×

สหราชอาณาจักรประกาศส่งเครื่องบินรบช่วยซาอุดีอาระเบีย คุ้มกันน่านฟ้า-รับมือฮูตีจากการโจมตี

โดย THE STANDARD TEAM
21.10.2026
เครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon ของกองทัพอากาศอังกฤษขณะทะยานขึ้นบิน

สหราชอาณาจักรประกาศเตรียมส่งเครื่องบินขับไล่ Typhoon ของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) เข้าปฏิบัติการในซาอุดีอาระเบีย เพื่อช่วยคุ้มกันน่านฟ้าและปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนโดยกลุ่มฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

 

 
 

กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการอนุมัติโดย นายกรัฐมนตรี แอนดี เบอร์แนม โดยเครื่องบินขับไล่แบบ Typhoon จะทำหน้าที่สกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนใน “ภารกิจการต่อต้านทางอากาศเชิงรับ” (Defensive Counter-Air Missions) เพื่อปกป้องเมืองศูนย์กลาง แหล่งพลังงาน ชายฝั่ง และท่าอากาศยานสำคัญ พร้อมยืนยันว่า อังกฤษจะไม่ดำเนินภารกิจโจมตีเชิงรุกเข้าไปในดินแดนเยเมนแต่อย่างใด

 

เวส สตรีตติง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ระบุว่า “การโจมตีอย่างต่อเนื่องของกลุ่มฮูตีต่อซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา ถือเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง การเล็งเป้าหมายไปยังท่าอากาศยานในกรุงรียาดแสดงให้เห็นว่ากลุ่มฮูษียอมทำถึงขนาดไหนเพื่อยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค” พร้อมชี้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานและเพิ่มภาระค่าครองชีพแก่ภาคครัวเรือนและธุรกิจทั่วโลก

 

นอกจากเครื่องบินขับไล่แล้ว สหราชอาณาจักรยังเตรียมส่งที่ปรึกษาทางการทหารและเครื่องบินขนส่ง A400M เข้าไปสนับสนุนการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ พร้อมขยายระยะเวลาสนับสนุนการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแก่กองทัพซาอุดีอาระเบียออกไปอีก 90 วัน ทั้งนี้ การเข้ามาช่วยดูแลน่านฟ้าของกองทัพอากาศอังกฤษ จะช่วยปลดภาระให้กองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียสามารถทุ่มกำลังไปที่ปฏิบัติการโต้กลับภาคพื้นดินและทางอากาศได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

 

ชนวนความขัดแย้งและการยกระดับความรุนแรง

 

ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังกลุ่มฮูตีประกาศขู่โจมตีเรือขนส่งสินค้าของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง เพื่อตอบโต้ที่ซาอุดีอาระเบียโจมตีท่าอากาศยานในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนที่กลุ่มฮูตีครอบครองอยู่ ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะพังทลายลงในเดือนกันยายน

 

ต่อมากลุ่มฮูตีได้เปิดฉากบุกโจมตีอย่างรวดเร็วทางชายฝั่งตะวันตกของเยเมน จนสามารถเข้ายึดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าและการเดินเรือระดับโลกในทะเลแดง ซึ่งช่วยขยายอิทธิพลของเตหะรานในเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญเพิ่มขึ้นอีกแห่ง (นอกเหนือจากช่องแคบฮอร์มุซ)

 

เพื่อรับมือกับการรุกคืบของฮูตี กองกำลังภาคพื้นดินของรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ได้เปิดฉากโต้ตอบโดยได้รับการสนับสนุนทางอากาศจากซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้กลุ่มฮูตีตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนลึกเข้าไปในดินแดนซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง โดยพุ่งเป้าไปที่โรงงานน้ำมัน ท่าเรือ และท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาด

 

เหตุโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เมื่อขีปนาวุธของกลุ่มฮูตีตกใส่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงริยาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 300 ราย นับเป็นเหตุโจมตีซาอุดีอาระเบียที่นองเลือดที่สุดในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษ ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีท่าอากาศยานต่างๆ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 19 ราย

 

ซาอุฯ เร่งระดมพันธมิตรรับมือการโจมตีทางอากาศ

 

ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาในการสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศ เนื่องจากยุทโธปกรณ์และระบบป้องกันภัยทางอากาศส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการรับมือการโจมตีของอิหร่านเมื่อช่วงต้นปี ประกอบกับขนาดพื้นที่ประเทศที่กว้างใหญ่ ทำให้การคุ้มกันน่านฟ้าเป็นไปได้อย่างยากลำบาก จึงจำเป็นต้องแสวงหาความช่วยเหลือทางการทหารจากชาติพันธมิตร

 

ก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสตกลงส่งยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศและกำลังพลเข้าร่วมปฏิบัติการ ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ส่งที่ปรึกษาทางการทหารมากกว่า 100 นาย เข้าไปสนับสนุนด้านการข่าวกรองและการชี้เป้าหมายภายใต้กองบัญชาการร่วม ส่วนปากีสถานมีกองกำลังทหารประจำการช่วยรักษาความปลอดภัยในซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ ประธานาธิบดี อับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซีซี ได้เรียกประชุมรัฐสภานัดพิเศษเป็นการด่วนเพื่อพิจารณาอนุมัติการส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ

 

ความสูญเสียและสัญญาณวิกฤตที่ไร้ท่าทีสงบ

 

วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้สถานการณ์สู้รบภายในเยเมนทวีความรุนแรงและสูญเสียอย่างหนัก ล่าสุดเกิดเหตุกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธ 3 ลูก ใส่ค่ายทหารอัล-อาลัม ในจังหวัดชับวะห์ ทางตอนกลางของเยเมน ส่งผลให้กองกำลังรัฐบาลเยเมนที่เพิ่งเกณฑ์เข้ามาใหม่เสียชีวิตอย่างน้อย 53 ถึง 70 นาย และบาดเจ็บอีกกว่า 200 ราย ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกประณามอย่างหนักจากคณะผู้แทนสหรัฐฯ ประจำเยเมน

 

รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขฝ่ายรัฐบาลเยเมนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งทั่วประเทศแล้วอย่างน้อย 1,282 รายนับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การบริหารของกลุ่มฮูตีเปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่ของซาอุดีอาระเบียคร่าชีวิตผู้คนในพื้นที่ของตนไปแล้วอย่างน้อย 141 ราย และบาดเจ็บเกือบ 400 รายนับตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน

 

แม้จะเผชิญการกดดันและการโต้กลับอย่างหนัก แต่กลุ่มกบฏฮูตียังคงรักษาการควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญไว้ได้ โดย พลตรี ยาห์ยา ซารี โฆษกทหารของกลุ่มฮูตี ออกมาประกาศยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการยกระดับการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนซาอุดีอาระเบียต่อไปอย่างแน่นอน

 

ภาพ: Christopher Furlong / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising