×

ไทยต้อง ‘ทะยานรอบสอง’ ให้ได้ เพื่อเลี่ยงเศรษฐกิจซบเซาและภาระดูแลสังคมสูงวัย ถ้าใช้ AI เป็น เศรษฐกิจโตเพิ่มได้ถึง 0.8% ต่อปี

19.10.2026
  • LOADING...
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH

ไทยจะใช้จังหวะที่โลกหันกลับมามองอีกครั้ง พาเศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างไร คือประเด็นที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ กลุ่มเซ็นทรัล ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ

 

ดร.สุทธิพันธ์ เป็น 1 ใน 13 คนไทยที่ร่วมเวที IMF-World Bank Annual Meetings ครั้งนี้ โดยร่วมเสวนาในเวที Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth และมองว่าการที่กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี เป็นจังหวะที่ต่างชาติหันกลับมามองศักยภาพของไทย และถึงเวลาที่ไทยต้องลุกขึ้นมาปรับตัวอย่างจริงจัง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ไทยมีโอกาสทะยานรอบสอง ถ้าไม่ปล่อยให้เสียโมเมนตัมอีกครั้ง

 

ดร.สุทธิพันธ์ ย้อนว่าการทะยานรอบแรก (First Take-off) ของไทยเกิดขึ้นในสมัยพลเอกเปรมและพลเอกชาติชาย ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างประเทศจากภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมและบริการที่เข้มแข็ง

 

หลังจากนั้นไทยเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง และเติบโตช้าลงตลอด 20 ปีที่ผ่านมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ ดร.สุทธิพันธ์ มองว่าวันนี้คือจุดเปลี่ยนที่ไทยจะกลับมาทะยานอีกครั้ง หรือ Second Take-off

 

ถ้าทำไม่สำเร็จ ไทยอาจจะเจอเศรษฐกิจซบเซา ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และงบประมาณที่ต้องใช้ดูแลสังคมสูงวัย

 

ไทยมีต้นทุนพร้อมอยู่แล้ว ทั้งทุนมนุษย์ที่ยังปรับตัวได้แม้จะเป็นสังคมสูงวัย แผนพัฒนาประเทศที่สมบูรณ์ ทำเลที่ได้เปรียบ เงินทุนสำรองที่เพียงพอ และคนเก่งระดับแนวหน้าของอาเซียน เช่น ศิลปินและผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ โจทย์คือทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

 

ดร.สุทธิพันธ์ มองว่าโจทย์สำคัญของไทยวันนี้คือการปฏิรูปโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว และการทำงานประสานกันอย่างเป็นเอกภาพระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

 

สิ่งที่ไทยต้องเร่งสร้างคือความน่าเชื่อถือ ทั้งในสายตานักลงทุนต่างชาติและคนไทย ด้วยนโยบายที่จริงจัง ต่อเนื่องและมีธรรมาภิบาล โดยภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศ

 

AI ดันเศรษฐกิจไทยได้เกือบ 1% ต่อปี ถ้าคนปรับตัวทัน

 

ดร.สุทธิพันธ์ ยกข้อมูลของธนาคารโลกว่า AI ช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ไทยและภูมิภาคได้อย่างน้อย 0.2% ต่อปี ถ้าเศรษฐกิจโต 2% ก็จะขยับเป็น 2.2%

 

แต่ถ้าปรับตัวและใช้ AI ได้ดี จะเพิ่มได้ถึง 0.8% ต่อปี ดันการเติบโตจาก 2% ไปเป็น 2.8% หรือราว 3%

 

ส่วนต่างระหว่างสองตัวเลขนี้ขึ้นอยู่กับคน ว่าจะปรับตัวทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ได้แค่ไหน ดร.สุทธิพันธ์ ระบุว่าในอาเซียน AI จะส่งผลต่อผู้คนราว 80 ล้านคน และเมื่อรวมกับธุรกิจสีเขียว แรงงานราว 25–30% จะได้รับผลกระทบหรือได้รับการยกระดับ ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดก็จะสร้างงานใหม่ในภูมิภาคราว 30 ล้านตำแหน่ง

 

หัวใจของการเติบโตยุค AI ในมุมของ ดร.สุทธิพันธ์ คือ ‘Small AI’ หรือการปรับเล็กปรับน้อยในงานประจำวัน ทั้งใน SME บริษัทใหญ่ และหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพโดยตรง

 

รัฐบาลต้องเป็นหลักในการวางกฎหมายและนโยบาย และร่วมมือกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด ส่วนองค์กรต้องพัฒนาทักษะคนทำงานไม่ให้ตกกระแส โดยการเติบโตต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มด้วย

 

เครื่องยนต์เดิมต้องเติม AI และสร้างมูลค่าในประเทศ

 

ดร.สุทธิพันธ์ มองว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ทั้งการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุน และการบริโภค ต้องยกระดับด้วย AI ทั้งหมด

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ถูกยกเป็นตัวอย่าง โดยการเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าต้องอาศัยแบตเตอรี่ ชิป ซอฟต์แวร์ และ AI ทำงานร่วมกัน โจทย์คือทำให้ผู้ผลิตในประเทศได้ประโยชน์ และเกิดมูลค่าเพิ่มกับระบบนิเวศอุตสาหกรรมในไทย

 

ในยุครถยนต์สันดาป การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สร้างซัพพลายเชนร่วมกับบริษัทรายย่อยจำนวนมาก ช่วยสร้างงานและขยายฐานเศรษฐกิจ ยุครถยนต์ไฟฟ้าก็ต้องสร้างผลแบบเดียวกันให้ได้

 

ไทยจึงควรใช้ความสัมพันธ์ในซัพพลายเชนกับผู้นำเทคโนโลยีอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น และภาคธุรกิจไทยต้องกล้าขยับออกจากอุตสาหกรรมเดิม ดร.สุทธิพันธ์ มองว่าบริษัทใหญ่ที่มีทุนสูงสามารถขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ เช่น พลังงานรูปแบบใหม่ พร้อมช่วยผู้ประกอบการรายเล็กตลอดซัพพลายเชน และยกตัวอย่าง Samsung ที่เริ่มจากการขายปลาแห้ง จนกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกในวันนี้

 

เครื่องยนต์อื่นก็เช่นกัน ภาคการเงินต้องใช้ Digital Finance และ AI เชื่อมกับเศรษฐกิจจริง ภาคเกษตรและอาหารต้องพัฒนาสินค้าสู่ระดับโลก ส่วนการท่องเที่ยว สุขภาพ และอิเล็กทรอนิกส์ต้องก้าวสู่ระบบนิเวศ AI เต็มรูปแบบ

 

การพัฒนาต้องกระจายไปถึงเมืองรอง เพื่อเชื่อมไทยกับอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เพราะเอเชียคิดเป็น 2 ใน 3 ของการเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจโลก ดร.สุทธิพันธ์ สังเกตว่าเมื่อ 35 ปีก่อน ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตก แต่ครั้งนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเข้าร่วมอย่างคึกคัก

 

ดร.สุทธิพันธ์ ทิ้งท้ายว่า ในยุค AI การที่คนทุกกลุ่ม ทั้งคนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ ผู้ชาย และผู้หญิง มีส่วนร่วมในการทำงาน คือกำลังสำคัญที่จะพาไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories