กระทรวงการคลังหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ 2569 ลงเหลือ 1.6% จากที่เคยประเมินว่าจะโต 2.0% ชี้ประมาณการ GDP ปัจจุบันยังไม่นับรวมแผนออกพ.ร.บ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท แต่ประเมินว่า งบประมาณทุกๆ 1 แสนล้านบาทที่ไหลไปยังภาคการลงทุนและภาคการบริโภคจะช่วยดัน GDP ได้ราว 0.2%
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (27 เมษายน) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานคลังสมองของกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.หั่นประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลงเหลือ 1.6% จากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.0% เนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน
เปิด 4 ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569
วินิจกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่า ยังคงมีแรงสนับสนุนจาก 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ที่คาดว่า จะยังคงเติบโตได้ดีในปี ดังนี้
- การส่งออกที่ขยายตัว 6.2% จากอานิสงค์ของอุตสาหกรรมดิจิตัลเทคโนโลยี
- การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว 2.3% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย
- การลงทุนขยายตัว 3.2% จากกลไกส่งเสริมการลงทุน Thailand Fast Pass
- การใช้จ่ายภาครัฐจะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจ เนื่องจากคาดว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา แบ่งเป็นการบริโภคภาครัฐที่ขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว 1.7%
เปิด 4 ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทยปี 2569
วินิจกล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยต้องชะลอลงในปี 2569 ประกอบด้วย
- ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่จะยืดเยื้อยาวนานจนกระทบราคาพลังงานและต้นทุนการส่งออก
- ความผันผวนของการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการกีดกันทางการค้า สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภัยแล้ง
- ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ชี้ประมาณการ GDP นี้ยังไม่นับรวมแผนออกพ.ร.บ.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม วินิจกล่าวต่อว่า ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของ สศค. ตั้งบนสมมติฐานว่า สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงภายในกลางปี 2569 และยังไม่นับรวมการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 500,000 ล้านบาทของรัฐบาล
ขณะที่ สมมติฐานการใช้จ่ายภาครัฐเป็นการ อิงตามข้อมูลในการใช้จ่ายของงบประมาณประจำปี 2569 และไตรมาสแรกของกรอบการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2570
แม้ยังไม่ได้รวมพ.ร.ก.เงินกู้เข้าไป แต่ทางสศค. เปิดเผยว่า จากการประเมินของสศค.พบว่า งบประมาณทุกๆ 1 แสนล้านบาท ที่ไหลไปยังภาคการลงทุนและภาคการบริโภค จะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.2%
ดังนั้น ตามการประเมินนี้สะท้อนว่า หากรัฐบาลกู้เงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท (ซึ่งคิดเป็น 2.62% ของ GDP ไทยขนาด 19 ล้านล้านบาท) อาจหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ราว 1.0%
สำหรับการประเมินประสิทธิผลของโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รอบต่อไปที่จะเกิด วินิจกล่าวว่า จำเป็นต้องรอดูรายละเอียดเพิ่มเติมอีกที ส่วนประสิทธิผลทางเศรษฐกิจของมาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ รอบที่ผ่านมา (ที่ดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568) ตามการศึกษาของ สศค.พบว่า มีตัวคูณทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 0.7 ขึ้นไป

