รัฐบาลเวียดนามประกาศปรับลดเงื่อนไข และ ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนในภาคธุรกิจค้าปลีกครั้งใหญ่ โดยกำหนดให้ยกเว้น Economic Needs Test (ENT) หรือที่เรียกว่าการทบทวนความจำเป็นเชิงเศรษฐกิจ สำหรับบริษัทต่างชาติที่เป็นสมาชิกในความตกลง CPTPP รวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม เป็นต้นไป
ประเด็นสำคัญ
การปลดล็อกครั้งนี้นับเป็นข่าวดีของบรรดากลุ่มทุนญี่ปุ่นอย่างมาก เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะช่วยเร่งการเปิดสาขาใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Translation ที่กำลังวางแผนเร่งขยายเครือข่ายธุรกิจในตลาดเวียดนาม อย่างต่อเนื่อง
เกณฑ์ ENT ฉุดเปิดสาขาค้าปลีกต่างชาติ
เดิมที ENT หรือ การทบทวนความจำเป็นเชิงเศรษฐกิจ คือกระบวนการประเมินผลกระทบเชิงลึกของการเปิดสาขาใหม่ที่อาจกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นในพื้นที่ ซึ่งกฎระเบียบดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือปกป้องทุนในประเทศมาโดยตลอด
แต่พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ที่เพิ่งออกมาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามได้เดินหน้าทำตามพันธกรณี CPTPP อย่างจริงจัง หลังจากที่กระบวนการบรรจุข้อผูกพันระหว่างประเทศเข้าสู่กฎหมายภายในเกิดความล่าช้าจากแผนเดิมที่วางไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 ที่ผ่านมา
โดยก่อนหน้านี้ เกณฑ์ ENT นับเป็นอุปสรรคที่ฉุดกระบวนการอนุมัติการเปิดสาขาของทุนต่างชาติให้ล่าช้าโดยไร้เหตุผลชัดเจน และ ในบางกรณีต้องใช้เวลารอคอยนานหลายเดือน
ไดสุเกะ เตซึกะ ผู้อำนวยการใหญ่ของ Aeon Vietnam เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อแผนระยะกลางของบริษัท ที่ตั้งเป้าเร่งขยายขนาดธุรกิจในเวียดนามให้ใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ด้วยการขยายซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มเป็น 300 แห่งภายในสิ้นงบประมาณกุมภาพันธ์ 2031 ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว Aeon จะต้องเร่งเปิดสาขาใหม่มากกว่า 1 แห่งต่อสัปดาห์เลยทีเดียว
FamilyMart เร่งปิดให้ครบ 300 สาขา
เช่นเดียวกับ แหล่งข่าวจาก FamilyMart รายงานว่า บริษัทตั้งเป้าปักธงสาขาเฉพาะในนครฮานอยแห่งเดียวให้ครบ 300 แห่งภายในปีงบประมาณ 2031 ขณะที่ FujiMart (ซึ่งมี Sumitomo Corp. ร่วมถือหุ้น) เตรียมเปิดให้ครบ 50 สาขาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
รวมถึง Saeki Selva Holdings ผู้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตจากญี่ปุ่น ยังมีแผนเปิดสาขาแรกในนครโฮจิมินห์ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ครบ 100 สาขาทั่วเวียดนาม
อีกทั้งยังเตรียมลงทุนพัฒนาบุคลากรชาวเวียดนาม โดยให้พนักงานไปเรียนรู้การดำเนินงานด้านค้าปลีกที่สาขาในญี่ปุ่นเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี จากนั้นจึงกลับมาที่เวียดนามเพื่ออบรมเพิ่มเติมในด้านการบริหารร้านค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ ทักษะเฉพาะด้านอื่นๆ
ยูกิฮิโกะ ซาเอกิ ประธานบริษัท Saeki Selva Holdings กล่าวว่า การขยายธุรกิจครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของบริษัทในการเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทตั้งใจนำความรู้ด้านการจัดการและสุขอนามัยของซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นมาผสมผสานกับวัฒนธรรมอาหารและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น
ขณะที่บริษัทค้าปลีกแฟชั่นยักษ์ใหญ่อย่าง Uniqlo คาดว่าจะได้รับความอิสระมากขึ้นในการเปิดร้านรูปแบบสแตนด์อโลน ซึ่งจากเดิมที่จำต้องเลือกเช่าพื้นที่ภายในศูนย์การค้าเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่ที่จะไปเข้าเงื่อนไข ENT โดยแรงดึงดูดทั้งหมดนี้มาจากตัวเลขยอดขายค้าปลีกของเวียดนามที่เติบโตสูงกว่า 10%
การเติบโตดังกล่าว สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่แข็งแกร่ง นอกเหนือจากการเป็นเพียงฐานการผลิต
ไม่เว้นแม้แต่เชนร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Hama-Sushi และ Torikizoku เตรียมตบเท้าเข้ามาเปิดสาขาในตลาดเวียดนามเพิ่มเติมอีกด้วย
เรียกได้ว่า สอดคล้องกับความเห็นจากเจ้าหน้าที่องค์การส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ณ นครฮานอย เปิดเผยว่า คำถามและคำปรึกษาส่วนใหญ่จากนักลงทุนยังคงพุ่งเป้าไปที่ศักยภาพของความต้องการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงแนวทางการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ท้องถิ่นเพื่อสร้างช่องทางจัดจำหน่ายและขอใบอนุญาต
ยังไม่ราบรื่น 100%
ด้านฝั่งตัวแทนจาก Sumitomo Corp ได้ตั้งข้อสังเกตและเตือนว่า ทุกฝ่ายยังต้องเฝ้าติดตามและประเมินผลกระทบจากการลดการควบคุมครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะส่งผลต่อโครงสร้างตลาดและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างไรบ้างในอนาคต
แม้ภาพรวมตลาดจะเต็มไปด้วยบรรยากาศเชิงบวก แต่ภาคเอกชนหลายแห่งยังคงมองอย่างระมัดระวังว่า การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอาจไม่ได้ราบรื่น 100% จึงคาดหวังให้รัฐบาลเวียดนามพิจารณาผ่อนปรนกฎระเบียบอื่นๆ ที่ยังคงเป็นอุปสรรคเพิ่มเติม
เช่นเดียวกับความเห็นของ โยชิโนริ คิตาจิมะ หัวหน้าฝ่าย FamilyMart Vietnam กล่าวว่า บริษัทคาดหวังว่ากฎระเบียบอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคและขัดขวางการเปิดสาขาจะได้รับการนำมาพิจารณาปรับปรุงใหม่ในลำดับถัดไป
อย่างไรก็ดี สัญญาณความตั้งใจจริงจากฝั่งภาครัฐเริ่มเด่นชัดขึ้น โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ฟ่าม มินห์ จิ๋นห์ ได้กล่าวยืนยันกับคณะผู้แทนธุรกิจญี่ปุ่นอย่างมั่นใจว่า รัฐบาลเวียดนามมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคง โปร่งใส ยุติธรรม และคาดเดาได้ ซึ่งนับเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาแสวงหาโอกาสเติบโตในตลาดเวียดนามให้ได้อย่างยั่งยืน
ภาพ: robbin lee / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://asia.nikkei.com/business/retail/vietnam-lowers-barrier-to-retail-investment-clearing-way-for-more-japanese-stores
- https://vietnamnews.vn/economy/1800218/japan-s-saeki-set-to-open-100-supermarkets-in-viet-nam.html

