วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยมีสาระสำคัญคือการขยายเพดานอายุของลูกจ้างที่จะเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จาก 60 ปี เป็น 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อรองรับการทำงานของแรงงานสูงวัย พร้อมปรับสิทธิประโยชน์ด้านการคลอดบุตร ทุพพลภาพ และชราภาพ
ร่างกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกันตนยังได้รับเงินสงเคราะห์บุตรต่ออีก 6 เดือนหลังออกจากงาน และปรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ส่วนกรณีทุพพลภาพที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน เสนอเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้จากร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เป็นไม่เกินร้อยละ 70
ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน เลือกรับเงินก้อนหรือรายเดือนได้
สำหรับสิทธิชราภาพ ร่างกฎหมายเปิดทางให้ผู้ที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน เลือกรับบำเหน็จชราภาพเป็นเงินก้อน หรือรับบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน ตามเงื่อนไขเรื่องอายุครบ 55 ปีและการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนที่กำหนดในร่าง
ส่วนผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนก่อนอายุ 55 ปีได้ หากเกิดภัยพิบัติร้ายแรงที่กระทบต่อความเป็นอยู่ หรือนำเงินชราภาพบางส่วนไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม โดยมีเพดานไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง
ผู้รับบำนาญสมัครคุ้มครองต่อได้ 3 กรณี
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์กล่าวว่า ร่างกฎหมายยังเปิดให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงานสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อ เพื่อรับความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต โดยรัฐจ่ายเงินสมทบ 1 ส่วน และผู้ประกันตนจ่าย 2 ส่วน
ร่างกฎหมายยังปรับบทกำหนดโทษสำหรับนายจ้างในบางกรณี เช่น การไม่ยื่นแบบรายการภายในกำหนด จากโทษอาญาเป็นการปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565
ขั้นตอนต่อไปคือส่งร่างกฎหมายให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ ครม. รับทราบแผนจัดทำกฎหมายลำดับรอง 18 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันนับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

