สำหรับนักวิ่งทุกคน… คุณออกวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลอะไรกัน?
สัปดาห์ที่แล้วโลกของนักวิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อมีนักวิ่งคนแรก และ คนที่ 2 ที่ตามมาติดๆ สามารถทำสถิติวิ่งมาราธอนจบได้ภายในเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
แต่สำหรับใครอีกหลายคน ภาพของนักวิ่งธรรมดาคนหนึ่งที่วิ่งด้วยการแบกตู้เย็นหลังใหญ่น้ำหนักถึง 25 กิโลกรัม กลับเป็นภาพที่จับหัวใจไม่แพ้กัน
อะไรคือ ‘เหตุผล’ ที่ทำให้เขาทำแบบนั้น?
ในการแข่งขันรายการวิ่งมาราธอนระดับโลก เป็นเรื่องปกติที่จะมีความ ‘แฟนซี’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผ่านการแต่งกาย หรือการทำอะไรสักอย่าง (ขอแค่ไม่เดือดร้อนนักวิ่งคนอื่น)
สำหรับบางคนไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่ความสนุกสนาน
แต่สำหรับพี่น้องอดัมส์ จอร์แดนและไซแอน การวิ่งโดยมีตู้เย็นหลังโตหนักถึง 25 กิโลกรัมอยู่บนหลังตลอดระยะทางการวิ่ง 42.125 กิโลเมตร ไม่ได้เป็นเรื่องของความสนุกสนาน
เหตุผลของพวกเขานั้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน
หนึ่งเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนร่วมบริจาคให้กับการค้นคว้าวิจัยโรคอัลไซเมอร์แก่องค์กร Alzheimer’s Research UK ผ่าน GoFundMe โดยสิ่งที่พวกเขาเสนอเพื่อจะแลกมากับเงินบริจาคคือการท้าทายด้วยการวิ่งมาราธอนพร้อมกับตู้เย็นบนหลัง

ไอเดียนี้สองพี่น้องได้มาในตอนเดือนพฤศจิกายน ว่าพวกเขาอยากจะหาทางช่วยระดมทุนให้กับการวิจัยด้วยการแบกสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านไประหว่างการวิ่งมาราธอนด้วย และไม่มีรายการไหนจะดีเท่ากับลอนดอน มาราธอนอีกแล้ว
น้ำหนักของตู้เย็นบนหลัง แลกกับเงินบริจาคได้มากถึง 550,000 ปอนด์ มากกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ 450,000 ปอนด์
แต่น้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในใจนั้นหน่วงยิ่งกว่า
เพราะจอร์แดน และไซแอน เกิดมาพร้อมกับสิ่งที่อาจจะใกล้เคียงกับคำว่าคำสาปทางสายเลือด เพราะครอบครัวชาวไอริชของพวกเขามีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรค ‘Frontotemporal Dementia’ (FTD) หรือ โรคสมองเสื่อมส่วนหน้าและส่วนขมับ
ทั้งคู่ได้รับยีนที่ส่งต่อจากคุณแม่ที่จากพวกเขาไปด้วยโรคนี้ในปี 2010 ด้วยวัย 47 ปี ซึ่งในทางการแพทย์มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะเป็นโรคนี้สูงมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่ทุกคนมีเข็มนาฬิกาที่เดินไปเพื่อวันข้างหน้า จอร์แดนและไซแอนตระหนักดีว่าเข็มนาฬิกาชีวิตของพวกเขากำลังเดินถอยหลัง
“เรารู้ดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกา”
เพราะไม่อยากใช้จ่ายวันเวลาอย่างไร้คุณค่า ไม่ว่าเวลาของพวกเขาจะเหลืออีกกี่สักมากน้อย จอร์แดนในวัย 30 กำลังจะครบ 31 ปี ผู้แบกหลังตู้เย็น และไซแอนน้องชายในวัย 26 ปีที่วิ่งไปด้วยกัน เลือกแล้วว่าพวกเขาอยากจะใช้มาราธอนเพื่อทำอะไรสักอย่าง
ไม่ใช่แค่ให้โลกได้ตระหนัก รับรู้ และจดจำ
แต่เพื่อแม่และญาติๆ อีกรวม 12 ความทรงจำที่จากไปเพราะโรค FTD – ซึ่งในเวลานี้มีคนอีกจำนวนมากมายทั่วโลกที่รู้จักโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษานี้ดียิ่งขึ้น

การวิ่งเพื่อใครสักคนเป็นหนึ่งในเหตุผล (ซึ่งในงานลอนดอน มาราธอน ก็มี Daddy Pig จากเรื่อง Peppa Pig วิ่งเพื่อระดมทุนให้แก่องค์กร National Deaf Children’s Society คล้องไปกับเรื่องที่ George Pig เจ้าตัวเล็กของบ้านมีปัญหาทางการได้ยิน) ของเหล่ามาราธอนเนอร์
แต่มันยังมีอีกหลายเหตุผลสำหรับใครสักคนที่ตัดสินใจจะวิ่งมาราธอน
สำหรับคนจำนวนไม่น้อย มาราธอนคือจุดสตาร์ทชีวิตครั้งที่ 2
ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตแรกมาอย่างไร จะบาดเจ็บ ผิดพลาด ล้มเหลว ยับเยินขนาดไหน การตัดสินใจเพื่อวิ่งระยะทาง 42.125 กิโลเมตรคือการเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ของทุกคนได้เสมอ
เพราะการวิ่งมาราธอน ไม่ได้หมายถึงแค่มาเพื่อทน แต่มันดีพอที่จะเป็นการ ‘รีเซ็ต’ ทั้งชีวิตและจิตใจได้พร้อมกัน และมันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจว่า “เอาละ ฉันจะลงแข่งมาราธอนดูสักครั้ง”
ก่อนจะลงแข่งได้ มันมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำมากมาย เริ่มตั้งแต่ ‘วินัย’ ในการลุกจากเตียงเพื่อซ้อมวิ่งในทุกเช้า การเผชิญกับความเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแอจนถึงที่สุด เผชิญกับช่วงเวลาที่คิดว่าจะไม่ไหวแล้ว ยอมแพ้เถอะ
แต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก้าวต่อไปได้ ทุกก้าวหลังจากนั้นคือเหรียญรางวัลที่แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้
มาราธอนสอนอะไรได้หลายอย่าง เช่น ถ้าคุณไม่เตรียมตัว คุณเตรียมตัวที่จะแพ้, การพัฒนาต้องใช้เวลา, ไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหนก็ต้องวิ่งต่อไป
ไปจนถึงบนโลกใบนี้จะมีใครสักคนที่วิ่งได้เร็วกว่าหรือดีกว่าเราเสมอ

บทเรียนระหว่างการย่างก้าวจะค่อยๆ เปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนใหม่ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามย่อมเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
โดยไม่ทันรู้ตัว ในย่างก้าวนั้นเราก็ได้กลายเป็นคนใหม่แล้ว
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความลับของโลก แต่เป็นความจริงที่เราเคยได้เห็น ได้ยินผ่านหูและตามาตลอด เรื่องราวของใครสักคนที่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและเริ่มต้นใหม่ด้วยการออกวิ่งระยะทางไกลที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะวิ่งไกลและนานขนาดนั้น
แต่ลึกๆ ในใจของใครหลายคนฝันถึงการท้าทายตัวเองดูสักครั้ง
ก่อนจะพบปัญหาใหม่สำหรับการวิ่งมาราธอน คือคำว่าครั้งเดียวไม่มีอยู่จริง
เพราะในวันแข่งจริง ถึงเราจะวิ่งเพียงลำพัง แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยออกวิ่งตามลำพัง
ข้างหน้าเรามีใครสักคนที่ออกวิ่งด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างที่สำคัญกับเขาไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
ข้างหลังเราก็ไม่แตกต่างกัน เขาอาจจะอยากวิ่งเพื่อเริ่มต้นใหม่ หรืออาจจะใช้การวิ่งเพื่อลืมใครสักคน
ข้างๆ นั้นเต็มไปด้วยผู้คนอีกมากมายที่อาจจะไม่ได้วิ่งด้วย แต่พวกเขามาพร้อมกับกำลังใจที่ไม่มีวันหมด พร้อมจะเติมพลังให้คนลงแข่งขันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม โดยไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว เพศ หรืออะไรทั้งนั้น
ถ้ากำลังวิ่งอยู่ตรงนั้น จงวิ่งต่อไป ทุกคนอยู่เคียงข้างเสมอ
เสียงเชียร์ มือที่ยื่นมา อ้อมกอด แตงโมเย็นๆ สักชิ้น หรือแม้แต่การให้ยืมรองเท้าวิ่งสักข้างแม้ไม่รู้ว่าจะได้คืนกลับมาไหม
การวิ่งมาราธอนสามารถเชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกันได้อย่างมหัศจรรย์ และสายใยนั้นลึกซึ้งถึงระดับจิตวิญญาณ โดยที่เราต่างไม่รู้ตัว
นี่คือความงดงามของสิ่งที่ว่ากันว่าบนโลกนี้มีคนเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ลองทำดู
ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องทำตามกระแส เพราะถ้ามันถึงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องหยิบรองเท้าและออกไปวิ่งแล้ว
เพราะในทุกก้าวมีเหตุผลซ่อนอยู่
โดยไม่สำคัญเลยว่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้นไหม


