อดีตรัฐมนตรีการค้าอินโดนีเซียและผู้ก่อตั้ง Raisewell Ventures มองว่าอาเซียนผ่านโลกหลายขั้วอำนาจมาแล้วกว่า 2,000 ปี แต่จุดอ่อนวันนี้คือ 11 ประเทศยังไม่คุยกัน ค้าขายกันเองน้อย และยังลงทุนกับ “คน” ไม่พอ
ประเด็นสำคัญ
บนเวที ‘ASEAN: The World’s Next Growth Engine? / อาเซียนจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างไร’ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดย Gita Wirjawan, Founder and President, Ancora Group ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีการค้าของอินโดนีเซีย และ Jeep Kline, Founder & Managing Partner, Raisewell Ventures และ Professional Faculty, UC Berkeley ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อจุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก รวมทั้งความท้าทายและโอกาสของอาเซียน
โลกหลายขั้วไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอาเซียน
Gita มองว่าความสามารถที่อาเซียนมีมาแต่เดิมคือการอยู่กับโลกหลายขั้วอำนาจ (multipolarity) ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้รับอิทธิพลทางอารยธรรม ศาสนา และวัฒนธรรมจากจีน อินเดีย และคาบสมุทรอาหรับ โดยมีความสูญเสียน้อยมาก
ระเบียบโลกขั้วเดียวหลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 กำลังถูกท้าทายโดยประเทศที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงไทยและอินโดนีเซีย ขณะที่การแยกขั้วระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และตะวันตก “เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอีก 50 ปีข้างหน้า” สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ ที่ลดลงจากราว 22% เหลือราว 12% ในช่วง 8 ปี
Gita มองว่าอาเซียนควรวางตัวเป็น swing region ที่หันไปหาได้ทั้งจีน สหรัฐฯ ยุโรป อินเดีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ และเป็นคู่เจรจาโดยธรรมชาติระหว่างจีนกับตะวันตก รวมถึงระหว่างโลกอิสลามกับตะวันตก เพราะเป็นที่อยู่ของชาวมุสลิม 250 ล้านคน ชาวพุทธ 150 ล้านคน และชาวคริสต์ 150 ล้านคน ที่อยู่ร่วมกันอย่างค่อนข้างสันติ
“มิตรพันคนยังน้อยไป ศัตรูคนเดียวก็มากเกินไป นั่นคือแนวคิดเชิงปรัชญาที่คนรุ่นใหม่ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องยึดถือ” Gita กล่าว
อาเซียนต้องเลิกแข่งกันเอง และเล่าเรื่องให้กันฟังมากขึ้น
แม้อาเซียนจะพูดเรื่องการค้าระหว่างกันมาหลายสิบปี แต่ Gita ระบุว่าการค้าภายในภูมิภาคยังมีมูลค่าไม่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือไม่ถึง 25% เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจรวมราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ยุโรปค้าขายกันเองราว 65%
Gita ชี้ว่าหนึ่งในสาเหตุของปัญหานี้คือการที่ประเทศในภูมิภาคไม่เล่าเรื่องให้กันฟัง เมื่อไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านผลิตอะไร แต่ละประเทศจึงมักผลิตสินค้าซ้ำกันและแข่งกันเองแทนที่จะเกื้อหนุนกัน
“ถ้าคุณคุยกันมากขึ้น คุณก็เข้าใจกันมากขึ้น และยิ่งเข้าใจกัน คุณก็จะผลิตสินค้าและบริการที่เกื้อหนุนกัน แทนที่จะแข่งขันกัน” Gita กล่าว
Gita คาดการณ์ว่าอาเซียนเพิ่มสัดส่วนการค้าภายในจาก 25% เป็น 65% จะเท่ากับมูลค่าเพิ่มอีกราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะสร้างงานได้หลายล้านตำแหน่งทั่ว 11 ประเทศ
‘One ASEAN’ เริ่มจากเปิดให้คนเคลื่อนย้ายได้เสรี
ในมุมของนักลงทุน Jeep เสนอให้มองอาเซียนเป็นตลาดเดียว โดยยกตัวอย่างว่า สตาร์ทอัพหนึ่งบริษัทควรจ้างวิศวกรในเวียดนาม ทำวิจัยหรือมีที่ปรึกษาในสิงคโปร์ ได้โดยไม่ต้องคิดว่าอยู่ประเทศไหน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีภายในภูมิภาค โดยอาจเริ่มจากการทดลองกับกลุ่มเล็กก่อน
“บางทีเราอาจเริ่มจากผู้ประกอบการและ STEM ถ้าดิฉันลงทุนในบริษัท deep tech แล้วเขาอยากย้ายคนข้ามประเทศ เราเปิดให้แรงงานเคลื่อนย้ายได้ราบรื่นเหมือนสหภาพยุโรปได้ไหม” Jeep กล่าว
Jeep มองว่าหากทำได้ นักลงทุนในสหรัฐฯ และยุโรปจะเห็นอาเซียนเป็น “ตลาดใหญ่ตลาดเดียวอย่างแท้จริง” ซึ่งมีประชากรมากถึง 700 ล้านคน
โจทย์ใหญ่ที่สุดคือ “คน”
Gita ไม่เห็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการที่อาเซียนจะเปิดรับโลกหลายขั้ว แต่มองว่าความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือขีดความสามารถทางปัญญา (cognitive capacity) ที่ยังไม่ทั่วถึง
“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงที่จะทำได้ต่ำกว่าศักยภาพ ไม่ใช่ทำไม่ได้เลย” Gita กล่าว
Gita บอกว่าอาเซียนมีมหาวิทยาลัย 10,000 แห่ง แต่ติด 20 อันดับแรกของโลกเพียง 2 แห่ง ซึ่งอยู่ในสิงคโปร์ทั้งคู่ ขณะที่ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ไม่มีมหาวิทยาลัยติด 100 อันดับแรก ส่วนสัดส่วนนักศึกษาสาย STEM ของไทยอยู่ที่ราว 30% ต่ำกว่ามาเลเซียที่ 43% และเวียดนามที่กำลังพิจารณาเพิ่มเป็น 50%
Gita เห็นว่าการเปิดใจกว้างคือคุณลักษณะเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของประเทศ เพราะจะทำให้ผสานพลังแห่งนวัตกรรม เข้ากับพลังแห่งการอนุรักษ์ ซึ่งอาเซียนมีอยู่แล้วอย่างโดดเด่น แต่ส่ิงที่น่ากังวลคือ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังเปิดใจไม่มากพอ
ขณะที่ Jeep กล่าวเสริมว่า อาเซียนไม่ควรดึงแค่ FDI แต่ควรดึง smart capital คือเงินลงทุนที่มาพร้อมทรัพย์สินทางปัญญาและการฝึกอบรม เพื่อยกระดับวิศวกรระดับกลางขึ้นเป็นวิศวกรระดับสูง และให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีไปทำเชิงพาณิชย์และขยายขนาดไปทั่วภูมิภาค พร้อมฝากให้ทุกคนมีทักษะความเป็นผู้ประกอบการ กล้าริเริ่มและกล้าเสี่ยงในโลกที่ AI ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วขึ้น และมองตัวเองให้กว้างกว่าพรมแดนประเทศ
“ใช่ คุณเป็นคนไทย แต่คุณก็เป็นพลเมืองโลก ถ้าไปอินโดนีเซีย คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น ถ้าไปสิงคโปร์ คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น และนั่นจะพาเราไปสู่การเป็น One ASEAN ที่แข่งขันได้ในระยะยาว” Jeep กล่าว

