยาวนาน มีปัญหากระแสชาตินิยมและประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งคุณเบญจมินทร์ชี้ว่า ในทางกฎหมายผู้ประนอมจะดูแค่เรื่องทะเล แต่ในทางพฤตินัย พฤติกรรมและความสัมพันธ์ทางบกจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและดุลยพินิจทางทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์ (The Morality of Claims): ในคดีอดีต ออสเตรเลียคือฝ่ายที่ทำตัวไม่เป็นธรรมโดยการลากเส้นเกินกึ่งกลางเข้าไปฮุบพื้นที่ของประเทศเล็ก แต่ในกรณีปัจจุบัน บทบาทกลับตาลปัตร เพราะประเทศไทยลากเส้นเขตแดนไหล่ทวีปเมื่อปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และกฎหมายสากล (อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1958) แต่ ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่เป็นฝ่ายลากเส้นอ้างสิทธิ์เมื่อปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) อย่างไร้หลักวิชาการ โดยลากเส้นพาดผ่านตัดกึ่งกลาง “เกาะกูด” ของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายสากลอย่างรุนแรง
  • ไทยไม่ใช่ผู้กดขี่: ประเทศไทยไม่เคยยึดครอง ไม่เคยส่งทหารไปทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หรือตั้งตนเป็นเจ้าอาณานิคมเหนือประเทศกัมพูชา เหมือนเช่นที่อินโดนีเซียหรือออสเตรเลียเคยทำกับติมอร์-เลสเต ดราม่าเรื่อง “ประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก” จึงขาดความชอบธรรมเชิงประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิงในเคสนี้ (ในทัศนะของผู้เขียน ประเด็นนี้จะนำไปสู่สงครามการบิดเบือนข่าวสารอย่างรุนแรงจากฝ่ายระบอบฮุนเซน ซึ่งไทยต้องวางกลยุทธ์ในการตอบโต้สงครามข่าวสารนี้อย่างรอบคอบรัดกุมระมัดระวัง)

8. วิเคราะห์ความเสี่ยงเชิง Realism: สุภาพบุรุษบนหอคอยงาช้าง ปะทะ รัฐอันธพาลเชิงกลยุทธ์

 

หากมองผ่านแว่นตาของลัทธิ ‘สัจนิยมทางภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitical Realism) ข้อกังวลขั้นรุนแรงที่นักยุทธศาสตร์ความมั่นคงฝั่งไทยต้องตระหนักคือ พฤติกรรมศาสตร์ของระบอบการเมืองกัมพูชาภายใต้พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของตระกูลฮุน ซึ่งมีลักษณะเป็น ‘รัฐรวมศูนย์อำนาจแบบเด็ดขาด’ (Single-core Authoritarian State) ที่พร้อมจะใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Tactics) เล่ห์เพทุบาย และแท็กติกนอกกติกาเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่นในอดีตที่มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการปล่อยคลิปเสียงบทสนทนาส่วนตัวเพื่อแบล็กเมล์ทางการเมือง

 

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวทางของประเทศไทยที่มักจะรับบทเป็น ‘สุภาพบุรุษนักกฎหมายบนหอคอยงาช้าง’ ที่ยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ขีดเส้นใต้ทุกตัวอักษรตามกรอบกติกา คำถามคือ “ไทยกำลังเดินเข้าสู่กับดักและเสียเปรียบหรือไม่?”

 

8.1 จุดที่ประเทศไทย ‘เสียเปรียบ’ อย่างรุนแรง

 

  • การพ่ายแพ้ในสมรภูมิ Narrative Warfare: จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยคือ ‘ความเชื่องช้าและการสื่อสารสาธารณะที่จำกัด’ ในขณะที่กัมพูชาเตรียมพร้อมทีมสื่อสาร แผนการปล่อยข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง และการปั่นกระแสในเวทีสากลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ Underdog หากไทยยังคงนิ่งเงียบและชี้แจงด้วยภาษากฎหมายที่เข้าใจยาก ประชาคมโลกจะปักใจเชื่อฝั่งกัมพูชาไปก่อนนานแล้ว
  • ความเปราะบางของการเมืองภายในของไทย: ระบบการเมืองไทยเป็นระบบหลายขั้ว มีความขัดแย้งภายในสูง และไวต่อ ‘กระแสชาตินิยมเรื่องดินแดน’ กัมพูชาล่วงรู้จุดสลบนี้ดี พวกเขาสามารถใช้เล่ห์เพทุบาลโดยการ ‘ปล่อยข้อมูลลวง’ หรือเอกสารหลุดบางชิ้นในระหว่างกระบวนการประนอม เพื่อจุดชนวนให้คนไทยทะเลาะกันเอง โจมตีรัฐบาลตนเอง ซึ่งจะทำลายสมาธิและเสถียรภาพของคณะทำงาน Team Thailand จนกลไกภายในพังทลาย

 

8.2 จุดแข็งและไพ่ตายที่ทำให้ไทย ‘เหนือกว่า’

 

แม้จะมีความเสี่ยงข้างต้น แต่ในสมรภูมินี้ไทยมี ‘ไพ่ตาย’ และ ‘เกราะป้องกัน’ ที่แข็งแกร่งจนกัมพูชาไม่อาจเจาะได้ง่าย ๆ หากไทยไม่ทำลายตัวเองไปเสียก่อน:

 

  • Technical Superiority (ความเหนือกว่าเชิงเทคนิคที่หลอกลวงไม่ได้): คณะกรรมาธิการที่ไทยส่งไปคือ อดีตประธานศาล ITLOS ถึง 2 ท่าน บุคคลระดับนี้จะพิจารณาคดีบนฐานกฎหมายและวิทยาศาสตร์แผนที่อุทกศาสตร์อย่างแท้จริง เส้นของกัมพูชาที่ลากผ่าเกาะกูดและไม่ให้สิทธิ์ทะเลอาณาเขตแก่เกาะกูด ถือเป็นสิ่งที่ ‘ผิดหลักกฎหมายทะเลสากลอย่างร้ายแรงและน่าขบขัน’ ในสายตานักตุลาการโลก ต่อให้กัมพูชาจะแสดงละครเก่งเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพิกัดแผนที่ทางคณิตศาสตร์และตัวบทของ UNCLOS ได้
  • The Non-binding Shield (โล่กำบังคำแนะนำไม่มีผลผูกพัน): นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่เป็นยุทธศาสตร์สูงสุด หากกระบวนการประนอมเสร็จสิ้นแล้วผลลัพธ์ออกมาในลักษณะที่ไทยเสียเปรียบ หรือมีการใช้แท็กติกสกปรกแทรกแซง ประเทศไทยมีสิทธิ์อันชอบธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ตามกฎหมายสากลที่จะประกาศว่า ‘ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้’ เกมนี้กัมพูชาบังคับให้ไทยมาคุยได้ แต่ไม่มีวันบังคับให้ไทยเซ็นยอมรับความสูญเสียได้ ถ้าไทยปฏิเสธ ทุกอย่างจะกลับสู่สถานะเดิม (Status Quo) และเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่จะต้องสูญเสียโอกาสและงบประมาณในการลงทุนไปฟรีๆ

9. ฉากทัศน์แห่งอนาคต (Scenarios), สถานะเกาะกูด และบทสรุปเชิงนโยบาย

 

9.1 การยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือ ‘เกาะกูด’

 

เพื่อสยบกระแสความตระหนกและข่าวลือเรื่องการสูญเสียดินแดน ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องประสานเสียงยืนยันข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กฎหมายไว้อย่างหนักแน่น:

 

ข้อเท็จจริงแห่งสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450): ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่า “เกาะกูดเป็นดั่งดินแดนในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย” ในอดีตกัมพูชาไม่เคยและไม่สามารถโต้แย้งสิทธิ์นี้ในเวทีสากลได้ การเข้าสู่กระบวนการประนอมครั้งนี้ ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ต่ออธิปไตยเหนือตัวเกาะกูด สิ่งเดียวที่จะถูกนำมาอภิปรายในเชิงเทคนิคคือ “การกำหนดให้เกาะกูดมีสิทธิ์ขีดเส้นทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) และเขตต่อเนื่องรอบเกาะได้กว้างขวางเพียงใดตามหลักสากล” เพื่อนำไปคำนวณตัดสลับกับแนวชายฝั่งของกัมพูชาเท่านั้น

 

9.2 สามฉากทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ (3 Scenarios) หลังกรกฎาคม 2570

 

เมื่อกระบวนการประนอมภาคบังคับขับเคลื่อนไปจนครบกำหนด 12 ขวบปี ฉากทัศน์แห่งอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สามารถจำแนกออกเป็น 3 ทิศทางหลัก (ตามแนวทางการวิเคราะห์ของคุณณเบญจมินทร์ อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ และ รศ.ดร.ธนภัทร):

 

  • ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (Best-Case Scenario): ด้วยแรงกดดันขององค์คณะผู้ประนอมระดับโลก ทั้งไทยและกัมพูชาสามารถใช้โอกาสนี้เปิดเจรจาทวิภาคีคู่ขนานและสามารถบรรลุข้อตกลง “สนธิสัญญาปักปันเขตแดนทางทะเลถาวร” ร่วมกันได้สำเร็จก่อนครบกำหนด 1 ปี เดินตามรอยความสำเร็จของโมเดลออสเตรเลีย-ติมอร์ พลังงานใต้ทะเลถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ร่วมกันภายใต้ขอบเขตอธิปไตยที่ชัดเจน
  • ฉากทัศน์สายกลาง (Mid-Case Scenario): รายงานคำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ ออกมาในลักษณะที่สมดุล โดยชี้ให้เห็นว่าเส้นของกัมพูชาปี 1972 นั้นผิดหลักสากล และเสนอให้ลากเส้นใหม่ตามหลักเส้นกึ่งกลาง (Median Line) ส่งผลให้พื้นที่ทับซ้อน 26,000 ตร.กม. บีบตัวแคบลงจนเกือบหมด เหลือเพียงพื้นที่ไข่แดงขนาดเล็กที่อาจต้องนำไปตั้งคณะทำงานพัฒนาพวกร่วมกันเฉพาะจุดในอนาคต
  • ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario): กัมพูชาปฏิเสธที่จะยอมรับหลักวิชาการสากลและยังคงดึงดันจะเอาเส้นเดิมที่ผ่าเกาะกูด หรือฝ่ายไทยประเมินแล้วว่า คำแนะนำขององค์คณะทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยประกาศใช้สิทธิ์ปฏิเสธรายงาน กระบวนการทั้งหมดแท้งลง ทุกอย่างกลับสู่สถานะเดิมก่อนปี 2569 ขุมทรัพย์พลังงานถูกแช่แข็งต่อไป และกัมพูชาเผชิญหน้ากับความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าไทย (ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ว่า กัมพูชาจะไม่หยุด และจะเดิน ‘เกมสงครามข่าวสารข้อมูล’ ในเวทีโลกว่า ประเทศไทยไม่เคารพกฎกติกา ประเทศไทยเป็นประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็กอย่างกัมพูชา แน่นอนว่าเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมในกัมพูชาและส่งผลดีให้พรรค CPP ของตนเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และยังสร้างแรงกดดันทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างมหาศาลต่อไทยในประชาคมโลก)

 

9.3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขั้นสูงสุด: ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน (Dual-Track Strategy)

 

ข้อวิเคราะห์เชิง Realism นำมาสู่บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน: ไทยต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่ยึดมั่นในกรอบกฎหมายหน้ากระดาษ และต้องดำเนิน ‘ยุทธศาสตร์สองแนวทางคู่ขนาน’ (Dual-Track) เพื่อกุมชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ:

 

  • แนวทางที่ 1 (On-Stage/Legalistic Track): เดินหน้าด้วยความสุภาพและความเป็นเลิศทางวิชาการในห้องประชุมประนอม ใช้ศักยภาพของอดีตประธานศาล ITLOS และทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติในการบดขยี้ความไม่ชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิ์กัมพูชาด้วยวิทยาศาสตร์แผนที่และตัวบทกฎหมาย UNCLOS อย่างเฉียบขาด
  • แนวทางที่ 2 (Off-Stage/Strategic Information Track): จัดตั้งทีมปฏิบัติการข่าวสารและการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เชิงรุก สื่อสารสู้กับกัมพูชาในเวทีโลกด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและทรงพลัง เพื่อไม่ให้กัมพูชาแย่งชิงพื้นที่ความน่าสงสารไปได้ พร้อมทั้งควบคุมดูแลระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Cybersecurity) ชั้นสูงสุด เพื่อป้องกันปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์หรือการปล่อยข่าวลวงเพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองภายในของไทย โดยข้อมูลตอบโต้ทั้งหมดต้องคิดแบบเชิงรุก สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ผ่านอย่างน้อย 5 ภาษา นั่นคือ ไทย ขแมร์ อังกฤษ จีน และฝรั่งเศส โดยต้องมีซือแป๋ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารมวลชน สื่อสารกลยุทธ์ และสื่อสารการตลาดที่เก่งฉกาจมาร่วมทีม

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับจะออกมาในรูปแบบใด กลไกทางกฎหมายภายในของไทยยังมีปราการด่านสุดท้ายที่รัดกุมและปลอดภัยสูงสุด นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 178 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หนังสือสัญญาใด ๆ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ‘รัฐสภา’ เสียก่อน

 

ดังนั้น กระบวนการทั้งหมดจึงต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสโดยตัวแทนของประชาชนไทย และไม่มีผู้ใดสามารถกระทำการเอื้อประโยชน์หรือยกดินแดนของชาติให้แก่ผู้ใดได้โดยมิชอบ ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้ไทยและกัมพูชายังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดองในภูมิภาคเดียวกัน เพราะเราไม่สามารถยกประเทศหนีจากกันได้ ทำอย่างไรให้พี่น้องที่อยู่บริเวณชายแดนทั้ง 2 ฟาก ได้ประโยชน์ร่วมกันจากชายแดนที่ติดกัน ทำอย่างไรให้ประชาชนทั้งสองประเทศไม่เกลียดชังซึ่งกันและกัน โอกาสการค้าการลงทุนอย่างยั่งยืนของสองประเทศ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้ประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในอธิปไตย หลักกฎหมายสากล และบูรณาการความพร้อมของ ‘ทีมประเทศไทย’ ในการศึกครั้งนี้อย่างมีสติและปัญญาคุ้มครองแผ่นดินสืบไป

 

แฟ้มภาพ: TnkImages / Shutterstock,A_Ple / Shutterstock

FYI
  • เอกสารวิชาการและอ้างอิงข้อมูลหลัก: ถอดรหัสคำแสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงจาก นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ ในรายการ DECODING THE WORLD #89 สำนักข่าว THE STANDARD (เผยแพร่เมื่อ 17 มิถุนายน พ.ศ.2569 https://youtu.be/kaU0k5cPQIQ?si=AQvScqvne5POnNpT ) ประกอบกับการสืบค้นข้อมูลสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 และเอกสารสรุปคดีประนอมภาคบังคับติมอร์-เลสเต vs ออสเตรเลีย ค.ศ.2018 ของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) และการวิเคราะห์โดยผู้เขียน
  • ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด
  • Disclaimer: The views and analyses expressed in this article are solely those of Assoc.Prof.Dr. Piti Srisangnam, in his personal capacity as an Associate Professor at the Faculty of Economics, Chulalongkorn University. They do not represent, reflect, or constitute the views or positions of any of his other roles related to ASEAN or the ASEAN Foundation.
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories