โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่แค่การประคองให้ผู้ประกอบการรายย่อย ‘อยู่รอด’ แต่ต้องเปลี่ยน SME จากกลุ่มเปราะบางให้กลายเป็นพลังหลักในห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต เพื่อพาประเทศทะยานข้าม ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย
ประเด็นสำคัญ
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวบนเวที ‘From Survival to Supply-Chain Power ทางรอดใหม่ของ SME ไทย’ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดยระบุว่า SME ครองสัดส่วนถึง 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดในไทย และแบกรับการจ้างงานสูงถึง 69% แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้เพียง 35% ซึ่งถือว่ามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชีย
นอกจากนี้สถิติหนี้เสียยังสะท้อนความเปราะบางอย่างชัดเจน ภาพรวมสินเชื่อทั้งประเทศมี NPL เฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% หรือปล่อยกู้ 1,000,000 บาท ตามหนี้ไม่ได้ 35,000 บาท ขณะที่สินเชื่อรายย่อยอยู่ที่ 4% ปล่อยกู้ 1,000,000 บาท เสีย 40,000 บาท และธุรกิจขนาดใหญ่เสียเพียง 12,000 บาท แต่กลุ่ม SME กลับมีหนี้เสียสูงถึง 99,000 บาท หรือเกือบ 100,000 บาทต่อยอดหนี้ 1,000,000 บาท ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจขนาดเล็กกำลังเปราะบางอย่างยิ่งและจำเป็นต้องได้รับการยกระดับศักยภาพอย่างเร่งด่วน
ภารกิจ Reinvent Thailand ต้องคิดแบบก้าวกระโดด
ขัตติยา บอกว่า ประเทศไทยตั้งเป้าหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2037 โดยต้องดันรายได้เฉลี่ยต่อหัวจากปัจจุบัน 7,690 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี ขึ้นไปเป็น 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี ซึ่งสอดรับกับแนวทางของ IMF และ World Bank
หากโตตามแนวโน้มเดิมประเทศไทยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปี จึงจะบรรลุเป้าหมายได้ การดำเนินนโยบายและทำธุรกิจแบบเดิมจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แต่ต้องการวิธีคิดและการลงมือทำที่ไม่เหมือนเดิมหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการต่อยอด 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายสู่อนาคต
ขัตติยา เน้นย้ำว่า ต้องมองให้เป็น Supply Chain of the Future ทั้งระบบ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ได้มีแค่ผู้ผลิตรถ แต่รวมถึงชิ้นส่วน ยาง พลาสติก อะลูมิเนียม คอนโซล แอร์ และกระจก เมื่อมองเทียบกับรายงานของ World Bank เซกเตอร์ที่มีส่วนผลักดัน GDP, มี Output Multiplier สูง และจ้างงานมหาศาล คือกลุ่มที่ไทยมีจุดแข็งเดิม เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป สุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ดิจิทัลเซอร์วิส และการผลิตอิเล็กทรอนิกส์
5 ดีเอ็นเอผู้ชนะใน Supply Chain
อย่างไรก็ตาม ขัตติยา ชี้ว่าการการทำธุรกิจที่อยู่ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายไม่ได้การันตีความอยู่รอด เพราะหากไม่มีความแตกต่าง ธุรกิจจะถูกบีบให้สู้ด้วย “สงครามราคา” จนไปต่อไม่ไหว ผู้ที่จะประสบความสำเร็จต้องมี 5 คุณลักษณะ ได้แก่ 1. เพิ่มผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง 2. กระจายความเสี่ยงสู่ตลาดใหม่ 3. นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาใช้งาน 4. บริหารความเสี่ยงล่วงหน้าทั้งสต็อกสินค้า การผลิต และสภาพคล่อง และ 5. ปรับตัวให้ทันความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น ต้นทุนพลังงานและการขนส่ง
ปรับกระบวนทัศน์จากการมอง ‘SME เป็นศูนย์กลาง’ สู่ ‘ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง’
ขัตติยา ชวนเปลี่ยนมุมมองจากการเอา SME เป็นศูนย์กลาง มาเป็นการมองประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง โดยให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่เชื่อมประสานกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยง ถ่ายทอดความรู้ ทบทวนเงื่อนไขการค้าให้เป็นธรรม และเชื่อมโยงฐานข้อมูล ขณะที่ SME ต้องปรับปรุงระบบบัญชีให้โปร่งใส แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ในส่วนของสถาบันการเงิน ขัตติยา อินทรวิชัย ระบุว่าสถาบันการเงินจะทำเพียงงานธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงไม่ได้อีกต่อไป “เราต้องไฟแนนซ์ transformation ครั้งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน” ผ่านการใช้ข้อมูลห่วงโซ่อุปทานและ Data Bureau ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมข้อมูลพฤติกรรม เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าน้ำมัน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ถอด KPI ประเทศลงสู่ทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง
สำหรับบทบาทภาครัฐ ขัตติยา ยกตัวอย่างการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่กำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้าหรือเครดิตเทอมให้สั้นลงและชัดเจน ซึ่งช่วยให้ SME ได้รับเงินเร็วขึ้น เพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียน และลดภาระหนี้กู้ยืม รวมถึงการเจรจาลดค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยมองว่า “เป้าหมายมันไม่ธรรมดาเราก็ต้องทำในสิ่งที่ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน”
พร้อมทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่สามารถรอเช็กผลลัพธ์เมื่อครบ 12 ปีได้ แต่ต้องซอยเป้าหมายใหญ่ของประเทศออกมาเป็น KPI ระยะสั้นและระยะกลาง ถ่ายทอดลงสู่ทุกหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานราชการ สมาคมการค้า สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการ เพื่อให้ทุกฝ่ายวางแผน ปฏิบัติการ และติดตามความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนผ่าน SME จากการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดไปสู่การเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

