×

‘จุลพันธ์’ เปิดแผนเคลียร์หนี้รัฐค้างสมทบประกันสังคม ตั้งงบปี 2570 จ่ายเพิ่ม 7.2 พันล้านบาท ตั้งเป้าปิดยอดค้างภายในปี 2574

29.06.2026
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงแผนเคลียร์หนี้ประกันสังคม

‘จุลพันธ์’ เปิดแผนเคลียร์หนี้ รัฐค้างสมทบประกันสังคม ตั้งงบปี 2570 จ่ายเพิ่ม 7.2 พันล้านบาท ตั้งเป้าปิดยอดค้างภายในปี 2574 ย้ำรัฐบาลเพิ่มงบแรงงานกันไว้ชำระหนี้ประกันสังคม แม้งบตึงตัว

 

 
 

รัฐบาลเดินหน้าลดภาระเงินค้างสมทบกองทุนประกันสังคม โดยเตรียมตั้งงบประมาณปี 2570 ชำระเพิ่มเติม 7,217 ล้านบาท พร้อมวางแผนทยอยชำระปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท ตั้งเป้าลดยอดค้างจากกว่า 1 แสนล้านบาทในอดีตให้แล้วเสร็จภายในปี 2574

 

วันนี้ (29 มิถุนายน) ที่รัฐสภา จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามเป็นหนังสือของ ชินโชติ แสงสังข์ สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงถึงแผนการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนที่รัฐบาลค้างชำระว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นภาระสะสมมายาวนานกว่า 20 ปี

 

จุลพันธ์กล่าวว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน รัฐบาลมียอดค้างชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมราว 100,000 ล้านบาท ก่อนที่การบังคับใช้พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จะกำหนดให้ภาครัฐต้องจัดทำแผนทยอยชำระภาระค้างดังกล่าวภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม

 

นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562-2568 รัฐบาลได้ทยอยชำระเงินคงค้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2568 ยอดค้างชำระลดลงเหลือ 48,000 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระเพิ่มเติม ทำให้คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2569 จะเหลือยอดค้างประมาณ 42,600 ล้านบาท

 

สำหรับปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสมทบกองทุนประกันสังคมประจำปีจำนวน 58,680 ล้านบาท และจัดสรรงบเพิ่มเติมอีก 7,217 ล้านบาท เพื่อชำระยอดค้าง ส่งผลให้คาดว่าสิ้นปี 2570 ยอดค้างจะลดลงเหลือประมาณ 35,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ตามเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรงบประมาณรวม 72,748.8 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้จัดสรรให้สำนักงานประกันสังคม 66,867.1 ล้านบาท

 

ตั้งเป้าปิดยอดค้างภายในปี 2574

 

จุลพันธ์เปิดเผยว่า รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงบประมาณและสำนักงานประกันสังคม เพื่อกำหนดแผนทยอยชำระยอดค้างที่เหลือทั้งหมดภายในปี 2574 โดยจะจัดสรรงบประมาณชำระคืนเฉลี่ยปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยมีการประกาศเป้าหมายลักษณะเดียวกันหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ยอดค้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในกรอบเวลาที่กำหนด แม้ด้วยข้อจำกัดของระบบงบประมาณอาจทำให้ยอดค้างไม่สามารถลดลงเหลือศูนย์ได้ทันที เนื่องจากรอบเวลาการจัดทำงบประมาณของภาครัฐ

 

“ขอเรียนตามตรงครับ ผมกับท่านชินโชติ ก็อยู่ในแวดวงนี้ ผมเองก็อยู่ในรัฐสภามาประมาณ 20 ปี คำว่าแผนจะชำระคืนภายในปีไหน เข้าใจว่าเราได้ยินกันมาหลายครั้ง แล้วผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมาบอกท่านว่ามีแผนจะชำระคืนให้ภายในปี 2574 ที่ผ่านมาเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ผมคุ้นๆ ว่ามีแผนจะชำระคืนให้ทันภายในปี 2571 หรือ 2572 ด้วยซ้ำ

 

แต่ที่ผ่านมาผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล ในเรื่องเม็ดเงินส่วนนี้ และท่านรัฐมนตรีภราดร ปริศนานันทกร ซึ่งดูแลในเรื่องงบประมาณ ได้รับทราบถึงเรื่องเม็ดเงินในส่วนนี้เช่นเดียวกัน

 

ผมเองในฐานะรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ผมขอยืนยันผ่านท่านประธานไปยังท่านชินโชติว่า ครั้งนี้รัฐบาลมีความตั้งใจจริงๆ ที่จะรักษาคำมั่นที่ให้กับท่าน และผมจะทำให้ได้ โดยจะทำให้เม็ดเงินที่เป็นหนี้สินลดลงให้ได้มากที่สุดภายในปี 2574 ซึ่งโดยสภาพกลไกของรัฐอาจจะยังไม่สามารถทำให้เม็ดเงินในส่วนนี้กลายเป็น 0 ได้ เพราะกลไกการตั้งงบประมาณของรัฐมีความเหลื่อมเรื่องเวลา

 

อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้สามารถที่จะลดลงได้ และภาระหนี้สินที่ยังคงค้างอยู่จะไม่พุ่งขึ้นไปถึง 30,000 – 40,000 ล้านบาทอย่างเช่นปัจจุบัน” นายจุลพันธ์กล่าว

 

เพิ่มงบแรงงานกันไว้ชำระหนี้ประกันสังคม แม้งบตึงตัว

 

จุลพันธ์กล่าวว่า แม้ปีงบประมาณ 2570 หลายกระทรวงจะได้รับการปรับลดงบประมาณจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง แต่กระทรวงแรงงานกลับได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยสาระสำคัญของงบที่เพิ่มขึ้นเป็นการกันวงเงินไว้เพื่อทยอยชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่รัฐบาลค้างชำระ

 

จุลพันธ์ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเงินกลับคืนสู่กองทุนประกันสังคม แม้กรอบวงเงินงบประมาณโดยรวมจะไม่ขยายตัวและภาระรายจ่ายประจำของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าลดภาระหนี้ค้างดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตามแผนที่กำหนดไว้

 

“เพราะว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถึงแม้ว่ากรอบวงเงินงบประมาณจะไม่เติบโต ถึงแม้ว่างบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายประจำจะเพิ่มมากขึ้น เราก็ยังไม่ละเลยในการที่จะต้องเอาเม็ดเงินกลับไปยังผู้ประกันตนตามที่เรามีภาระที่จะต้องดำเนินการ” จุลพันธ์กล่าว


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories