หลังพ้นช่วงการเฉลิมฉลองของเทศกาลสงกรานต์ไป สภาวะการณ์ของวิกฤตพลังงานและการขาดแคลนน้ำมันกลับมาอยู่ในสายตาของสาธารณะอีกครั้ง สอดรับกับสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุ
ประเด็นสำคัญ
- ยอดผลิตพุ่งแต่น้ำมันไม่ถึงประชาชน
- คลังน้ำมันซุกสต็อก รถขนส่งน้ำมันไม่ระบุปลายทาง
- เรือส่งน้ำมันทอดสมอจอดรอราคาขึ้น กำไร 30 ล้าน
- ยกระดับเป็น ‘คดีพิเศษ’ เล็งทวงเงินกองทุนน้ำมัน 6 หมื่นล้าน
- ต่อไปนี้ไม่มี ‘ไอ้โม่ง’ รวมข้อมูลเอาผิดข้าราชการทุจริต
- “ยืนยันได้ว่า ต่อไปนี้จะไม่มีไอ้โม่ง ต่อไปนี้จะมีแต่ผู้ต้องหา เราจะดำเนินการตรวจสอบทั้งระบบ” พล.ต.ท. รุทธพลกล่าว
วันนี้ (16 เมษายน) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมตัวแทนจาก 7 หน่วยงาน ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) รวมถึงที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงผล ‘ปฏิบัติการเชิงรุกขยายผลและตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง’
ยอดผลิตพุ่งแต่น้ำมันไม่ถึงประชาชน
เอกนัฏเริ่มต้นด้วยการเปิดเผยชุดข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติเชิงโครงสร้าง โดยพบว่าในเดือนมีนาคม โรงกลั่นน้ำมันทั่วประเทศไม่ได้ลดกำลังการผลิต แต่กลับเพิ่มกำลังการผลิตจากปกติวันละ 70 ล้านลิตร เป็น 78 ล้านลิตร ทำให้มีปริมาณน้ำมันผลิตเพิ่มถึง 200 ล้านลิตรตลอดเดือน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการดึงน้ำมันจากสต๊อกของโรงกลั่นจ่ายเข้าระบบเพิ่มอีกกว่า 500 ล้านลิตร รวมแล้วมีน้ำมันถูกอัดเข้าสู่ระบบเพิ่มถึง 700 ล้านลิตร
ทว่าน้ำมันเหล่านี้กลับถูกทำให้หายไปจากตลาด เพราะขบวนการกักตุนและประวิงเวลาเพื่อหวังกำไรจากราคาใหม่ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนจาก ‘น้ำมันเขียว’ สำหรับภาคประมง ซึ่งปกติมียอดจำหน่าย 38-39 ล้านลิตรต่อเดือน แต่เมื่อราคาตลาดโลกพุ่งสูงจนน้ำมันเขียวแพงกว่าน้ำมันหน้าปั๊ม ยอดขายจึงร่วงลงเหลือเพียง 20 ล้านลิตร ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันอีกราว 18-19 ล้านลิตร ทะลักเข้ามาแย่งเติมที่หน้าปั๊มบนบก กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมวิกฤต
คลังน้ำมันซุกสต็อก รถขนส่งน้ำมันไม่ระบุปลายทาง
พล.ต.อ. ธัชชัย ปิยะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ผู้อำนวยการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุว่า สำหรับการตรวจสอบการทุจริตบนบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับ DSI ได้นำกำลังเข้าปูพรมตรวจสอบโรงกลั่น 6 แห่ง และคลังน้ำมัน 92 แห่งทั่วประเทศ
โดยเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ได้เข้าตรวจค้นจุดต้องสงสัยสำคัญและพบความผิดปกติอย่างชัดเจนในคลังน้ำมัน 5 แห่ง ซึ่งมีพฤติการณ์มีน้ำมันเต็มคลังแต่จงใจจ่ายน้ำมันออกสู่ปั๊มน้อยกว่าปกติ ที่คลังน้ำมันทางท่อ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พบว่าบริษัทเจ้าของน้ำมัน 6 ราย มีน้ำมันคงคลังรอจ่าย ณ วันที่ 25 มีนาคม สูงถึง 29.44 ล้านลิตร
การประวิงเวลาเพียงข้ามคืนให้พ้นเที่ยงคืนวันที่ 26 มีนาคม ก็สามารถฟันกำไรจากส่วนต่าง 6 บาทได้อย่างมหาศาล ขณะที่คลังน้ำมันในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร มีการรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมัน แต่เจ้าหน้าที่กลับพบถังเก็บน้ำมันดีเซล 40,000 ลิตรพร้อมหัวจ่ายเถื่อน และมีการลักลอบใช้ถังบรรจุก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาเก็บน้ำมันดีเซลเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
ส่วนที่อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง พบการครอบครองถังเก็บน้ำมันเกิน 200,000 ลิตรโดยไม่จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ใช้รถขนส่งโดยไม่จดทะเบียน และลักลอบจำหน่ายน้ำมันเตาโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน ที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น พบพฤติกรรมรถขนส่งรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่นำไปส่งที่ปั๊มปลายทางตามใบกำกับ แต่กลับถ่ายเทใส่รถบรรทุกของบริษัทตนเองเพื่อกักตุน ยิ่งไปกว่านั้น จากการตรวจสอบระบบขนส่งทางบกกว่าหมื่นเที่ยว ยังพบว่ามีรถขนส่งถึง 662 เที่ยว บรรทุกน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร ที่ไม่ระบุจุดหมายปลายทางในใบกำกับการขนส่ง และอีก 15 เที่ยว ปริมาณ 148,000 ลิตร ที่วิ่งออกนอกเส้นทางหรือหายไปกลางทาง
นอกจากนี้ การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกของผู้ค้ามาตรา 7 ขนาดใหญ่ 6 แห่งในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าในเดือนมีนาคม คลังบางแห่งมีปริมาณการรับน้ำมันเข้ามากกว่าการขายออกอย่างผิดสังเกตเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งเข้าข่ายพฤติการณ์ปฏิเสธหรือประวิงการขายโดยไม่มีเหตุอันควร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
เรือส่งน้ำมันทอดสมอจอดรอราคาขึ้น กำไร 30 ล้าน
ในขณะที่การทุจริตทางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบว่าในเดือนมีนาคมมีการเดินเรือขนส่งน้ำมัน 99 เที่ยว โดยมี 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย และพบความผิดปกติชัดเจนถึง 20 เที่ยวเรือ พฤติกรรมที่พบคือการประวิงเวลาเดินทาง โดยมีเรือ 14 เที่ยวเข้าเทียบท่าช้ากว่าปกติ 1 วัน และ 6 เที่ยวช้ากว่าปกติ 2 วัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรือบรรทุกน้ำมัน 5 ล้านลิตร จากภาคตะวันออกเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งควรใช้เวลา 8 ชั่วโมง และต้องถึงฝั่งในวันที่ 25 มีนาคม กลับจอดลอยลำทอดสมอทิ้งไว้เพื่อรอเข้าท่าในวันที่ 26 มีนาคม การดึงเวลาเพียง 1 วันสร้างกำไรทันทีลำละ 30 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบเรือถึง 10 เที่ยวที่จงใจปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (AIS) เพื่อพรางตัว (Dark activity) และมี 2 เที่ยวเรือที่มีการจอดเทียบเคียงกันเพื่อลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล (Ship to Ship)
ความผิดปกติที่พบจากการตรวจสอบเอกสารทางบัญชีใบกำกับขนส่ง (น.ม.9 และ น.ม.10) คือการตกแต่งตัวเลขและวันที่ มีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนมีนาคม ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน ลากยาวกลายเป็น 1 เดือน
(สัญญาณ AIS หรือ Automatic Identification System คือระบบระบุตัวตนอัตโนมัติที่ใช้คลื่นวิทยุ VHF ส่งข้อมูลดิจิทัล เช่น ชื่อเรือ ตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทาง แบบเรียลไทม์ระหว่างเรือและสถานีชายฝั่ง เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ป้องกันการชนกัน และติดตามการเคลื่อนไหว โดยทำงานอัตโนมัติตลอดเวลา)
นอกเหนือจากนั้น ยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ จากเรือ 15 ลำ ที่มีปริมาณน้ำมันไปถึงปลายทาง ‘มากกว่า’ ปริมาณน้ำมันที่รับมาจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ เพราะน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยลดลงระหว่างขนส่ง ถือเป็นหลักฐานสำคัญของการปลอมแปลงเอกสารและตกแต่งบัญชี
ยกระดับเป็น ‘คดีพิเศษ’ เล็งทวงเงินกองทุนน้ำมัน 6 หมื่นล้าน
จากพฤติการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ คณะกรรมการคดีพิเศษจึงมีมติให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันเป็น ‘คดีพิเศษ’ โดยครอบคลุมการกระทำผิดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ระบุว่า ขณะนี้ได้ขอรับโอนสำนวนการสอบสวนจากตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาเป็นคดีพิเศษแล้ว พร้อมออกหนังสือเรียกเจ้าของบริษัทเรือต้องสงสัยทั้ง 8 บริษัท (เรือ 15 ลำ) เข้าให้ปากคำ และเตรียมส่งชุดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเก็บหลักฐานจากระบบบันทึกในเรือ หากพบการลบหรือทำลายข้อมูลจะถือว่ามีความผิดทางกฎหมายทันที โดยข้อหาที่จะนำมาดำเนินคดีประกอบด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฐานปฏิเสธการจำหน่ายหรือประวิงเวลา มีโทษจำคุก 7 ปี, พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และ พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี
โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายเรียกพยานแล้วกว่า 64 ราย และกำลังเดินหน้าตรวจสอบขยายผลกรณีการลักลอบส่งออกน้ำมันข้ามแดนที่จังหวัดตราด และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อกวาดล้างขบวนการฮั้วน้ำมันระดับชาติและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต
ต่อไปนี้ไม่มี ‘ไอ้โม่ง’ รวมข้อมูลเอาผิดข้าราชการทุจริต
พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้ DSI ดำเนินคดีในทุกมิติ โดยชี้ว่า การกักตุนน้ำมันหรือประวิงการจำหน่ายในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อน ถือเป็นการเอาเปรียบสังคมและกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง หากพบว่ามีการกระทำความผิดเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ จะมีการพิจารณาดำเนินคดีฐานอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งมีโทษหนัก และจะขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ตามมาตรการของกฎหมายฟอกเงินต่อไป
“ยืนยันได้ว่า ต่อไปนี้จะไม่มีไอ้โม่ง ต่อไปนี้จะมีแต่ผู้ต้องหา เราจะดำเนินการตรวจสอบทั้งระบบ” พล.ต.ท. รุทธพลกล่าว
นอกจากกลุ่มทุนเอกชนแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังเปิดเผยข้อมูลตัวเลขกระทรวงพลังงาน กรมเจ้าท่า และกรมสรรพสามิต รายงานไม่ตรงกัน และส่อแววว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สอดคล้องกับที่ DSI ระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังมีเอกสารสำคัญที่ต้องการใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องยังคงส่งให้ไม่ครบถ้วน พร้อมยืนยันว่า จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ละเว้น
“ถ้ามีส่วนไหนที่ทำให้กองทุนน้ำมันต้องเสียหาย ไปอุดหนุนแทนที่จะอุดหนุนให้ราคาประชาชนได้ใช้ในราคาถูก ปรากฏไปเป็นกำไรของผู้ค้าเกินควร กองทุนก็จะต้องมีการเรียกค่าเสียหายคืน
“เราอยู่ระหว่างการไล่เก็บข้อมูล จะส่งทั้งหมดให้ทาง DSI ให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาตินี้ได้ดำเนินคดีกันทั้งหมด แม้กระทั่งเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ก็ไม่เว้น” เอกนัฏทิ้งท้าย


