×

โครงสร้างนำเข้าพลังงานไทยเปลี่ยน หลังเกิดสงคราม สหรัฐฯ ขึ้นเป็นแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติอันดับ 1

08.11.2026
กราฟิกแสดงสถิติและข้อมูลโครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทยที่ปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ

ไทยกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบมากขึ้น โดยสัดส่วนมูลค่านำเข้าจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา ลดลงจาก 74.4% เหลือ 54.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอันดับ 1 จากกาตาร์ เป็นสหรัฐอเมริกา

 

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ (สนค.) เผยผลวิเคราะห์โครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทย ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พบว่า ไทยกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบมากขึ้น

 

โดยสัดส่วนมูลค่านำเข้าจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอเมริกา ลดลงจาก 74.4% เหลือ 54.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอันดับ 1 จากกาตาร์ เป็นสหรัฐอเมริกา สะท้อนการปรับตัวในการจัดหาแหล่งทดแทนเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน

 

เปรียบเทียบโครงสร้างแหล่งนำเข้า: ก่อนเกิดวิกฤต vs. หลังเกิดวิกฤต

 

สนค. ได้วิเคราะห์ข้อมูลสถิติการนำเข้าของไทยรายประเทศ ในกลุ่มสินค้าพลังงานสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเปรียบเทียบโครงสร้างแหล่งนำเข้าระหว่างช่วงก่อนเกิดวิกฤต (มกราคม – กุมภาพันธ์ 2569) และ ช่วงหลังเกิดวิกฤต (มีนาคม – กันยายน 2569) เพื่อศึกษาการปรับตัวของแหล่งจัดหาพลังงานและประเมินความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้า

 

น้ำมันดิบ: กระจายแหล่งนำเข้ามากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศหลัก ข้อมูลระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตฮอร์มุซ ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุด คิดเป็น 40.1% ของมูลค่านำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย (18.1%) และสหรัฐอเมริกา (16.2%) รวม 3 ประเทศ มีสัดส่วนสูงถึง 74.4%

 

ขณะที่ในช่วงเผชิญวิกฤต สัดส่วนของ 3 ประเทศหลักลดลงเหลือ 54.7% โดยมีแหล่งนำเข้าจากภูมิภาคอื่นเข้ามาเสริมมากขึ้น นำโดยแองโกลาที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 4.0 percentage points บราซิลเพิ่มขึ้น 3.1 percentage points และอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 2.8 percentage points สะท้อนการขยายทางเลือกในการจัดหาพลังงานไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้ารายใหญ่เดิมและเพิ่มความยืดหยุ่นเมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบต่อประเทศต้นทางหรือเส้นทางขนส่ง

 

ก๊าซธรรมชาติ: เปลี่ยนแหล่งนำเข้าหลัก แต่ยังต้องเฝ้าระวังความกระจุกตัว ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตฮอร์มุซ ไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ เมียนมา และออสเตรเลีย รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 57.3%

 

แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่กระทบต่อการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากกาตาร์ ส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาอุปทานทดแทนจากแหล่งที่มีความปลอดภัยทางเส้นทางเดินเรือและมีศักยภาพการส่งออกสูง ทำให้สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 29.9% ตามด้วยออสเตรเลีย (17.2%) และเมียนมา (11.2%) รวม 3 ประเทศ มีสัดส่วน 58.3% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า

 

สะท้อนว่า แม้ไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนประเทศคู่ค้าหลัก เพื่อรองรับวิกฤตได้ทันท่วงที แต่ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้ายังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการการกระจายแหล่งนำเข้าอย่างต่อเนื่อง

 

แม้กระจายแหล่งนำเข้า แต่ยังเผชิญแรงกดดันด้านราคา

 

อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานโลก ที่ผันผวนยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ โดยดัชนีราคานำเข้าหมวดเชื้อเพลิงเดือนกันยายน 2569 สูงขึ้นถึง 45.7%

 

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า “ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก สะท้อนความจำเป็นที่ไทยต้องบริหารความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาแหล่งนำเข้าจากประเทศหรือภูมิภาคใดมากเกินไป เนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนการนำเข้า การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าและภาระค่าครองชีพของประชาชน”

 

ผอ.สนค. ระบุว่า แม้การกระจายแหล่งนำเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอุปทานเมื่อเกิดปัญหาในเส้นทางขนส่ง แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงทันที เนื่องจากราคานำเข้ายังคงเป็นตามกลไกราคาตลาดโลก ค่าขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขการจัดซื้อ

 

โดยข้อมูลดัชนีราคานำเข้าเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 130.7 เพิ่มขึ้น 12.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะหมวดสินค้าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นถึง 45.7% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

โดยแรงกดดันดังกล่าวได้ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตภายในประเทศ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 117.7 เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories