ถึงวันนี้ การวัดความก้าวหน้าของประเทศไม่อาจพิจารณาจากตัวเลขการเติบโตของ GDP เพียงมิติเดียวได้อีกต่อไป หากแต่ต้องมองควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิต และ สุขภาพของประชากรในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 45 ล้านคนต่อปี และมีประชากรโลกมากถึง 44% ที่อยู่กับโรคเหล่านี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง รักษาอย่างไรเมื่อป่วย แต่คือ จะลงทุนอย่างไรเพื่อไม่ให้ป่วยตั้งแต่แรก
มุมมองดังกล่าวถูกสะท้อนอย่างชัดเจนโดย หมอแอมป์–นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort ในงาน BDMS Academic Annual Meeting 2025 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยชี้ว่า วิวัฒนาการด้านสุขภาพกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างสังคมสูงวัย และเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลกผ่านสิ่งที่เรียกว่า Wellness Economy

หากย้อนกลับไปในอดีต ระบบสาธารณสุขของไทยและทั่วโลกต่างยึดแนวคิด รักษาเมื่อเจ็บป่วย เป็นแกนหลัก ผู้คนจำนวนมากเลือกไปพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรงหรือเกินรับไหว ขณะที่หลักสูตรแพทยศาสตร์เองก็ให้ความสำคัญกับการรักษาโรคปลายทางมากกว่าการป้องกัน ผลลัพธ์คือการเติบโตของระบบสุขภาพที่ผูกโยงกับจำนวนผู้ป่วย ไม่ใช่จำนวนประชากรที่มีสุขภาพดี
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมา แนวคิดดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนผ่านตามพัฒนาการของเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างประชากร จากยุค Anti-aging สู่ Wellness, Preventive Medicine และ Regenerative Medicine ก่อนจะขยายตัวเป็นภาพใหญ่ของ Wellness Economy หรือ Longevity Economy ในปัจจุบัน
หมอแอมป์อธิบายว่า แก่นแท้ของ Wellness ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค หากแต่คือการสร้างความแข็งแรงอย่างสมดุลใน 3 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย, สุขภาพใจ และสุขภาพจิตวิญญาณ ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบต้องดำเนินไปพร้อมกัน จึงจะก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
สังคมสูงวัย จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจและภาระสุขภาพ
อีกหนึ่งในปัจจัยเร่งสำคัญคือการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกิน 20% และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 28% ภายในปี 2576 ซึ่งเท่ากับการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูงสุด
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือช่องว่างระหว่างอายุขัยเฉลี่ยกับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Health Span) ของคนไทย ขยายจาก 8.8 ปี เป็น 11 7 ปี สะท้อนว่าแม้คนไทยจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่กลับต้องอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลานานขึ้นเช่นกัน
ส่วนผลกระทบจากโครงสร้างประชากรดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสังคม แต่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจ การคลัง และระบบสุขภาพโดยรวม เมื่อจำนวนแรงงานวัยทำงานลดลง ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวแต่ขาดสุขภาพที่ดี ระบบเศรษฐกิจย่อมต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในระยะยาว และในระดับภูมิภาค ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสังคมสูงวัยมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และใกล้เคียงกับจีน
Life Span ยาวขึ้น แต่ Health Span ยังสั้น
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลระดับโลก ซึ่งระบุว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกอยู่ที่ราว 73 ปี แต่ช่วงชีวิตที่แข็งแรงมีเพียงประมาณ 63 ปี นั่นหมายความว่ามนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยเฉลี่ยเกือบ 10 ปีก่อนเสียชีวิต
สำหรับประเทศไทย อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 77 ปี ขณะที่ Health Span อยู่ที่ราว 67 ปี สะท้อนว่าโรคเรื้อรังกลายเป็นภาระสำคัญในช่วงบั้นปลายชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระยะเวลาความเจ็บป่วยก่อนเสียชีวิตกลับยาวขึ้นจากราว 8 ปี เป็นกว่า 10–12 ปี แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างมาก สะท้อนว่าโลกสามารถยืดอายุการตายได้ แต่ยังไม่สามารถยืดคุณภาพชีวิตได้เท่าที่ควร
ขณะเดียวกัน การเสียชีวิตทั่วโลก กว่า 77% เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ส่วนในประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคดังกล่าวกกว่า 38,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 44 คนต่อชั่วโมง ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความเครียดสะสม โดยบทเรียนจากโควิดยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้อย่างชัดเจน
Wellness Economy โตเร็วกว่า GDP โลก
จากปัจจัยทั้งหมด ทำให้ Wellness Economy กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมูลค่าตลาดเพิ่มจากราว 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะขยับแตะระดับ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า หรือเติบโตเฉลี่ยราว 7.3 % ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลกอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ Wellness Real Estate, Mental Wellness และ Wellness Tourism ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เปรียบสูงสุด โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่มีมูลค่าตลาดราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และเติบโตสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
จุดแข็งของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย ได้แก่ ธรรมชาติ, อาหารไทย, เอกลักษณ์การให้บริการ, การแพทย์แผนไทย และมีศูนย์การแพทย์ครบวงจร โดยนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 5–6 เท่า สอดรับกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวคุณภาพ
นอกจากเป้าหมายทางธุรกิจแล้ว นโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ (ปี 2571–2575) ยังมีเป้าหมายหลักอีก 3 ข้อที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็น Wellness Country คือลดโรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรม) ให้ลดลง 30% และเพิ่ม Healthspan (ปีที่ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี) จาก 67 ปี เป็น 75 ปี (เนื่องจากปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 77 ปี การเพิ่ม Healthspan จะช่วยลดช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิตเหลือเพียง 2 ปี)
ผู้บริโภคยอมจ่ายสุขภาพแพงขึ้น ดันอาหาร–สมุนไพร–สปาไทยโตแรง
สำหรับกลยุทธ์การยกระดับบริการด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่ อาหารการกิน หมอแอมป์ ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคกว่า 70% ยินดีที่จะซื้อหรือจ่ายให้กับอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้นธุรกิจที่ทำอาหารสุขภาพพร้อมมีการรับรองว่าปลอดภัยจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น
ตามด้วยกลุ่มสมุนไพรไทย ปัจจุบันไทยส่งในราคาต่ำเพียง 100–200 บาทต่อกิโลกรัม และเมื่อมีการใส่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้าไปจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้สูงถึง 100,000–200,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยปัจจุบันไทยคืออันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 2 หมื่นล้านบาท
รวมถึงธุรกิจสปาไทย มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทำให้มีร้านเปิดใหม่มากขึ้น โดยตัวเลขในปี 2565 ประเทศไทยมีสปากว่า 2,921 แห่ง และพบว่ามีลูกค้ากลุ่ม Gen Y เข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการ ยังเป็นเรื่องของราคาโปรโมชัน และคุณภาพของการบริการเป็นหลัก ที่ผ่านมาการนวดแบบดั้งเดิมอาจมีราคาเพียง 500–1,000 บาทต่อชั่วโมง แต่หากใช้แนวคิดผสานการแพทย์ เช่น การตรวจ X-ray, MRI, อัลตราซาวด์, หรือ Shock Wave ก่อนและหลังการนวด จะสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้สูงขึ้น 10 เท่า
“เฟสถัดไปคือ Wellness Economy 5.0 คือการผสานเทคโนโลยี, ข้อมูล และ AI เข้ากับความเป็นมนุษย์ โดยวัดความสำเร็จจาก Health Span คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน มากกว่าตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว และใน Ecosystem ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ร้านนวด คลินิกกายภาพ และแพทย์แผนไทย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิด Wellness Tourism ได้อย่างแท้จริง” หมอแอมป์ ย้ำ
โจทย์ Financial Wellness ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้หลังเกษียณ
ในมิติเดียวกัน ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ ชี้ว่า Financial Wellness จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ถัดไปของสุขภาวะองค์รวม โดยแนวคิดการวางแผนการเงินแบบ Holistic Advisory ต้องเชื่อมโยง Life Span และ Health Span เข้าด้วยกัน

ศักดิ์ชัย ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอยู่ที่ราว 5 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นเพียง 4–4.8% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคต ขณะเดียวกันอัตราการครองเตียงของโรงพยาบาลอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยใกล้ 75–80% และในไตรมาส 3 หลายแห่งเข้าใกล้ระดับเต็มศักยภาพ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขเพิ่มเติม
มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างมาก โดยค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง คุณภาพของโรงพยาบาลในไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีโรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐาน JCI อยู่ในระดับต้นๆ ของภูมิภาค ทั้งหมดมีผลต่อแนวโน้มธุรกิจสุขภาพซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนต่ำและเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 2–3 เท่า
วางแผนการเงินต้องเริ่มจาก ‘บริหารความเสี่ยง’ ก่อนลงทุน
ในมุมของบุคคล ศักดิ์ชัย เน้นว่า การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณต้องเริ่มจากสภาพคล่องและการบริหารความเสี่ยงก่อนการลงทุน โดยควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6–12 เดือน และให้ความสำคัญกับประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ซึ่งคนไทยมักมองข้าม ทั้งที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศคิดเป็นเกือบ 5% ของ GDP

หลังจากนั้นให้เข้าสู่ขั้นการลงทุนและการสะสมทรัพย์ โดยควรกระจายความเสี่ยงและลงทุนระยะยาวเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ พร้อมตั้งเป้าหมายเงินเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น ยกตัวอย่าง หากต้องใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 7 หมื่นบาท เป็นเวลา 20–30 ปี จะต้องมีเงินออมราว 16–25 ล้านบาท หรือมากกว่านั้นหากอายุยืนยาวขึ้น
ศักดิ์ชัย ยังเตือนถึงผลกระทบของ Medical Inflation ซึ่งอาจทำให้ค่ารักษาโรคร้ายแรงในอนาคตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จึงย้ำว่าประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
อสังหาฯ แห่ผนึก Wellness สร้างโมเดลใหม่
นอกจากนี้ กระแส Wellness ยังผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับโมเดลธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาเมืองครบวงจร การสร้าง Ecosystem ด้านสุขภาพ ไปจนถึงการจับมือพันธมิตรทางการแพทย์
ยกตัวอย่างเช่น MQDC พัฒนาโครงการ Lifetime Care เจาะกลุ่มผู้สูงอายุระดับ High Net Worth ถัดมาคือ พฤกษา พัฒนา Wellness Residence พร้อม Health Care Center, Origin สร้าง Smart Life Center ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงศุภาลัยทดลองโมเดล Senior Living แบบ Subscription ซึ่งได้รับการตอบรับดีในเฟสแรก
อย่างไรก็ตามความสำเร็จของโครงการ Wellness Real Estate ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของพันธมิตร โมเดลบริการ ความเชี่ยวชาญด้าน Hospitality รวมถึง Financial Model และกระแสเงินสด ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหม่สำหรับทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน
ทั้งหมดสะท้อนชัดว่า Wellness และ Healthcare ไม่ใช่เพียงเทรนด์ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่เชื่อมโยงสุขภาพ, เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน และอาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
ภาพปก : RunPhoto / Getty Images


